ปัญหามลพิษทางอากาศ PM 2.5 กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายมิติไม่ว่าจะเป็นคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมจนทำให้ “รัฐบาล” ต้องประกาศเป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี 2562 แม้จะผ่านมาเกือบ 5 ปี แต่คนไทยยังเผชิญหน้ากับฝุ่นพิษที่นับวันยิ่งจะมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ภาคอีสาน และภาคเหนือ ต้องเจอหมอกควันข้ามพรมแดนจากเมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ทำสถิติสูงสุดรอบ 9 ปีถูกสะท้อนผ่านงานเสวนา “ฝุ่นพิษ PM2.5 ข้ามพรมแดน แก้ไม่ได้จริงเหรอ?” จัดโดย ม.เกษตรศาสตร์ รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บอกว่าฝุ่นพิษ PM2.5 นั้นทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่าเมื่อสูดเข้าร่างกายจะก่อเกิดโรคมะเร็งปอด หอบหืด หัวใจล้มเหลว แต่ในมุมเศรษฐศาสตร์มักทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายการรักษาตัว สูญเสียโอกาส สูญเสียความแข็งแรง สูญเสียค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์ป้องกัน และสูญเสียค่าความสุขตามข้อมูลปี 2562 มีมูลค่ากว่า 2.173 ล้านล้านบาท แยกเป็นในเขตกรุงเทพฯ มูลค่าความเสียหาย 4.3 แสนล้านบาท/ปี จ.ชลบุรี 8 หมื่นล้านบาท/ปี จ.นครราชสีมา 7 หมื่นล้านบาท/ปี จ.เชียงใหม่ 7 หมื่นล้านบาท/ปี และ จ.ขอนแก่น 5.3 หมื่นล้านบาท/ปีย้ำด้วยภาพรวมในปี 2566 ตั้งแต่เดือน ม.ค.-27 เม.ย. “พื้นที่กรุงเทพฯ” ปรากฏพบค่าฝุ่น PM2.5 เป็นอันตรายต่อสุขภาพสูงสุดในรอบ 5 ปี สังเกตจากค่า Air Quality Index (AQI) ระดับ 175-200 เกิดขึ้น 3 วัน ระดับ 150-175 เกิดขึ้น 13 วัน แต่ในทางกลับกันค่า AQI ระดับสีเขียว หรืออากาศบริสุทธิ์ต่ำกว่า 50 กลับไม่มีเลยสักวันด้วยซ้ำเช่นเดียวกับ “จ.เชียงใหม่” ค่าฝุ่นเป็นอันตรายสูงสุดรอบ 5 ปีแถมยังหนักมากกว่ากรุงเทพฯ เพราะค่า AQI ระดับ 200-300 เกิดขึ้น 14 วัน ระดับ 175-200 เกิดขึ้น 11 วัน ระดับ 150-175 มี 34 วัน สะท้อนว่าอากาศสะอาดหายากขึ้นทุกวัน แม้ว่าประเทศไทยจะยกปัญหาฝุ่นเป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี 2562 แต่คุณภาพอากาศกลับแย่ลงเรื่อยๆในส่วน “แหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5” ส่วนใหญ่มาจากภาครถยนต์เป็นหลักแล้วยังมีหมอกควันข้ามพรมแดนแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรก... “อาเซียนตอนบน” เกิดในช่วงเดือน ธ.ค.-เม.ย.ของทุกปี ส่วนที่สอง...“อาเซียนตอนล่าง” เกิดตั้งแต่ มิ.ย.-ส.ค.ของทุกปีอันมาจากการเผาในอินโดนีเซียส่งผล กระทบต่อหลายจังหวัดของภาคใต้ ถ้าเปรียบเทียบ “สถิติการเผาในที่โล่งแจ้งในอาเซียนรายประเทศตั้งแต่ปี 2562–2566” ปรากฏพบการเผาที่โล่งมากที่สุดคือ สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 10 แต่ว่าอินโดนีเซียปีนี้ลดการเผาลงค่อนข้างมาก ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามลพิษจากการเผาที่โล่งแจ้งในอาเซียนตอนเหนือมักรุนแรงกว่าอาเซียนตอนล่าง“หากเจาะดูจุดความร้อนจะพบว่าประเทศไทย เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนามจะปรากฏการเผาในที่โล่งแจ้งภาพรวมเพิ่มขึ้นถึง 146,065 จุด ทำลายสถิติสูงสุดใหม่รอบ 9 ปี แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะมีมาตรการป้องกันออกมาควบคุมมากมาย แต่ก็ยังมีการเผาเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนทำลายสถิติอยู่ตลอด” รศ.