นายกฯกักตัว 7 วัน เสี่ยงจากเปิดภูเก็ต ผู้ติดโควิดขอ "เซลฟี่"

ข่าว

    นายกฯกักตัว 7 วัน เสี่ยงจากเปิดภูเก็ต ผู้ติดโควิดขอ "เซลฟี่"

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    6 ก.ค. 2564 05:29 น.

    ผวาทั้งบาง “นายกฯตู่” กักตัว 7 วัน แต่ยังจะติดตามงานปกติ หลัง ปธ.หอการค้าสุรินทร์ ประกาศติดโควิด-19 ร่วมถ่ายเซลฟี่ใกล้ชิด ช่วงเปิดงานภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ โดยมี “พิพัฒน์-ศักดิ์สยาม” กักด้วยแม้ผลตรวจเป็นลบ ยืนยันเดินหน้า โครงการต่อไป เหตุพบผู้ติดเชื้อยังไม่มาก ขณะที่ผู้บริหารสาธารณสุขดาหน้าปฏิเสธพัลวันเอกสารหลุด ไม่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 3 กระตุ้นภูมิให้บุคลากรด่านหน้า ยันไม่ใช่มติที่ประชุม ยังหารือกันอยู่คาด 2 สัปดาห์รู้แนวทาง พร้อมปรับนโยบาย 4 ด้าน หวัง ลดติดเชื้อใน กทม.-ปริมณฑล ให้ได้ หลังพบยอดติดเชื้อรายวันยังพุ่ง ตายอีกเพียบ เดือนเดียวผู้ป่วยหนัก พุ่งเท่าตัว รวมถึงพบเชื้อเดลตาครบทุกเขตแล้ว

    ผ่านสัปดาห์แรกของเดือนที่ 7 ของปี 2564 ไทยยังเจอการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายกรัฐมนตรียังกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เมื่ออยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ระหว่างร่วมทำกิจกรรมนำร่องเปิดประเทศ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์”

    นายกฯกักตัว-ผลตรวจเป็นลบ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงเช้า วันที่ 5 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยการ Swab ตามวงรอบ แต่ไม่พบว่ามีการติดเชื้อ แต่เวลา 12.10 น. นายกฯรีบเดินทางออกจากทำเนียบฯ โดยไม่แจ้งกำหนดการล่วงหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับที่ นายวีรศักดิ์ พิษณุวงษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวแจ้งผลตรวจติดเชื้อโควิด หลังไปร่วมงานภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา และได้ถ่ายภาพคู่กับนายกฯอย่างใกล้ชิด และขอให้ผู้ใกล้ชิดเฝ้าสังเกตอาการ แต่ได้ลบโพสต์ดังกล่าวในเวลาต่อมา กระทั่งเวลา 14.00 น. นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า นายกฯมีความกังวลและห่วงใย หลังทราบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิดเข้าร่วมงานภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ จึงจะใช้เวลาช่วงนี้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยการติดตามและบริหารราชการภายในพื้นที่ตนเองเป็นเวลา 7 วัน เพื่อคลายความวิตกกังวลของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ยืนยันว่ายังคงปฏิบัติภารกิจตามปกติ รวมทั้งตรวจหาเชื้อไม่พบว่าเป็นบวก และยังคงตรวจเป็นระยะๆ ต่อไป

    “พิพัฒน์-ศักดิ์สยาม” กักตัวด้วย

    ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากนายกฯที่ต้องกักตัวแล้ว ยังมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ที่กล่าวหลังทราบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิดเข้าร่วมงานเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ด้วย และเป็นกลุ่มเสี่ยงว่าได้ไปตรวจหาเชื้อโควิดด้วยการสวอบแล้ว ไม่ติดเชื้อ แต่หลังจากนี้จะขอกักตัวดูอาการก่อนไปจนถึงวันที่ 10 ก.ค. จากนั้นจะไปสวอบ หาเชื้ออีกรอบ เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าไม่ได้ติดเชื้อโควิด ส่วนโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ยังคงเดินหน้าต่อ โดยจังหวัดและจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยืนยันว่าทุกอย่างยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาติดเชื้อไวรัสโควิด แต่เป็นการติดที่เกิดขึ้นจากในจังหวัดเท่านั้น ซึ่งการพิจารณาทบทวนโครงการนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องเข้าหลักเกณฑ์เดิมที่ ศบค.เคยประกาศไว้คือ เจอคนติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 90 รายต่อสัปดาห์ มีการกระจายโรคในจังหวัดทั้ง 3 อำเภอ และมากกว่า 6 ตำบล เกิดการระบาดเกิน 3 คลัสเตอร์ และมีจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วยตั้งแต่ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เช่นเดียวกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์สั้นๆว่า ได้สวอบตรวจหาเชื้อโควิดเรียบร้อยแล้ว ผลออกมาเป็นลบ ส่วนการกักตัวก็ปฏิบัติตามมาตรการของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

