วันวานว่าเรื่องปาล์มน้ำมันไทย...วันนี้มาดูมาเลเซียกันบ้าง ต่างกันตรงไหน
ผลผลิตต่อไร่ของไทยอยู่ที่ 3,100 กก. มาเลเซีย 3,321 กก. สูงกว่า เรานิดหน่อยแค่ 7%...ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยปีที่แล้ว (2559) ปีแล้งจัด ปาล์มมีราคาสูง...เกษตรกรไทยขายได้เฉลี่ย กก.ละ 5.40 บาท มาเลเซียได้ 4.50 บาท
แต่ค่าเฉลี่ยโดยทั่วไปมาเลเซียจะได้ราคาต่ำกว่าไทย กก.ละ 50 สต. เกษตรกรมาเลเซียได้ราคาถูกกว่า แต่ทำไมไม่มีปัญหา???
คำตอบคือ ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมแปรรูปปาล์มน้ำมันทั้งระบบของไทยกับมาเลเซียต่างกัน ไทยผลผลิตส่วนใหญ่ถูกนำไปแปรรูปเป็นแค่น้ำมันพืช มีนำไปทำเป็นไบโอดีเซลบ้างเล็กน้อย ข้อมูลปี 2559 ผลผลิตที่เกษตรกรไทยขายได้มีมูลค่ารวม 60,000 ล้านบาท เข้าสู่กระบวนการแปรรูป ได้ผลผลิตมีมูลค่าเพิ่มเป็น 96,000 ล้านบาท...ได้มูลค่าเพิ่ม 160%
ส่วนมาเลเซียนอกจากทำน้ำมันพืช ยังนำผลพลอยได้จากเนื้อในเมล็ดปาล์มไปทำโอเลโอเคมี
พูดง่ายๆน้ำมันปิโตรเลียมขุดสูบมาจากใต้ดิน นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์อะไรได้ เนื้อเม็ดในผลปาล์มน้ำมันสามารถทำแบบนั้นได้สารพัด...น้ำมันหล่อลื่น เครื่องสำอาง สบู่ แชมพู ผงซักฟอก เคมีเกษตร อาหารเสริม หนังเทียม ยูรีเทน โฟม ฟองน้ำ กาว สี หมึกพิมพ์ ยางรถยนต์ สิ่งทอ ฯลฯ
นี่แหละอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีที่บ้านเราไม่มี
เลยส่งผลให้ปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรมาเลเซียผลิตได้ในปี 2559 มีมูลค่า 264,000 ล้านบาท นำมาแปรรูปเป็นทั้งน้ำมันพืชได้มูลค่า 440,000 ล้านบาท ต่อยอดทำโอเลโอเคมีได้มูลค่ามาอีก 710,000 ล้านบาท
รวมแล้วอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันทั้งระบบของมาเลเซีย...เพิ่มมูลค่าได้สูงถึง 435%
ดูแล้วปัญหาปาล์มน้ำมันไทยคล้ายยางพารามั้ย เก่งแต่ปลูกขายเป็นวัตถุดิบขั้นต่ำราคาถูก...มาเลเซียเก่งปลูกเหมือนกัน แต่แปรรูปขายเป็นผลิตภัณฑ์ราคาแพง
ได้ราคาดียังเอามาชดเชยช่วยเกษตรกร...ชาวสวนปาล์มมาเลฯได้ราคาถูกกว่าถึงไม่เดือดร้อน
มาเลฯฉลาดช่วยแบบไหน ถึงไม่มีใครไปโวยว่าทำผิดกฎ WTO.
สะ–เล–เต