ดร.วิษณุว่า ประเด็นมีอยู่ว่า “ภาคเอกชนไทย” ก็มีส่วนในการส่งเสริมให้เกิดการเผาในประเทศเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน เพราะตามข้อมูล Trademap 2566 มีสถิติการนำเข้าสินค้าเกี่ยวกับการเผาอย่างเช่นข้าวโพดจากเมียนมามากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2562 ประเทศไทยมีมาตรการเข้มงวดกับการเผาในที่โล่งแจ้งทำให้มีการเคลื่อนย้ายการเพาะปลูกข้าวโพดไปในเมียนมาเป็นจำนวนมากในปี 2565 “ภาคเอกชนไทย” มีการส่งออกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไปเกือบ 674 ล้านบาท แล้วมีการนำเข้าข้าวโพด 14,312 ล้านบาท “จำนวนนี้คิดเป็นพื้นที่เพาะปลูก ราว 2 ล้านไร่ที่มีการเผา” สุดท้ายปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนก็ไม่จบสิ้นเช่นเดิมถ้าย้อนดู “นโยบายจัดการฝุ่นพิษข้ามพรมแดน” แน่นอนแผนการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเพื่อการแก้ปัญหามลพิษฝุ่นละอองปี 2562 (วาระฝุ่นแห่งชาติ) เป็นมาตรการหลักสำคัญแต่พอดูเนื้อในรายละเอียดกลับพบไม่กี่มาตรการที่กล่าวถึงการแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดน เช่น แจ้งเตือนสถานการณ์ไปยังผู้ว่าฯจังหวัดให้เตรียมรับมือแจ้งเตือนประเทศต้นทาง และสำนักเลขาธิการอาเซียนให้ทำตามข้อตกลงโดยอาศัยโรดแม็ปอาเซียนปลอดหมอกควันข้ามพรมแดน และแผนปฏิบัติการเชียงราย 2017 เพื่อป้องกันมลพิษข้ามพรมแดน ในส่วน “การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ” ก็ใช้กลไกทุกระดับได้ตั้งแต่ระดับอาเซียน ระดับคณะกรรมการชายแดนภายใต้กระทรวงกลาโหม และระดับจังหวัดชายแดน หรือแม้แต่การป้องกันมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนจากการขนส่งในการปรับปรุงมาตรฐานรถยนต์ และน้ำมันในอาเซียนให้มีระดับใกล้เคียงกันทว่า ทั้งหมดนี้เป็นรายละเอียดกลไกการป้องกันฝุ่นข้ามพรมแดนลักษณะการขอความร่วมมือแบบหลวมๆ ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทำให้เห็นช่องว่างของมาตรการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนเยอะแยะมากมายฉะนั้นขอเสนอแนะเชิง “นโยบายผ่านมุมมองทางเศรษฐศาสตร์” ที่ไม่ต้องพึ่งพาข้อตกลงของอาเซียนสามารถทำได้ 2 มาตรการ คือมาตรการแรก... “ลดการเผาในที่โล่งแจ้งในประเทศให้เป็นแบบอย่างที่ดี” ด้วยการเพิ่มมาตรการลดการเผาข้าว และข้าวโพดให้เป็นรูปธรรม หรือควรแก้ไขมาตรการลดเผาอ้อยที่ยั่งยืน ตามปกติพืชถูกเผามีทั้ง “ข้าว อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” แต่แผนวาระฝุ่นแห่งชาติกลับกล่าวถึงเฉพาะแค่ “อ้อย” ที่มติ ครม.