    ไม่ได้ร่วมทัวร์กับคณะใหญ่

    ขณะที่นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนที่ไปร่วมงานภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ กล่าวว่า นายวีรศักดิ์ พิษณุวงษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ ที่ติดเชื้อโควิด เดินทางมากับสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD 3025 ในวันที่ 1 ก.ค. เวลา 11.35 น. และกลับในเที่ยวบิน FD 3018 ในวันที่ 3 ก.ค. เวลา 17.15 น. โดยเข้าร่วมงาน “ฮักไทย ฮักภูเก็ต” ในวันที่ 1 ก.ค. อย่างไรก็ตาม ภาพที่ปรากฏว่าถ่ายร่วมกับนายกรัฐมนตรีนั้น เกิดขึ้นในช่วงหลังพิธีเปิด ซึ่งนายกรัฐมนตรีกำลังเดินผ่านฝูงชน และนายวีรศักดิ์ได้เข้าไปถ่ายภาพร่วมด้วย นอกจากนี้ ได้รับแจ้งจากนายวีรศักดิ์ว่า ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ผ่านเกณฑ์การคัดกรองผู้เข้าภูเก็ต จึงไม่สามารถระบุได้ชัดว่าติดเชื้อมาจากที่ใด ส่วนการเดินทางภายในจังหวัดไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ นายวีรศักดิ์ ไม่ได้ไปกับคณะใหญ่ที่เดินทางด้วยรถบัส แต่เช่ารถตู้แยกต่างหาก ซึ่งผู้ที่อยู่ร่วมในรถตู้ทุกคน กักตัวและตรวจหาเชื้อตามกระบวนการแล้ว ส่วนตนไปเข้าร่วมงานดังกล่าวด้วยแต่ไม่ได้สัมผัส และใกล้ชิดกับนายวีรศักดิ์ เพราะเดินทางไป-กลับคนละวันคนละเที่ยวบิน และในระหว่างอยู่ภายในงานและใน จ.ภูเก็ต ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันแต่อย่างใด

    “อนุทิน” แจงเอกสารหลุด

    ส่วนกรณีเอกสารหลุดที่ระบุไม่นำวัคซีนไฟเซอร์มาฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า เป็นเข็มที่ 3 จนเป็นอีกประเด็นร้อน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวที่กระทรวงสาธารณสุขว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมยังไม่ใช่ข้อสรุป เพราะต้องนำความคิดเห็นต่างๆเข้าที่ประชุมต่างๆ ทั้งคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ คณะกรรมการวัคซีน ส่วนวัคซีนไฟเซอร์จะฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าเป็นเข็มที่ 3 หรือไม่นั้น เป็นเรื่องวิชาการ ตนไม่ขอแสดงความคิดเห็นและขอให้ไปสอบถามอาจารย์ที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปอะไร การเสนอความคิดเห็นใดๆ ทำได้ แต่สุดท้ายต้องยึดประโยชน์ประชาชนและต้องเห็นแก่ส่วนรวมเป็นหลัก

