142,870 คน ตัวเลขเด็กแรกเกิด-18 ปีที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19 ยอดสะสมนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-4 ก.ย.2564 แยกเป็น กทม. 31,111 คน ภูมิภาค 111,759 คน โดยเฉลี่ยมีเด็กติดเชื้อโควิดวันละ 2,000 คน ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันตัวเลขเด็กกำพร้า เนื่องจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองติดเชื้อและเสียชีวิต มีจำนวนถึง 369 คน แยกเป็นกำพร้าพ่อ 180 คน กำพร้าแม่ 151 คน กำพร้าทั้งพ่อและแม่ 3 คน และไม่มีผู้ดูแล 35 คน โดย 5 จังหวัดที่พบเด็กกำพร้ามากที่สุดคือ ปัตตานี 57 คน นราธิวาส 34 คน ยะลา 26 คน พระนครศรีอยุธยา 18 คน และกาฬสินธุ์ 14 คนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ได้บูรณาการทุกภาคส่วนทำงานเชิงรุก เร่งช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มีการจัดทำ ระบบสารสนเทศเพื่อการคุ้มครองเด็ก (Child Protection Information System หรือ CPIS) นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนการทำงานเพื่อให้เด็กทุกพื้นที่ได้รับการคุ้มครองช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว รวมถึงการจัดตั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ดย.หรือ ศบค. ดย. โดยมีบ้านพักเด็กและครอบครัว 77 จังหวัดเป็นศูนย์ประสานการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ พร้อมทั้งจัดทำ แอปพลิเคชันคุ้มครองเด็ก เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งรับแจ้งเหตุ ติดตาม ประสานการช่วยเหลือ นอกเหนือจากการแจ้งผ่านศูนย์ช่วยเหลือสังคมสายด่วน 1300ล่าสุด ดย. ยังร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และ องค์การยูนิเซฟประเทศ ไทย จัดตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19” เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานเชื่อมต่อบริการของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน ภาคประชาสังคม และอาสาสมัครในการช่วยเหลือ ปกป้อง คุ้มครอง ฟื้นฟู เยียวยาเด็กและครอบครัวอย่างไร้รอยต่อ ทั้งกลุ่มเด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตจากโควิด-19 เด็กที่ขาดผู้ดูแลระหว่างที่พ่อแม่ผู้ปกครองเข้ารับการรักษา เด็กที่ป่วยเข้าไม่ถึงการรักษา รวมถึงเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา มีการพัฒนา แอปพลิเคชันไลน์ @savekidscovid-19 ที่มีทีมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้มีเด็กและครอบครัวตกหล่นจากการช่วยเหลือ นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดี ดย. เปิดเผยว่า “ตั้งแต่ต้นปี 2564 จนกระทั่งตั้ง ศบค.ดย. ช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปแล้วเกือบหมื่นคน มีทั้งมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้า และมาตรการฟื้นฟูและเยียวยา ที่ครอบคลุมทั้งด้านสาธารณสุข สวัสดิการ สังคมสงเคราะห์ และการศึกษาโดยประสานขอทุนพระราชทานมูลนิธิ ราชประชานุเคราะห์ ขณะที่ศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 โดยความร่วมมือของ 4 หน่วยงานเป็นอีกพลังขับเคลื่อนในการดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องครอบคลุมทุกมิติ โดย กสศ.