ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้ย้ำถึงการขับเคลื่อนนโยบายเรียนดีมีความสุขของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ โดยได้มอบหมายให้สำนักต่างๆ ภายใต้ สพฐ.ไปจัดทำแผนงานตามนโยบายดังกล่าวในรอบวันที่ 1 ต.ค.2566 จนถึงปัจจุบันว่า หน่วยงานสำนักไหนได้ขับเคลื่อนนโยบายเรียนดีมีความสุขที่ประสบความสำเร็จไปแล้วกี่เรื่อง รวมถึงแนวทางการลดภาระนักเรียน และลดภาระผู้ปกครอง แต่ละสำนักได้ดำเนินการขับเคลื่อนไปมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะต้องกลับมาสรุปผลอีกครั้งในการประชุม สพฐ.ครั้งถัดไปเลขาธิการ กพฐ.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สพฐ.ยังได้กำหนดตัวชี้วัดของนโยบายเรียนดีมีความสุขด้วย ซึ่งนอกจากผู้เรียนจะมีการวัดสมรรถนะตามหลักสูตรขั้นพื้นฐานและความรู้ความสามารถผ่านคุณลักษณะอันพึงประสงค์แล้ว จะต้องมีตัวชี้วัดที่ระบุว่าพฤติกรรมแบบไหนถึงจะเรียกว่าเรียนดีมีความสุข และครูจะต้องสอนอย่างไรให้ผู้เรียนมีความสุข โดย สพฐ.ได้ส่งแนวปฏิบัติเรื่องตัวชี้วัดนโยบายเรียนดีมีความสุขไปยังโรงเรียนทุกแห่งแล้ว เพื่อเป็นแนวทางกลางในการกำหนดตัวชี้วัดต่อไป เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนตามความสุขของโรงเรียนมีบริบทที่แตกต่างกัน อาทิ สถานศึกษาต้องปลอดภัย ต้องไม่มีปัญหาการบูลลี่ เด็กต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นปลอดภัยจากเพื่อนและครู“สำหรับประเด็นเรื่องลดภาระครูด้วยการยกเลิกครูเวรโรงเรียนนั้น เท่าที่ผมรับรายงานพบว่า ครูมีความสุขมากขึ้นและพร้อมจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ สพฐ.กำลังสำรวจภาระครูด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาระงานจากกระทรวงศึกษาธิการแต่มาจากหน่วยงานอื่น เพื่อทำหนังสือไปถึงหน่วยงานนั้นๆ ว่ากิจกรรมต่างๆมีความจำเป็นหรือไม่ ทั้งนี้ ผมมั่นใจคุณภาพของผู้เรียนจะดีขึ้น เพราะเราลดภาระงานครูไปแล้วหลายเรื่อง ดังนั้น สพฐ.จะกำหนดเป้าหมายว่าเมื่อลดภาระงานครูลงไปแล้วเป้าของครูในการยกระดับคุณภาพการสอนผู้เรียนจะต้องทำได้ขนาดไหน ซึ่งโรงเรียนจะต้องกำหนดค่าเป้าหมายว่าคะแนนการสอบของผู้เรียนหมวดต่างๆจะต้องเพิ่มขึ้นเท่าไร รวมไปถึงการสอบโอเน็ต และพิซาด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ รมว.ศึกษาธิการให้ความสำคัญและกำชับมากทุกหน่วยงานดำเนินการยกระดับคะแนนให้เห็นผลตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้” ว่าที่ร้อยตรีธนุกล่าว.อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่