    ปัดไม่ใช่เอกสารจริง

    ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ชี้แจงกรณีเอกสารดังกล่าวว่า เอกสารที่ออกมาไม่ใช่เอกสารจริงของที่ประชุม วันที่ 30 มิ.ย.มีการประชุมวิชาการ 3 คณะ คือคณะกรรมการด้านวิชาการ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ใน พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ และคณะทำงานวิชาการด้านบริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีน ผู้เข้าร่วมประชุมมีจำนวนมาก ทั้งในห้องประชุมและการประชุมออนไลน์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นด้านวิชาการที่หลากหลายกรณีที่เราจะมีวัคซีนตัวอื่นๆที่จะเข้ามาในอนาคต เช่น วัคซีนไฟเซอร์และอื่นๆและควรฉีดในกลุ่ม เป้าหมายใดอย่างไร เพราะสถานการณ์ของโรคโควิด-19 และวัคซีนเปลี่ยนแปลงเร็ว เกิดความรู้ใหม่ๆ ทุกสัปดาห์ ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า ทั้งนี้ เมื่อคณะชุดนี้ทำงานเสร็จจะมีการเสนอต่อกรรมการต่างๆ ของตนเองให้ความเห็นชอบ จากนั้นคณะกรรมการที่เป็นทางการทั้ง 3 คณะ จะเสนอต่อ ศบค.เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป ซึ่งยังมีขั้นตอนอยู่

    ย้ำยังไม่ใช่มติของที่ประชุม

    “เอกสารที่ปรากฏผมไม่เรียกว่าเอกสารหลุด ผมเรียกว่าเอกสารที่ไม่จริง เพราะคนเขียนไม่ใช่ฝ่ายเลขานุการการประชุมนั้นๆ ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าเป็นเอกสารที่เขียนเพื่ออ่านเอาเอง อ่านเอาเรื่อง ไม่เหมือนรูปแบบเอกสารที่เป็นทางการที่ฝ่ายเลขานุการจะสรุป จึงไม่มีเอกสารหลุด เป็นเอกสารที่ไม่จริง และการประชุมวิชาการ ซึ่งผู้เข้าประชุมมีความหลากหลาย ความคิดเห็นก็ต้องหลากหลาย ใครจะเสนอความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ แต่ที่สุดก็ต้องมีมติของที่ประชุมหลักตามขั้นตอนดังกล่าว” นพ.โอภาสกล่าวและว่า สำหรับข้อความที่มีการบันทึกไว้นั้น เป็นสิทธิที่แต่ละคนจะแสดงความเห็นได้ แต่ไม่ใช่ข้อสรุปของที่ประชุม การนำคำพูดใดคำพูดหนึ่งมาโพสต์เผยแพร่ เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมกับผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งเท่าที่ดูเป็นการนำสไลด์ของที่ประชุมมาปะติด เมื่อไม่ใช่เอกสารจริงก็ไม่ควรส่งต่อ หากส่งต่อจะทำให้เรื่องไม่จริงไปกันใหญ่ ส่วนวัคซีนไฟเซอร์ จำนวน 1.5 ล้านโดส ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาบริจาคให้กับไทยนั้นยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าจะส่งให้ไทยเมื่อใด

    กำลังหาสิ่งที่เหมาะกับไทยที่สุด

    เมื่อถามว่ากรณีการฉีดวัคซีนเชื้อตาย 2 เข็ม แล้วหากกระตุ้นด้วยวัคซีน mRNA จะมีความ ปลอดภัยมากน้อยแค่ไหนนั้น นพ.โอภาสกล่าวว่า เรื่องวัคซีนจะต้องคำนึงถึงเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย ซึ่งประสิทธิภาพวัดได้หลายอย่าง เช่น ผลแล็บในห้องทดลอง แต่ผลแล็บกับความจริงก็แตกต่างกันไป ส่วนความปลอดภัยของวัคซีนนั้น เนื่องจากเราใช้วัคซีนในภาวะฉุกเฉิน จึงไม่มีใครทราบผลระยะยาว บางชนิดที่เป็น mRNA มีประสิทธิภาพดีมาก แต่ใช้ไประยะหนึ่งก็พบว่า ในคนหนุ่มมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจำนวนหลายพันราย ซึ่งข้อมูลมีการปรับเปลี่ยนรายวัน จึงต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า สิ่งใดเหมาะกับประเทศไทยมากที่สุด

