อย่างที่เกริ่นกันไปแล้วว่า คดีการเมือง จะมีคำพิพากษาออกมาอย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วก็จะถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมืองอยู่ดี วิบากกรรมไม่ใช่อยู่ที่โจทก์หรือจำเลย คดีการเมือง แต่จะย้อนไปถึงต้นสำนวน ป.ป.ช. อัยการ จะถูกดึงเข้าสู่มรสุมทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่ากระบวนการยุติธรรมจะโปร่งใส เป็นธรรมแค่ไหน ผลการตัดสินออกมาย่อมมีฝ่ายที่พอใจและไม่พอใจ เพราะการเมือง ถูกแบ่งเป็นสองข้างไปแล้ว เช่นนี้ย่อมกระทบถึงการสร้างความปรองดองของคนในชาติเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรมการปฏิรูปประเทศสร้างความปรองดอง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบยุติธรรมของประเทศให้เข้มแข็งก่อน ให้เกิดการยอมรับของทุกฝ่าย และการที่จะทำให้ระบบยุติธรรมเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ก็คือความเป็นธรรมคดีสลายการชุมนุมทางการเมืองที่มีคำพิพากษาจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ยกฟ้องด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ จากองค์คณะ 9 คน ด้วยมติ 8 ต่อ 1 เสียง เป็นอันยุติคดีที่ยืดเยื้อกว่า 9 ปีถึงกระนั้นทั้งสองฝ่าย สามารถที่จะอุทธรณ์คดีต่อองค์คณะใหญ่ของศาลฎีกา ภายใน 30 วันนับตั้งแต่มีคำพิพากษา กระบวนการยุติธรรม ยังเปิดช่องให้กับฝ่ายที่ไม่พอใจกับคำพิพากษาจนถึงที่สุดที่ผ่านมา คำวินิจฉัยของ ศาลปกครองสูงสุด ก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ดี ถูกนำไปเป็นชนวนโต้แย้งทางการเมืองจนเกิดวิกฤติการเมือง ก็เพราะไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ถ้าสังคมไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สังคมนั้นจะหาความสงบสุขไม่ได้เลยวิกฤติความขัดแย้ง ไม่ได้แก้ด้วยการปฏิรูปหรือนโยบายการปรองดอง แต่อยู่ที่ว่าสังคมจะยอมรับกระบวนการยุติธรรมมากน้อยแค่ไหนและถ้า สังคมยังไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลที่มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศ คงไม่ปล่อยให้ วิกฤติความขัดแย้ง ปะทุขึ้นมาอีกระลอกไม่เช่นนั้นการยึดอำนาจจะสูญเปล่าทันทีการเริ่มต้นของการแก้ไขวิกฤติประเทศก็คือ การสร้างมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูกเมื่อทุกฝ่ายเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และให้ถือว่าการตัดสินในกระบวนการยุติธรรมเป็นอันสิ้นสุด ความปรองดองก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติถึงเวลาที่ต้อง เซ็ตซีโร่ คดีการเมืองทั้งหมด ให้กระบวนการยุติธรรมได้พิสูจน์ความขัดแย้งของวิกฤติประเทศที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นวิกฤติการเมืองก็จะไม่สะเด็ดน้ำ การปรองดองก็จะสูญเปล่า ไปด้วย.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th