เข้ามาช่วยจัดหาอาสาสมัครดูแลเด็ก สนับสนุนทุนการศึกษาและแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา กรมสุขภาพจิตดูแลเยียวยาด้านจิตใจ ส่วนยูนิเซฟก็สนับสนุนด้านองค์ความรู้และงบประมาณ”“การช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ต้องดูแลรอบด้าน ทั้งจิตใจ พัฒนาการทางร่างกาย และการดูแลไปถึงครอบครัว เพราะโควิดส่งผลไปถึงครอบครัวที่อาจจะประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ขาดรายได้ เกิดความเครียด กระทบต่อการใช้ชีวิต จนอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงกับเด็ก หรือเด็กอาจจะถูกปล่อยปละละเลย ไม่ได้รับการดูแลตามพัฒนาการสมวัย แม้แต่ตัวเด็กเองก็อาจจะเกิดภาวะความเครียดได้เช่นกันทั้งเรื่องการเรียน กังวลผู้ปกครองไม่มีงานทำ ขาดรายได้ ผลกระทบที่เกิดกับเด็กเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง จึงต้องดูแลช่วยเหลือทุกมิติ โดยเฉพาะเด็กกำพร้า ซึ่ง ดย.ได้เข้าไปดูแลทุกเคสผ่านมาตรการต่างๆ หากครอบครัวมีศักยภาพก็เน้นให้เครือญาติดูแลเป็นครอบครัวทดแทน โดยผ่านการประเมินความพร้อมด้านต่างๆ และมีการติดตามต่อเนื่อง ทั้งนี้ สถานสงเคราะห์จะเป็นสถานที่สุดท้ายในการรองรับเด็กกำพร้า” นางสุภัชชา กล่าว ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับขณะที่ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม กสศ. กล่าวว่า “กสศ.สนับสนุนกลไกอาสาสมัครเข้ามาเป็นตัวช่วยให้เด็กกลุ่มเปราะบางเข้าถึงการดูแลรวดเร็วขึ้น รวมถึงเป็นกำลังเสริมให้แก่หน่วยงานต่างๆ เช่น อาสาสมัครคุณครูทั้งในและนอกระบบในชุมชน อาสาสมัครเยาวชน ช่วยรับส่งผู้ป่วยเด็ก การส่งชุดยา เครื่องมือติดตามอาการหรืออุปกรณ์ช่วยชีวิต ทั้งนี้ เด็กกำพร้าเป็นกลุ่มที่น่าห่วงมากสุด รองลงมาคือ พ่อแม่ตกงานยากจนฉับพลัน การฟื้นฟูเยียวยาต้องทำทันที โดย กสศ.เน้นป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา จึงจัดให้มีทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กในภาวะวิกฤติโควิด มี case manager วางแผนช่วยเหลือรายคน” พญ.พรรณพิมล วิปุลากรด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า “การเสียชีวิตของพ่อแม่ผู้สูงอายุหรือสมาชิกในครอบครัว ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่มีความเศร้าจากการสูญเสียคนที่รัก แต่ปฏิกิริยาของเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่ต้องการคนแวดล้อมมาช่วยทำให้ความเศร้าผ่านไป เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกผิด เสียใจ หรือฝังใจจากความสูญเสีย โดยเฉพาะเด็กที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ย่อมสร้างความหวั่นไหว ต้องเปลี่ยนไปอยู่กับญาติ เปลี่ยนที่อยู่อาศัย เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม ดังนั้นต้องมีระบบทีมสหวิชาชีพเข้าไปดูแล เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกโดดเดี่ยว และสร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิตต่อไปให้ได้” นิโคล่า บลั้นส่วน น.ส.นิโคล่า บลั้น รักษาการหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “กลุ่มเด็กเสี่ยงและเด็กเปราะบางที่พ่อแม่เสียชีวิต แนวทางดีที่สุดในการดูแลเด็กคือ ให้คนในครอบครัวดูแลกันเอง สิ่งที่ภาครัฐจะช่วยได้มากคือหาให้ได้ว่าเด็กกลุ่มนี้คือใคร และจัดบริการที่เหมาะสม ป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งต้องมองหลายมุมประกอบกัน นอกจากการเจ็บป่วย ยังต้องดูว่าครอบครัวนั้นมีปัญหาทางเศรษฐกิจหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องใช้กลไกการคุ้มครองทางสังคมอื่นๆช่วยหนุนเสริม เพื่อให้ครอบครัวมีศักยภาพด้านต่างๆที่จะทำให้มีความเข้มแข็งสามารถเลี้ยงดูบุตรหลานให้ได้ดีต่อไป”ทีมข่าวการพัฒนาสังคม มองว่าเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยต้องตกเป็นเหยื่อของโรคโควิด-19 ที่มีผลต่อสุขภาพจิต บางรายอาจจะถูกกระทำความรุนแรงรวมไปถึงถูกทอดทิ้ง การระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนเป็นพลังสำคัญในการป้องกัน คุ้มครอง ช่วยเหลือ เยียวยาปัญหาที่สำคัญคือต้องไม่ใช่เพียงการโฟกัสเฉพาะที่ตัวเด็ก แต่ต้องครอบคลุมความเป็นครอบครัวในทุกมิติ.ทีมข่าวการพัฒนาสังคม