    ติดเชื้อใหม่-ตายพุ่งไม่หยุด

    สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันที่ 5 ก.ค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,166 คน เป็นการติดเชื้อในประเทศ 6,070 คน จากเรือนจำและที่ต้องขัง 84 คน และมาจากต่างประเทศ 12 คน ยอดผู้ติดเชื้อสะสม 289,233 คน ผู้หายป่วยเพิ่ม 2,534 คน อยู่ระหว่างรักษา 63,520 คน อาการหนัก 2,199 คน ใส่เครื่องช่วยหายใจ 603 คน เสียชีวิตเพิ่มเติม 50 คน เป็นชาย 34 คน หญิง 16 คน อยู่ใน กทม. 17 คน นนทบุรี 9 คน สมุทรปราการ 6 คน ฉะเชิงเทรา 3 คน นครปฐม นราธิวาส ปัตตานี สงขลา สมุทรสาคร จังหวัดละ 2 คน จันทบุรี นครนายก นครสวรรค์ ระยอง สุพรรณบุรี จังหวัดละ 1 คน มีผู้เสียชีวิตสะสม 2,276 คน การฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 4 ก.ค. จำนวน 106,851 โดส ยอดรวมสะสมฉีดวัคซีนทั้งสิ้น 10,777,748 โดส และจากข้อมูลประเทศอังกฤษที่มีการฉีดวัคซีนจำนวนมากแล้ว ยังพบผู้ติดเชื้อกว่า 2.4 หมื่นคน แต่ผู้เสียชีวิตแทบไม่มี ทำให้เห็นว่าวัคซีนป้องกันอาการหนักและเสียชีวิต เราจะเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุและคนที่มี 7 โรคเรื้อรังที่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง

    อีสานอ่วมหลังปิดแคมป์ กทม.

    นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 5 ก.ค. ได้แก่ กทม. 1,729 คน สมุทรปราการ 411 คน สมุทรสาคร 389 คน ปทุมธานี 352 คน สงขลา 318 คน ชลบุรี 279 คน นนทบุรี 270 คน พระนครศรีอยุธยา 212 คน นครปฐม 143 คน ปัตตานี 113 คน พบคลัสเตอร์ใหม่หลายพื้นที่ เช่น จ.สมุทรสาคร ที่โรงงานอาหารกระป๋อง อ.เมือง 2 แห่ง แห่งแรกพบผู้ติดเชื้อ 13 คน และแห่งที่สอง 14 คน โรงงานเสื้อผ้า อ.อ้อมน้อย พบผู้ติดเชื้อ 53 คน จ.ชลบุรี ที่บริษัทโลจิสติกส์ อ.ศรีราชา พบผู้ติดเชื้อ 12 คน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ตลาดใหญ่วังน้อย อ.วังน้อย พบผู้ติดเชื้อ 181 คน จ.ตาก ที่โรงงานเสื้อผ้า อ.แม่สอด พบผู้ติดเชื้อ 33 คน จ.ฉะเชิงเทรา ที่แคมป์ก่อสร้าง อ.เมือง พบผู้ติดเชื้อ 18 คน ขณะที่ กทม. มีคลัสเตอร์เฝ้าระวัง 117 แห่ง ทั้งนี้ จากมาตรการปิดแคมป์คนงานตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. มีการกระจายตัวไปภาคอีสานมากที่สุด และเพียงไม่กี่วันเตียงที่เคยว่าง 100 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ใช้ 60-70 เปอร์เซ็นต์

    เดินหน้าภูเก็ตติดเชื้อไม่มาก

    นอกจากนี้ โฆษก ศบค. กล่าวถึงการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ จ.ภูเก็ต ในวันเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการ สมช.ผอ.ศปก.ศบค.ได้รับรายงานว่า พบการติดเชื้อวันที่ 1 ก.ค. 4 คน วันที่ 2 ก.ค. 7 คน วันที่ 3 ก.ค. 2 คน และวันที่ 4 ก.ค. 2 คนเท่านั้น ไม่ได้มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นแต่อย่างใด และรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 48 คน ส่วนภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ผ่านมา 4 วัน มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาแล้ว 1,416 คน มีคนไทยกลับมาจากต่างประเทศ 477 คน รวมแล้ว 1,893 คน ตรวจไม่พบเชื้อ 1,764 คน รอผลอีก 129 คน จำนวนเที่ยวบินที่ไปถึงภูเก็ต 20 เที่ยวบิน และมีคนขับยานพาหนะทั้งหมดกว่า 22,000 คัน ถึงแม้จะมีการติดเชื้อในภาพรวมทั้งประเทศ แต่ภูเก็ตสามารถดูแลได้ ตอนนี้ภาพรวมของการจองห้อง 7,347 คน หรือคิดเป็นการจองถึง 90,861 คืน โดยเฉพาะป่าตองมากที่สุด ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาทดสอบกับ จ.ภูเก็ต ที่เป็นเกาะสามารถควบคุมการเข้าออกได้ จะได้ดูว่าโมเดลอย่างนี้สามารถขับเคลื่อนต่อกันได้หรือไม่ หากทำได้ดี เกาะสมุยกับเกาะพะงันรออยู่

