หมายจับเบี้ยวใบสั่ง งัดกฎหมายเอาผิดซ้ำซาก

ข่าว

หมายจับเบี้ยวใบสั่ง งัดกฎหมายเอาผิดซ้ำซาก

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    2 ก.ค. 2565 06:32 น.

    บันทึก

    แตกตื่นจนเป็นประเด็นร้อน “ตำรวจ งัดยาแรงเสนอออกหมายจับผู้ทำผิดกฎจราจร” ที่มักเบี้ยวจ่ายค่าปรับใบสั่ง “ประเดิมกรุงเทพฯพื้นที่แรก” เป็นแนวทางบังคับใช้กฎหมายมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

    เพื่อให้ “ผู้ขับขี่มีวินัยเคารพกฎหมายจราจร” ลดการสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนที่เกิดจาก “อุบัติเหตุทางถนน” เรื่องนี้กลายเป็นกระแสตีกลับถูกวิจารณ์ถล่มทลายอย่างหนักเพราะขัดความรู้สึก สังคมมองว่า “คดีใบสั่งเป็นความผิดเล็กน้อยกลับถูกออกหมายจับ” เสมือนกำลังตีตราดูเป็นคดีร้ายแรง

    ต้องถูกตำรวจจับกลายเป็น “คนมีประวัติอาชญากรรม” ไม่สามารถทำนิติกรรม สมัครงาน หรือเดินทางไปต่างประเทศได้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือไม่นี้ คมเพชญ จันปุ่ม ประธานเครือข่ายทนายชาวบ้าน มองว่า

    ปัจจุบันสังคมก้าวหน้าไปด้วย “การเดินทางคมนาคมที่สะดวกยิ่งขึ้น” โดยเฉพาะทางบกที่มีรถยนต์หลายประเภทเป็นพาหนะจนต้องออก “พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ฉบับแก้ไขเพิ่ม พ.ศ.2562” ในการบังคับใช้จัดระเบียบการจราจรให้มีประสิทธิภาพ เพื่อความปลอดภัยต่อสาธารณะ และสวัสดิภาพประชาชน

    ทว่า “พ.ร.บ.จราจรฯก็เป็นกฎหมายมีโทษทางอาญา” ที่ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดย “เจ้าพนักงานจราจร” พบเห็นสามารถว่ากล่าวตักเตือน หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตาม ม.140 แล้วในทางปฏิบัติการออกใบสั่งนี้มีอยู่ 2 ประเภท กล่าวคือ...

    ประเภทแรก...“ใบสั่งเขียนด้วยมือ” อันเกิดจากเจ้าพนักงานจราจรพบการกระทำผิดโดยเหตุซึ่งหน้าสามารถออกใบสั่งตามความผิดนั้นให้ผู้ขับขี่ หรือติด ผูก แสดงไว้ที่รถ เพื่อดำเนินการชำระค่าปรับภายใน 7 วัน

    ประเภทที่สอง...“ใบสั่งอิเล็กทรอนิกส์” เป็นใบสั่งแบบเจ้าพนักงานจราจรพบการกระทำผิดโดยใช้เครื่องอุปกรณ์ เช่น กล้องสามารถจับภาพได้เป็นหลักฐานโดยมีข้อมูลหมายเลขทะเบียนรถที่กระทำผิดกฎหมายจราจรในขณะนั้น แล้วส่งสำเนาใบสั่งไปโรงพักที่เกิดเหตุจัดเข้าระบบ PTM : Police Ticket Management

    ตามนโยบายการบริหารจัดการระบบใบสั่งจราจรภายใต้ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ทำให้ใบสั่งแบบใหม่มักต้องมีเครื่องหมาย PTM ที่สามารถชำระค่าปรับผ่านธนาคาร หรือตัวแทนรับชำระเงินที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้ เพื่อลดการเผชิญหน้าการต่อรองของผู้กระทำผิดกับตำรวจ และปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่บางคนกระทำผิดโดยมิชอบ

    เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริง โต้แย้งสิทธิอุทธรณ์การทำผิดในกระบวนการยุติธรรมได้

    ถัดมา “ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตาม” เรื่องนี้เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจออกหนังสือแจ้งเตือน 2 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน ทางระบบไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้มาชำระค่าปรับตามความใน ม.141/1

