“โผนายพล ตร.” รอบนี้ใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 ได้ดี วางหลักเกณฑ์ป้องกันแทรกแซงของฝ่ายการเมืองเข้ามามากจนเกินไป ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังมีข้อห่วงใยและกังวลใจของเหล่าตำรวจกฎเกณฑ์การแต่งตั้งปิดช่องโอกาสใช้คนที่มีความรู้ความสามารถแต่อาวุโสน้อย ถูกตีความ วางกฎกติกา นอกเหนือกฎหมายที่วางกรอบไว้ เดิม ผบช.เป็นรอง ผบช.ไม่น้อยกว่า 2 ปี ถือว่าครบหลักเกณฑ์เจตนารมณ์กฎหมาย2 กลุ่มอาวุโสข้ามไม่ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ อีกกลุ่ม 50 เปอร์เซ็นต์ ที่มีความรู้ ความสามารถ แข่งขันกันในกลุ่มหลัง ตลอดปีทำงานต่อเนื่อง ผลงานเป็นที่ประจักษ์ วางกรอบ 2 ปีให้ไม่ได้ ตีตกตั้งแต่ไม่ขึ้นชกบนเวทีถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ต้องเขียนเกณฑ์ 2 ปีเลื่อนสูงขึ้นได้ วางกรอบไปเลยว่ากี่ปีขึ้นชกได้ ไม่ใช้ยกบันไดหนีเหมือนอดีต กฎหมายเปิดโอกาสให้แข่งขันกันคนครบหลักเกณฑ์ ทุกคนย่อมมีสิทธิเข้าแข่งขันถือว่าวาง “กติกา” ออกมากีดกันดาวรุ่ง ทำงานเข้าแลกเพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงขึ้นบางคนอาวุโสสูงแต่ทำงานแบบเช้าชาม เย็นชาม เพราะได้อาวุโส ยังไงได้ขึ้น หากเป็นอย่างนี้แล้วองค์กรตำรวจอาจไม่ได้รับการ พัฒนาเท่าที่ควร ในประเทศพัฒนาผู้บริหารภาคธุรกิจ เอกชน หรือภาครัฐเองหันกลับมาใช้คนรุ่นใหม่ ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก หวังผลความสำเร็จของงานลองปรับเปลี่ยนมุมมองกลุ่มคนที่อาวุโสน้อยแต่มีผลงาน อยากทำงานให้องค์กร พอครบหลักเกณฑ์ไม่ได้รับการพิจารณา อาจทำให้คนบางกลุ่มเกิดแรงเฉื่อย ปล่อย “เกียร์ว่าง” ไม่อยากทำงาน เพราะทำงานแล้วไม่ได้ช่วยอะไรมากสุ่มเสี่ยง พลาดเกมไปต่อไม่ได้ สู้ไปเรื่อยๆเดี๋ยวอาวุโสแล้วหากเป็นเช่นนี้คนในสังคมเสียโอกาสได้รับการบริหารจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่าปล่อยให้ความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นกับคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานคนที่เสียหายคือพี่น้องประชาชน.“เพลิงพยัคฆ์”pluengpayak@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “เลขที่1 วิภาวดีฯ” เพิ่มเติม