ต้องลดการเผาให้ได้เหลือแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการใช้เงินอุดหนุนปีที่แล้ว 5,000 ล้านบาท แล้วปีนี้จ่ายไป 10,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการเผา 32.79 เปอร์เซ็นต์แล้วในส่วน “ข้าวโพด หรือข้าว” ยังไม่มีใครกล้าแตะแต่ถ้าจัดการตรงนี้จะแก้ปัญหาสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย ดังนั้น สะท้อนว่า “มาตรการของรัฐไม่ยั่งยืน” จำเป็นต้องหากลไกใหม่ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืนมากยิ่งขึ้นด้วยการให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข และลดเงินเยียวยาให้เปล่า รวมถึงส่งเสริมเศรษฐกิจแบบแบ่งปันผ่านตลาดเช่าบริการเครื่องจักรการเกษตรสมัยใหม่ หรือสนับสนุนการปลูกพืชยืนต้นในพื้นที่สูงแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว พร้อมให้องค์ความรู้หาตลาดรองรับ และการสร้างตลาดให้กับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยมาตรการที่สอง...“ให้ความรู้พร้อมเงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขในการปรับตัวสู่การไม่เผากับประเทศเพื่อนบ้าน” เพราะระดับการพัฒนาเศรษฐกิจแต่ละประเทศไม่เท่ากันเช่นกรณี “ประเทศไทย” จะไปบอกให้ประเทศเมียนมาหยุดเผานั้น “สิ่งที่ขาดหายไปล้วนมีต้นทุน” ดังนั้น อาจต้องช่วยเหลือเงินบางส่วนแบบมีเงื่อนไขด้วย ต่อมาก็ต้องจัดเวทีระหว่างประเทศสร้างความเข้าใจถึงปัญหาให้ชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วมแก้ปัญหานี้ โดยเฉพาะการย่อยข้อมูลเชิงเทคนิคให้เข้าใจง่าย เพราะหลายประเทศยังไม่มีความเข้าใจฝุ่น PM2.5 เลยด้วยซ้ำสิ่งสำคัญติดตั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับการรับซื้อสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับ การเผาทั้งในและต่างประเทศ เมื่อมีข้อมูลชัดเจนแล้วก็ผลักดันนโยบายสินเชื่อสีเขียวนำเงินกู้ออกจากอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษสู่อุตสาหกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเร่งออกกฎหมายอากาศสะอาดมีประเด็นมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนเหมือนดั่งสิงคโปร์ที่เอาผิดเจ้าของแหล่งกำเนิดหมอกควันนอกประเทศ หรือบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องได้ แล้วตั้งหน่วยงานหลักมีหน้าที่แก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดน พร้อมหน่วยงานสืบสวนสอบสวนมลพิษทางอากาศนี้ ตอกย้ำด้วย “ระดับอาเซียน” ต้องยกระดับความเข้มข้นในความร่วมมือ “จัดตั้งศูนย์ประสานงาน เพื่อควบคุมมลพิษข้ามพรมแดนของอาเซียน” ในการหาแนวทางให้เป็นมาตรฐานเดียวกันแล้วติดตามความก้าวหน้าการแก้ปัญหา การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สร้างเวทีระหว่างประเทศเพื่อให้ความรู้ฝุ่น PM 2.5 ร่วมกันสุดท้ายส่งเสริมการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในลักษณะแบบ Sub-region ไทย เมียนมา สปป.ลาว และเวียดนาม และอาจขอสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรระหว่างประเทศ หรือบริษัทเอกชนด้วยนี่คือปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่ “ประเทศไทย” ไม่สามารถแก้ได้ลำพังแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจาก “ประเทศในอาเซียน” เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขร่วมกันในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน.