สุราเป็นสิ่งทำลายสุขภาพ ก่อโรคภัย เป็นเรื่องจริง และนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ หากดื่มแล้วขับ ก่อผลกระทบมากมาย แต่ในแง่ของสุราพื้นบ้าน จากภูมิปัญญาชาวบ้าน น่าจะจำหน่ายได้อย่างไม่มีอุปสรรค จากการเปิดเสรีสุรา ในปี 2543 ตามนโยบายรัฐบาล กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ยังคงมีข้อจำกัดทางกฎหมาย ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน ไม่เคยเปลี่ยน
นั่นหมายความว่า การ "เปิดเสรีสุรา" ในไทย ไม่ได้มีการเปิดกว้างอย่างเต็มที่ โดย “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” พูดคุยกับ “สมบูรณ์ แก้วเกรียงไกร” นายกสมาคมสุราชุมชน ซึ่งได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในฐานะผู้ที่เคลื่อนไหวผลักดันในเรื่องนี้มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี เขาบอกในทันทีเลยว่า เป็นสิ่งที่ยากลำบาก เพราะไทยเปิดเสรีสุราอย่างไม่เป็นธรรม จึงต้องมีการเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง พยายามทำให้กลุ่มรากหญ้าที่มีทุนน้อยมากๆ อย่างชาวบ้านให้สามารถทำขายได้อย่างเสรี โดยจดทะเบียนผลิตสุราได้ทุกประเภท ทั้งเหล้าสี เบียร์ บรั่นดี ไวน์ วิสกี้ ไม่ใช่เฉพาะเหล้าขาวอย่างในปัจจุบัน ซึ่งทำได้ไม่เต็มที่ ส่วนประเด็นการห้ามขายสุราทางออนไลน์ ก็เป็นอีกข้อได้เปรียบของนายทุน กรณีไม่ได้ขายหน้าร้าน
...
“ปากก็บอกว่า ไทยเปิดสุราเสรี แต่เอาเข้าจริงๆ มันติดเงื่อนไขของกฎหมาย ต้องมีปริมาณการผลิตขั้นต่ำ มีการกำหนดปริมาณสูงมากๆ มีการจำกัดเรื่องแรงม้า ห้ามเกิน 5 แรงม้า ห้ามใช้แรงงานคนเกิน 7 คน หากเกินกว่านั้นจะเป็นอุตสาหกรรม ทั้งๆ ที่ไม่ควรจำกัดในเรื่องเหล่านี้ หากเปิดเสรีอย่างเป็นธรรม ก็ต้องผลิตสุราได้ทุกประเภท สรุปว่าเรื่องเปิดสุราเสรี และการโฆษณาช่องทางต่างๆ มันซับซ้อนมาก”
ส่วนความคาดหวังหากไทยเปิดเสรีสุราได้อย่างเต็มที่ จะเห็นราคาสุราถูกลง เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ สามารถผลิตสุราได้ทุกประเภท เพราะความจริงแล้วต้นทุนในการผลิตสุรานั้นถูกมาก ยกตัวอย่าง เหล้าขาวของนายทุนยี่ห้อหนึ่ง ราคา 120 บาท แต่เหล้าขาวของชุมชน ราคา 80-90 บาท ซึ่งแตกต่างกันก็เพราะกลไกทางการตลาด และอีกอย่างจะทำให้คนไทยมีอาชีพมากขึ้นและมีรายได้เพิ่ม ทั้งคนขายวัถตุดิบในท้องถิ่น และคนผลิตสุราในท้องถิ่นจะมีรายได้ แต่ในขณะนี้ยังทำอะไรได้ไม่เต็มที่ เพราะติดเงื่อนไขในกฎหมาย
“แล้วชาวบ้านจะผลิตไปขายให้ใคร เพราะถูกบล็อกด้วยเงื่อนไขของกฎหมาย เหล้าขวดละ 80-90 บาท ยังขายไม่ได้เลย ไม่มีช่องทางการตลาด ต้องหันไปทำเหล้าเถื่อน เหล้าหัวโล้นกันมากขึ้น แม้จะโดนจับก็ยอมทำ และเมื่อมีเหล้าเถื่อน รายได้ก็ไม่เข้าสู่รัฐ มีชาวบ้านหลายรายยอมให้เงินใต้โต๊ะกับเจ้าหน้าที่ นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น และช่วงโควิดระบาด ชาวบ้านไม่เดือดร้อนอะไรมาก เพราะเมื่อมีการห้ามขายเหล้า ทำให้เหล้าชุมชนขายดีจนอยู่กันได้ แต่ไม่เติบโต ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ก็มีบ้างในช่วงหลังมีเจ้าหน้าที่สรรพสามิตเข้มงวด เข้ามาตรวจโรงงานผลิตในชุมชนเป็นระยะๆ เช็ก กับอากรแสตมป์ว่ามีเท่าไร ตรงกับการผลิตหรือไม่”
พร้อมยืนยันจะยังเดินหน้าเคลื่อนไหวต่อไป เพื่อให้ไทยเปิดเสรีสุราอย่างเต็มตัว โดยมีบางพรรคการเมืองให้การสนับสนุนแก้กฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนอนุกรรมาธิการฯ ทั้งการแก้ไขเรื่องการผลิตเบียร์อย่างเสรี การแก้ไขปริมาณการผลิต ไม่ต้องจำกัดว่าต้องผลิตขั้นต่ำ 8 หมื่นลิตรขึ้นไปต่อเดือน และต้องผลิตสุราได้ทุกประเภทไม่จำกัดปริมาณ แม้สุดท้ายแล้วต้องยอมรับว่าในอนาคตจะเห็นการเปิดเสรีสุราอย่างเป็นธรรมในไทยคงเกิดขึ้นได้ยาก และอีกอย่างมีนายทุนพยายามบล็อกเรื่องกฎหมายมาโดยตลอด หลังตนเองต่อสู้ในเรื่องนี้มานาน 20 ปี ซึ่งยังไม่นับรวมตั้งแต่ปี 2493 ที่นายทุนครอบงำกิจการสุรามายาวนาน.