    จัดใหม่ 4 ข้อลดติดเชื้อในกรุง

    จากนั้นช่วงบ่าย ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และคณะผู้บริหาร สธ.ร่วมแถลงข่าวการบริหารจัดการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในสถานการณ์โควิด-19 โดย นพ.เกียรติภูมิเปิดเผยว่า น่าห่วงการติดเชื้อจำนวนมากในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมควบคุมโรค จึงเสนอ 4 มาตรการใหม่ ซึ่งใช้ทันทีในกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้ได้ภายในเดือน ก.ค.นี้ ดังนี้ 1.การค้นหาผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2.การจัดการเตียงโดยเพิ่มการกักตัวที่บ้านหรือชุมชน สำหรับผู้ป่วยอาการน้อยหรือไม่มีอาการ ถ้ามีอาการมากก็จะส่งต่อโรงพยาบาล

    2 อาทิตย์รู้แนวทางฉีดเข็ม 3

    3.การให้วัคซีนโดยจะให้วัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือบูสเตอร์โดส สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ด่านหน้า ส่วนจะให้วัคซีนชนิดไวรัลเวคเตอร์หรือชนิด mRNA จะเป็นไปตามข้อมูลของฝ่ายวิชาการที่กำลังเร่งศึกษาและต้องให้ทันเวลา คาดว่าอีก 2 สัปดาห์น่าจะได้คำตอบจากการศึกษาวิจัย นอกจากนี้ในเดือน ก.ค. วัคซีนที่มีอยู่จะเทให้กับผู้สูงอายุและกลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง ให้ได้ร้อยละ 80 ของกลุ่มประชากรเพื่อลดอาการหนักและอัตราการตาย โดยลดการฉีดแบบปูพรม และคาดหวังว่าจะฉีดให้กับประชาชนทั่วไปได้ในเดือน ส.ค. 4.มาตรการทางสังคม บังคับใช้มาตรการเวิร์กฟรอมโฮม หรือขอความร่วมมือหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่หน่วยบริการป้องกันและควบคุมโรค สถานประกอบการเอกชนขนาดใหญ่ ใช้เวิร์กฟรอมโฮม ให้ได้ร้อยละ 70 และขอให้ประชาชนเพิ่มมาตรการส่วนบุคคล สวมหน้ากากในบ้านและที่ทำงาน งดกินอาหารร่วมกัน ในที่ทำงาน

    เดือนเดียวป่วยหนักพุ่งเท่าตัว

    ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงสถานการณ์การครองเตียงของผู้ป่วยเดือน ก.ค. ว่า ข้อมูลวันที่ 4 ก.ค. มีการครองเตียง 28,000 เตียง เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. กว่า 10,000 เตียง ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มสี โดยกลุ่มสีแดงเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายใน 1 เดือน จาก 657 คน ในเดือน มิ.ย. เป็น 1,130 คน ในเดือน ก.ค. ในจำนวนนี้เป็น ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจจาก 200 คน เป็น 400 คน ระดับการเสียชีวิตวันละ 30-40 คน จึงเป็นที่มาของการกำหนดมาตรการกักตัวที่บ้านหรือชุมชน โดยมีผู้ป่วยเข้าโครงการกักตัวที่บ้านกับโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ 100 กว่าคน โดยส่งปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนในเลือดไปให้ ส่งอาหาร 3 มื้อ เป็นการกักตัวคนไข้ไปในตัว เพื่อไม่ให้ออกนอกบ้าน และติดตามอาการวันละ 1-2 ครั้งแล้วแต่อาการ หากอาการแย่ลงจะส่งยาไปให้หรือประสานส่งตัวไปยังโรงพยาบาล

    พบเชื้อเดลตาครบทุกเขตใน กทม.

    ส่วน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาพบสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 32.2 ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยกรุงเทพฯเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 52.2 มากกว่าสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) แล้ว โดยเข้ามาเร็วกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อยและกระจายไปทุกเขตของกรุงเทพฯแล้ว ส่วนต่างจังหวัดพบเดลตาแล้วร้อยละ 18 รวม 47 จังหวัด หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ส่วนสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) พบเพิ่ม 50 กว่าคน แต่ยังจำกัดพื้นที่ภาคใต้ ส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.นราธิวาส พบจังหวัดข้างเคียง ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช 3 คน สุราษฎร์ธานี 1 คน กระบี่ 1 คน ส่วนกรุงเทพฯ พบ 2 คน 1 ในนั้นเป็นญาติกับรายแรก

    กทม.ตั้งเป้าจัดตั้ง 20 ศูนย์พักคอย

    ส่วนความคืบหน้าการแก้ปัญหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ใน กทม. ที่พบจำนวนมากจนเกิดปัญหาเตียงรักษาผู้ป่วยไม่พอนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ได้ประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานจัดตั้งศูนย์พักคอยกรุงเทพ-มหานคร เพื่อรอการส่งต่อผู้ป่วยโควิด-19 ขณะนี้ได้จัดตั้งศูนย์กระจายครอบคลุมทั้ง 6 กลุ่มเขตรวม 17 ศูนย์ รองรับผู้ป่วยได้ 2,560 เตียง ทั้งนี้ ศูนย์ที่มีความพร้อมสามารถเปิดได้ทันทีมี 5 ศูนย์ ได้แก่ 1.อาคารปฏิบัติธรรมวัดอินทรวิหาร เขตพระนคร รับได้ 170 เตียง 2.วัดสะพาน เขตคลองเตย รับได้ 250 เตียง 3.ค่ายลูกเสือกรุงเทพวันวาน เขตหนองจอก รับได้ 200 เตียง 4.วัดศรีสุดารามวรวิหาร เขตบางกอกน้อย รับได้ 90 เตียง และ 5.ศูนย์สร้างสุขทุกวัยบางแคเรืองสอน เขตบางแค รับได้ 150 เตียง รวมจำนวนผู้ป่วยที่สามารถรับได้ทั้งสิ้น 860 เตียง จากนั้นจะทยอยเปิดให้บริการศูนย์ที่เหลือภายในวันที่ 9 ก.ค.นี้ สำหรับศูนย์อาคารกีฬาเวสน์ 2 เขตดินแดงจะสามารถเปิดได้ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.เป็นต้นไป โดยตั้งเป้าจะจัดตั้งให้ครบ 20 ศูนย์ รับผู้ป่วยได้ 3,000 เตียงให้เร็วที่สุด เพื่อลดปัญหาผู้ป่วยตกค้างและไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในครอบครัว

    อสส.ส่งคืนร่างสัญญาโมเดอร์นา

    วันเดียวกัน ที่ศูนย์ราชการสำนักงานอัยการสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมเเถลงถึงความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาจัดซื้อวัคซีนโมเดอร์นา (Moderna) ว่า หลังองค์การเภสัชกรรมส่งร่างจัดซื้อวัคซีนโมเดอร์นาให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาตรวจร่างสัญญาเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 2 ก.ค. นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด มอบหมายให้ น.ส.นารี ตัณฑเสถียร อธิบดีอัยการสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายและคณะ ดำเนินการโดยเร่งด่วนจนพิจารณาตรวจร่างสัญญาแล้วเสร็จในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา วันนี้สำนักงานอัยการสูงสุดส่งร่างสัญญาคืนให้องค์การเภสัชกรรมไปดำเนินการต่อไป

    ยืนยันไม่มีสัญญาตกค้าง

    ขณะที่นายประยุทธ รองโฆษก อสส. ย้ำว่าขณะนี้ไม่มีร่างสัญญาวัคซีนอยู่ในมือของสำนักงานอัยการแล้ว ที่ผ่านมาสำนักงานอัยการสูงสุดเร่งตรวจร่างสัญญาการนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ตั้งแต่วัคซีนซิโนแวค ใช้เวลาตรวจร่างสัญญา 1 วัน วัคซีนแอสตราเซเนกา ใช้เวลาตรวจร่างฯ 5 วัน ส่วนวัคซีนไฟเซอร์ได้รับร่างสัญญา จัดซื้อจากกรมควบคุมโรค เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ตรวจร่างเสร็จและส่งกลับไปให้กรมควบคุมโรคในช่วงเช้าวันที่ 5 ก.ค.ยืนยันว่า อัยการสูงสุดได้พิจารณาร่างสัญญาดังกล่าวทั้งหมดแล้วไม่มีตกค้าง ส่วนวัคซีนยี่ห้ออื่น เช่น สปุตนิก และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ยังไม่ได้ส่งร่างสัญญาเข้ามา และขอให้เชื่อมั่นในการตรวจร่างสัญญาของสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายที่มี น.ส.นารี เป็นอธิบดีฯ มีความรู้ความสามารถในเรื่องดังกล่าวที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

    เครือข่ายแรงงานบุกทำเนียบฯ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงสายวันเดียวกัน ที่ประตู 3 ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ธนพร วิจันทร์ ผู้นำเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน นำโลงศพ พร้อมวางรูปคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ฯลฯ รวมถึงจุดธูป วางดอกไม้ จันทน์ไว้บนโลง โดย น.ส.ธนพรกล่าวว่า เรียกร้องให้รัฐบาลจัดหาวัคซีนป้องกันโควิดที่มีคุณภาพให้กับประชาชนภายในเดือน ต.ค.นี้ รวมถึงเรียกร้องให้เยียวยาลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบเป็นเงินคนละ 5,000 บาทถ้วนหน้า เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน และขอให้นายกฯลาออก โดยมีนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับข้อร้องเรียน

    ขอกลับมารักษาตัวอีกอื้อ

    ส่วนสถานการณ์โรคโควิดตามจังหวัดต่างๆ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มแบบพุ่งพรวด เมื่อแรงงานใน กทม.แห่กลับภูมิลำเนา โดย จ.ร้อยเอ็ด พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ทุบสถิติถึง 55 คน จำนวนนี้มี 50 คน เป็นกลุ่มผู้ป่วย ติดเชื้อโควิดจากพื้นที่ควบคุม ขอกลับมารักษาตัวใน จ.ร้อยเอ็ด โดยเดินทางกลับจาก กทม. 26 คน ปทุมธานี 16 คน สมุทรปราการ 6 คน นครปฐม 2 คน เช่นเดียวกับ สกลนคร พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 18 คน ส่วนใหญ่เป็น กลุ่มแรงงานกลับจากพื้นที่เสี่ยงสูง โดยทางจังหวัดเตรียม รพ.สนามอีก 3 แห่ง ไว้รองรับผู้ป่วยที่คาดว่า จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอุบลราชธานี พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 54 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อขอกลับมา รักษาที่บ้านเกิด ส่วน จ.อุดรธานี ต้องเฝ้าระวังกลุ่ม นศ.วิทยาลัยการอาชีพหนองหาน ที่กลับจาก จ.ชลบุรี 103 คน เบื้องต้นพบติดเชื้อแล้ว 2 คน ด้าน จ.ชัยภูมิ ที่ติดเชื้ออีก 32 คน จำนวนนี้มี 26 คน แจ้งขอกลับมา รักษาตัวที่บ้านเกิด ยังต้องเฝ้าระวังคลัสเตอร์ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน อ.บำเหน็จณรงค์ ต่อไปอีก ขณะที่ จ.นครราชสีมา เจอผู้ติดเชื้ออีก 52 คน ต้องจับตาคลัสเตอร์หมู่บ้านคฤหาสน์ทองที่ติดเชื้อในครอบครัว และเพื่อนบ้าน ส่อขยายวงลุกลาม เนื่องจากเป็นชุมชนขนาดใหญ่กลางเมืองโคราช และคลัสเตอร์ ต.ตะเคียนเตี้ย อ.ด่านขุนทด ทำให้จังหวัดเตรียมกลับมาเปิดใช้ รพ.สนาม ภายในสนามกีฬาเฉลิม–พระเกียรติฯ ขนาด 100 เตียงอีกรอบ

    ผวจ.เชียงใหม่ดำเนินคดี “พิมฐา”

