เริ่มฤดูเก็บเกี่ยวข้าวกำลังสุกเหลือง เต็มนา “ผลผลิตท่าจะสมบูรณ์สวยงามออกมาดี” แต่ชาวบ้านกลับร้องโอดครวญทุกข์ระทมขาดทุนซ้ำซากทุกปี “ราคาข้าวเปลือกตกต่ำหนัก” โดยเฉพาะข้าวเหนียวรับซื้อกันกิโลกรัมละ 5 บาท ว่ากันว่าถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วยซ้ำกลายเป็นฝันร้ายให้ “คนทำนาแบกรับภาระค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน และค่าแรง ขาดทุนยับเยิน” ที่ไม่เหลือแม้แต่เงินเก็บไว้เลี้ยงดูครอบครัว และเป็นทุนการศึกษาให้ลูกเรียน ในปีต่อไปเห็นทีคงมี “ชาวนาเลิกทำนา” ปล่อยทิ้งให้ทุ่งนาร้างอพยพหันหน้าเข้าเมืองหลวงขายแรงงานรับจ้างกันเพิ่มขึ้นแน่ๆ สุเทพ คงมาก นายกกิตติมศักดิ์สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยเล่าว่า ภาพรวมประเทศไทยผลผลิตข้าวตัวเลขกลมๆ 30-33 ล้านตันข้าวเปลือก ถ้าผ่านการสีแปรเป็นข้าวสารน่าเหลืออยู่ 18-20 กว่าล้านตัน แบ่งเป็นบริโภคและใช้สำหรับภาคอุตสาหกรรมในประเทศครึ่งหนึ่ง แล้วอีกครั้งก็ระบายส่งออกขายต่างประเทศแต่ในช่วง 1-2 ปีมานี้ราคาข้าวค่อนข้างตกต่ำส่วนหนึ่งมาจาก “การระบาดโควิด–19” ที่กระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ปิดกิจการ ทำให้ความต้องการใช้ข้าวลดลงตาม แล้วส่วน “ภาคการส่งออกข้าว” ก็ค่อนข้างส่งออกได้น้อลงมาก ภาพรวมการส่งออกข้าว 9 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ไม่ถึง 5 ล้านกว่าตันอีก 2 เดือนจะสิ้นปีน่าจะส่งออกได้ไม่เกิน 6 ล้านตัน นับว่ายังเป็นปริมาณค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา สาเหตุเพราะ “ความต้องการใช้ข้าวทั่วโลกลดลง” ที่ต้องมาเจอกับประเทศคู่แข่งอย่างเช่น เวียดนาม อินเดีย ต่างมีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหนำซ้ำยังปรับราคาถูกลงอีกจนสามารถส่งออกได้มากแซงหน้า “ประเทศไทย” อันเป็นผลให้สต๊อกข้าวสารคงเหลืออยู่ในประเทศเยอะ ทั้งยังเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวพอดี “ชาวนานำข้าวใหม่” ออกขายกันมาก “ผู้ประกอบการโรงสี” จึงมีกำลังการซื้อข้าวได้ค่อนข้างน้อย ทำให้ราคาซื้อข้าวในประเทศถูกลงตามมานี้ทว่าราคาข้าวถูกที่สุดคงหนีไม่พ้น “ข้าวเหนียวรับซื้อตรงจากชาวนากิโลกรัมละ 5 บาท” เพราะผลผลิตมากเกินความต้องการที่เกิดจาก “การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเยอะแยะมาก” แต่คุณภาพข้าวหลายชนิดกลับด้อยกว่าพันธุ์ กข6 อันเป็นที่นิยมค่อนข้างมาก เมื่อผลผลิตออกมามากย่อมมีผลให้ราคาตกต่ำตามมา ถ้าย้อนดูอดีต “ข้าวเหนียวมักเพาะปลูกเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน” ตัวเลขอยู่ราว 6-7 ล้านตันข้าวเปลือกต่อปี มีการส่งออกไม่เกิน 1 ล้านตันต่อปี เน้นบริโภคในประเทศ...ใช้เพื่ออุตสาหกรรม แต่ปัจจุบันนี้มีการเพาะปลูกกระจายอยู่ทุกภาคมิภาคของประเทศ ทั้งยังมีข้าวเหนียวนาปรังอีกหลากหลายชนิดเหตุปัจจัย “ความนิยมปลูกข้าวเหนียว” ก็มาจากในปี 2562 “ราคาขยับสูงขึ้นแซงหอมมะลิ” จนลักลอบนำเข้าตามชายแดนปลอมปนกับข้าวเหนียวไทย กลายเป็นแรงจูงใจพากันปลูกเยอะขึ้น แต่คราวนั้น “เป็นการปลูกแบบคาดเดาการตลาดอนาคต” ที่เป็นต้นตอให้ข้าวล้นความต้องการจนราคาตกต่ำอยู่ทุกวันนี้ดังนั้น “การแก้ราคาข้าวตกต่ำ” ในระยะยาวต้องปรับโครงสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่พัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงความต้องการตลาดโลก ทั้งมีแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องปริมาณการใช้ในประเทศ และการส่งออกเสมอ โดยมี “หน่วยงานภาครัฐ” คอยทำหน้าที่ให้ข้อมูลคำแนะนำเกษตรกรชาวนาได้อย่างชัดเจนเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการเพาะปลูกให้เหมาะสม “อย่าปล่อยให้เกษตรกรคาดเดากันเอง” สุดท้าย... “ราคาข้าวตกต่ำ” จะไม่มีทางออกเป็นปัญหาหมักหมมจนมาถึงวันนี้ที่ “ดีมานด์และซัพพลายไม่เท่ากัน” ทำให้ผลผลิตจำนวนมากส่งออกข้าวไปไม่ได้ประการต่อมา “ข้าวเจ้าไทย” ยังส่งออกได้มากพอสมควร แต่ก็กำลังเจอปัญหาใหญ่ “เวียดนามพัฒนาพันธุ์ข้าวปรับคุณภาพดีขึ้นได้เร็วให้ตรงตามตลาด” โดยเฉพาะข้าวขาวพื้นนุ่มอันเป็นที่ต้องการของฟิลิปปินส์ จีน และ...กลุ่มประเทศในทวีปแอฟริกา สามารถเพิ่มการส่งออกมากขึ้นต่อเนื่องในส่วน “ประเทศไทย” เริ่มพัฒนาข้าวขาวพื้นนุ่มมา 4-5 ปี แล้วติดปัญหาต้องพัฒนาเกษตรกรให้หันมาปลูกข้าวตามความต้องการส่งออกได้ช้า “ผลผลิตจึงมีจำนวนน้อย” เพราะมักปลูกตามความชำนาญมุ่งเน้นปลูกข้าวขาว เพราะปลูกง่ายแต่ขายยากราคาอยู่ที่ตันละ 6 พันบาท ข้าวเปลือกแห้งตันละ 7-8 พันบาท “ปีนี้ทั่วโลกเจอโควิด-19 ระบาดหนักแล้วบวกกับประเทศคู่แข่งพัฒนาคุณภาพพันธุ์ข้าวตรงตามความต้องการตลาดโลก ทำให้บ้านเราส่งออกได้น้อยส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ถึงชาวนาไทยเจอปัญหาขาดทุนจากต้นทุนปลูกข้าวสูง ทั้งน้ำมัน ปุ๋ยแพงขึ้น แต่ว่าราคาข้าวกลับเป็นสินค้าประเภทเดียวตกต่ำลงเรื่อยๆ” สุเทพ ว่าจริงๆ “คุณภาพข้าวไทย” นับว่าไม่แพ้ประเทศใดยังติดอันดับข้าวคุณภาพที่ต้องการของทั่วโลก แต่ด้วยข้าวไทยราคาสูงกว่าประเทศอื่น เพราะต้นทุนผลิตค่อนข้างสูงไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แบกภาระค่าขนส่ง สุดท้าย...ภาระต้นทุนนี้มักตกอยู่ที่ “ชาวนา” เพราะไม่มีพ่อค้าโรงสีใดซื้อข้าวยอมขาดทุนตัวเองแน่นอนก่อนนี้เคย “เรียกร้องผู้อยู่แวดวงผลิตข้าวไทย” ตั้งแต่ชาวนาผู้ปลูกข้าว พ่อค้าคนกลาง โรงสี ผู้บริโภค ผู้ส่งออก “ควรยึดหลักห่วงโซ่คุณธรรม” โดยไม่ทิ้งภาระลงมาที่ชาวนาผู้เป็นห่วงโซ่ข้อแรกมากไป เพราะถ้าผุพังขาดลงแล้วจะไม่มีคนปลูกข้าวกระทบต่อห่วงโซ่ข้อถัดไป “ไม่มีสินค้า” สร้างผลกำไรรายได้อีกต่อไปก็ได้ประเด็นนี้เป็นที่มาให้ “รัฐบาล” ต้องทุ่มเทงบประมาณมหาศาลเข้ามาช่วยเหลือหลายด้าน “พยุงประคองให้ชาวนาอยู่รอดปลูกข้าวเพื่อการส่งออก” ที่เป็นฐานผลิตสำคัญให้ห่วงโซ่ข้อถัดไปขับเคลื่อนธุรกิจขายข้าวได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงสี ผู้ประกอบกิจการข้าวถุง พ่อค้าผู้ส่งออก ต่างทำกำไรร่ำรวยกันเป็นล่ำเป็นสัน...ส่วน “คนทำนาอยู่รอดแบบพอมีอยู่มีกิน” ทั้งมีหนี้สินเพิ่มพูนสูงขึ้น ด้วยเจอราคาข้าวตกต่ำประจำเสมอมาที่ “ไม่รู้ว่าจะหลุดพ้นจากวัฏจักรนี้เมื่อใด” โดยเฉพาะราคาข้าวปีนี้ถูกสุดขีดในรอบ 10 ปี“ชาวนามิอาจกำหนดราคาซื้อขายเองได้ เชื่อว่าปีหน้าก็ยังต้องเจอปัญหาราคาข้าวตกต่ำซ้ำอีก”ตอนนี้ “ชาวบ้านอยู่รอดปลูกข้าวเพื่อการส่งออก และบริโภคในประเทศได้ทุกวัน” เพราะได้รับเงินอุดหนุนจาก “รัฐบาล” ส่วนหนึ่งก็เป็นโครงการประกันรายได้ ในปีแรกรัฐบาลชุดนี้ตั้งวงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท ปีที่ 2 ใช้เงินไปราว 4.8 หมื่นล้านบาท ในปีนี้คาดการณ์ตั้งวงเงินเพิ่มอีก 8.9 หมื่นกว่าล้านบาท ตั้งเงินประกันราคาข้าวเจ้า 1 หมื่นบาท/ตัน...โรงสีซื้อ 7-8 พันบาท/ตัน ข้าวเหนียว 1.2 หมื่นบาท/ตัน...โรงสีซื้อสด 6 พันบาท/ตัน แบบแห้ง 8 พันบาท/ตัน ข้าวหอมปทุมธานี 1.1 หมื่นบาท/ตัน...โรงสีซื้อ 8 พันกว่าบาท/ตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 1.4 พันบาท/ตัน...โรงสีซื้อ 9 พันกว่าบาท/ตันข้าวหอมมะลิอีสาน 1.5 หมื่นบาท/ตัน...โรงสีซื้อ 1 หมื่นนิดๆ/ตันรวมเงินอุดหนุนคู่ขนาดอื่น เช่น โครงการจํานํายุ้งฉาง โครงการช่วยเหลือดอกเบี้ยผู้ประกอบการโรงสี โครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวคนละไม่เกิน 20 ไร่ ไร่ละ 1 พันบาท ในปีนี้ใช้เงินช่วยเหลือชาวนา 1.3 แสนกว่าล้านบาท เช่นนี้ แล้ว... “ชาวบ้านหลายคนเริ่มปรับตัว” ด้วยการรวมกลุ่มเป็นนาแปลงใหญ่ผลิตข้าวตามความต้องการของตลาดแล้ว “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” พยายามพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงต่อความต้องการตลาดการส่งออก และสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น อายุสั้น ต้านทานโรคดี เพื่อเป็นการลดต้นทุนให้เกษตรกรในอนาคตตอนนี้ต้นทุนทำนาแตกต่างกัน เริ่มตั้งแต่ 4–5 พันบาท/ตัน ข้าวหอมมะลิ 9 พันบาท/ตันตามหลักยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2563-2567 ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตตั้งเป้า 5 ปี “ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตแข่งขันได้” ไม่รู้ว่ารัฐบาลเปลี่ยนนโยบายจะเปลี่ยนหรือไม่ สุดท้ายกลายเป็นวัฏจักรข้าวตกต่ำดังเดิมสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำซ้ำซาก... “ชาวนา 4 ล้านครัวเรือน” ยังคงต่างเฝ้ารอ “รัฐบาล” ออกมาทำตามสัญญาที่เคยรับปากผ่าน “นโยบายหาเสียงและแถลงต่อสภาไปแล้ว” พวกเขาจะลืมตาอ้าปากได้สักที.