    แต่หากว่า “ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถ” ไม่ได้ทำผิดตามข้อกล่าวหาสามารถทำหนังสือโต้แย้งได้ใน 15 วัน ส่งมายังสถานที่ระบุในใบสั่ง แต่เมื่อเจ้าพนักงานจราจรได้รับหนังสือโต้แย้งยืนยันดำเนินคดีต่อผู้ขับขี่ก็ส่งเรื่องกล่าวโทษไปยังพนักงานสอบสวนดำเนินการฟ้องต่อศาล เช่นนี้ “ผู้ถูกกล่าวหา” ก็สามารถใช้สิทธิสู้คดีในศาลต่อได้

    ประเด็นตามความในมาตรา 141/1(2)(ง) “ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถ” ได้รับใบสั่งเตือน 2 ครั้งแล้ว “ไม่ปฏิบัติตาม” สารวัตรจราจรก็จะออกหนังสือ พร้อมหลักฐานแจ้งไปยังนายทะเบียนกรมการขนส่งทางบกให้มีอำนาจรับชำระค่าปรับตามจำนวนที่ค้างชำระแทนได้ หรืองดออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้น

    ปัญหามีอยู่ว่า “ใบสั่งตามความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ” มีลักษณะเป็นคดีที่เจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาด้วยการออกใบสั่งนั้น แม้เชื่อมีพยานหลักฐานฟังได้ แต่ว่า “มิใช่เป็นคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด” ฉะนั้นการจะฟังให้เป็นผลร้ายต่อผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่ให้เขาเสียภาษีต่อทะเบียนรถคงทำเช่นนั้นไม่ได้

    เพราะตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า “ผู้นั้นยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริง” เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุดจึงต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาตามใบสั่งนั้นยังสามารถต่อสู้คดีในชั้นกระบวนการยุติธรรมได้เสมอ

    เรื่องเป็นประเด็นถกเถียงกันว่านายทะเบียนสามารถทำตามคำร้องของตำรวจในการรับชำระค่าปรับแทน อายัด หรืองดออกเครื่องหมายการเสียภาษีได้หรือไม่ ทำให้นายทะเบียนต้องรอให้มีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดว่า “ผู้นั้นกระทำความผิดตามใบสั่งจริง” แล้วค่อยทำการอายัด รับชำระค่าปรับแทน หรือไม่ยอมให้เสียภาษีนั้นได้

    หากคดีไม่ถึงที่สุดแล้ว “กระทำลงไปเสี่ยงถูกร้องเรียน” กลายเป็นกระทำโดยมิชอบเกิดขึ้นก็ได้

    เมื่อเป็นเช่นนี้ “ผู้ทำผิดกฎจราจรไม่ชำระค่าปรับ” มักทำให้เจ้าพนักงานจราจรกล่าวโทษร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย ป.วิ.อาญา ม.53 ในการออกหมายเรียกให้มาชำระค่าปรับ แต่หากไม่มาตาม “หมายเรียกครั้ง 2” อาจจะกลายเป็นลักษณะการจงใจไม่ยอมไปพบพนักงานสอบสวน

    ผลตามมาคือ “พนักงานสอบสวน” จะทำการรวบรวมพยานหลักฐานยื่นขอต่อศาลพิจารณาอนุมัติออกหมายจับเป็นการต่อไป แต่ด้วยคดี พ.ร.บ.จราจรฯมิใช่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ “การขอออกหมายจับได้นั้น” ต้องเป็นกรณีร้ายแรง เช่น ส่งจดหมายทวงถามให้มาชำระค่าปรับหลายสิบครั้ง หรือมีเจ้าพนักงานติดตามถึงบ้านก็ไม่เจอตัวอีก

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การกระทำผิดซ้ำซาก” อย่างเช่น สาวอายุ 51 ปี ใน จ.เชียงราย ถูกใบสั่งนับร้อยใบไม่ยอมจ่ายค่าปรับ ทำให้ตำรวจทางหลวงเสนอขอให้ศาลออกหมายจับดำเนินคดีตามกฎหมาย เช่นนี้ก็เป็นเหตุผลสำคัญให้ศาลพิจารณาอนุมัติได้ แต่การขอออกหมายจับทุกกรณีความผิดกฎหมายจราจรคงเป็นไปได้ยาก

    ต้องเข้าใจว่า “คดีจราจรโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน” หากคนทำผิดได้ใบสั่ง 1 ใบแล้วไม่ชำระค่าปรับ “จนถูกออกหมายจับ” แบบนี้คงเป็นธรรมเพราะสิ่งที่ตามมาอาจส่งผลต่อบุคคลนั้นค่อนข้างรุนแรงไม่ว่าจะเสียประวัติจนไม่สามารถทำนิติกรรม สมัครงาน หรือเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้เลยก็มี

    ส่วนอายุความ “การฝ่าฝืนกฎจราจรมีอัตราโทษไม่เกิน 1 เดือน” ส่วนใหญ่มีอายุความไม่เกิน 1 ปี นับแต่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นนั้น ดังนั้นตำรวจพบตัวผู้มีหมายจับที่ใดสามารถควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีได้เสมอ แต่ด้วยเป็นคดีความผิดเล็กน้อยหรือลหุโทษ คงทำได้แค่ให้ชำระค่าปรับ และถอนหมายจับนั้น

    แล้วหากผู้นั้นไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ หรือไม่ยอมเปรียบเทียบปรับ “พนักงานสอบสวน” ก็ไม่มีอำนาจปรับคงทำได้เพียงสอบถามชื่อ นามสกุล แจ้งข้อหาให้ทราบก่อนปล่อยตัว และค่อยรวบรวมหลักฐานส่งฟ้องต่อศาลพิจารณาต่อไป แต่หากจับตัวไม่ได้ใน 1 ปี “คดีขาดอายุความ” แม้พบตัวเจ้าของรถก็ไม่อาจควบคุมตัวได้อีก

    จริงๆแล้วเมื่อก่อนในคดีอาญา “อำนาจการออกหมายจับ คือตำรวจ” กระทั่งต่อมาถึงสมัยรัฐธรรมนูญ 2540 จึงมีการแก้ไขให้ “อำนาจแก่ศาลเป็นผู้พิจารณาออกหมายจับ” หากพนักงานสอบสวนต้องการหมายจับผู้ต้องหาก็ต้องรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับจากศาลก่อนที่จะดำเนินการจับกุมบุคคลนั้นเสมอ

    เหตุแห่งการออกหมายจับก็เป็นไปตาม ป.วิ.อาญา ม.66 คือข้อ 1.มีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลนั้นน่าจะกระทำความผิดมีโทษจำคุก 3 ปีขึ้นไป แม้ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ก็สามารถขอออกหมายจับได้โดยตำรวจไม่ต้องออกหมายเรียก เช่น คดีปล้นทรัพย์ คดีชิงทรัพย์ แน่นอนศาลท่านต้องตรวจสอบหลักฐานเบื้องต้นก่อนออกหมายด้วย

    ข้อ 2.โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีต้องออก “หมายเรียก 2 ครั้งก่อน” แล้วต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น ถ้าไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนีถึงจะออกหมายจับได้

    สุดท้ายกรณีตำรวจ บช.น.ประกาศขอศาลอนุมัติออกหมายจับผู้กระทำความผิดกฎจราจรไม่มาชำระค่าปรับนี้น่าจะเป็นการแถลงนโยบายแนวทางปฏิบัติ “เพื่อป้องปรามไม่ให้คนกระทำผิดกฎจราจร” ตามกฎหมายตำรวจมีสิทธิรวบรวมพยานหลักฐานเสนอต่อศาลได้ แต่ว่าศาลจะอนุมัติออกหมายจับหรือไม่อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง...

    นี่อาจเป็น “มาตรการไม้เรียวลงโทษเด็กดื้อไม่มีวินัยเคารพกฎจราจรผิดซ้ำซาก” เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง แต่มิได้หมายความว่า “ใครโดนใบสั่งต้องถูกออกหมายจับทุกคน” ที่อาจต้องว่ากันเป็นกรณีไป.

    อ่านเพิ่มเติม...

    วิดีโอแนะนำ

    เอาใหม่ได้ไหม? เรื่องวุ่นๆ ของวัยรุ่นบวชใหม่ เมื่อ หลวงพี่ ลืมบทสวด
    03:00

    เอาใหม่ได้ไหม? เรื่องวุ่นๆ ของวัยรุ่นบวชใหม่ เมื่อ หลวงพี่ ลืมบทสวด

    ApplicationMy Thairath

    วันอังคารที่ 9 สิงหาคม 2565 เวลา 02:05 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยรัฐกรุ๊ปเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์