    นอกจากนี้ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 5 ก.ค. นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่ มอบอำนาจให้ นายวิชัย ว่องสาริการ นิติกรปฏิบัติการ เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.อดุลย์ สายสม รอง ผกก. สภ.ภูพิงค์ จ.เชียงใหม่ ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ฐานิดา มานะเลิศเรืองกูล หรือ “พิมฐา” อายุ 28 ปี เน็ตไอดอล ชื่อดัง ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ตามมาตรการควบคุมผู้เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเข้ามาในจังหวัด เชียงใหม่ เหตุเกิดที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2564 เวลา 09.15 น. โดยพิมฐาเดินทาง มาจากพื้นที่เสี่ยง จากนั้นเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดหลายแห่ง กระทั่งวันที่ 30 มิ.ย. เข้ารับการตรวจโควิด-19 พบผลเป็นบวก

    ปิด รง.น้ำพริกดังย่าน 345

    ด้าน จ.นนทบุรี พบผู้ติดเชื้ออีก 275 คน ส่วนใหญ่มาจากการคัดกรองเชิงรุก ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 10 คน เมียนมา 6 คน ลาว 2 คน กัมพูชา 1 คน ฟิลิปปินส์ 1 คน นอกจากนี้ ช่วงสายวันเดียวกัน นายชุ้น ณัฐเดช กังสุกุล นายอำเภอบางบัวทอง พร้อมด้วยฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปที่ บริษัท น้องพร ฟู๊ด อินดัสตรี้ส์ จำกัด ในอรุณสุนทรี แฟคตอรี่แลนด์ ริมถนนสาย 345 (ปทุม-บางบัวทอง) ม.2 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง ที่มีพนักงานทั้งหมด 103 คน เบื้องต้นพบพนักงานติดเชื้อโควิด-19 แล้ว 65 คน นอกจากนี้ยังรอผลตรวจอีกราว 30 คน โดยมีการประสานรถจาก รพ.สต.ลำโพ เร่งมารับตัวผู้ติดเชื้อไปรักษาและกักตัว 14 วัน แต่ยังมีคนงานบางรายเป็นคนในพื้นที่ ไม่ได้พักอยู่ที่โรงงานได้เรียกตัวกลับมาครบแล้ว และได้ติดตามครอบครัวของพนักงานในส่วนนี้ 20 คน มาตรวจหาเชื้อเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้านนายภิรมย์ ทรัพย์นุช ผอ.รพ.สต.ลำโพ กล่าวว่า ที่น่าห่วงคือมีพนักงานของโรงงาน 2 คนติดเชื้อ แต่ไม่รู้ตัวและเดินทางกลับบ้านที่ จ.สกลนคร ขณะนี้ประสานข้อมูลทั้ง 2 คน ได้เข้ารักษาตัวที่ จ.สกลนคร แล้ว พร้อมกันนี้มีคำสั่งจังหวัดนนทบุรีปิดโรงงานทันทีห้ามคนนอกเข้าออกโดยเด็ดขาด พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแล ส่วนโรงงานซาลาเปาวราพร ที่อยู่ใกล้กันมีผู้ติดเชื้อ 3 คน และไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม

    กินน้ำแก้วเดียวกันติดโควิดตาย

    ส่วนจังหวัดโดยรอบ อาทิ สุพรรณบุรี พบผู้ติดเชื้อใหม่อีก 28 คน จ.ราชบุรี เริ่มอาการหนัก เมื่อพบการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนที่ตลาดเทศบาลเมืองบ้านโป่ง ขณะที่ จ.ฉะเชิงเทรา มีเรื่องเศร้าอีกเมื่อผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตอีก 1 คน เป็นชาย วัย 53 ปี หัวหน้าคนงานโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋อง อ.เมืองฉะเชิงเทรา ที่ติดเชื้อจากกินน้ำแก้วเดียวกับลูกน้องที่ติดเชื้อ ประกอบกับผู้ตายมีโรค ประจำตัวหลายโรค ทำให้อาการหนักและเสียชีวิตเมื่อช่วงเช้าวันที่ 5 ก.ค. นำร่างไปฌาปนกิจที่วัดถวิลศิลามงคล ต.ท่าไข่ อ.เมือง ทันที ท่ามกลางความโศกเศร้าของญาติๆ

    เกาหลีใต้เจรจาผลิตวัคซีนยี่ห้อดัง

    ส่วนสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ติดเชื้อสะสมพุ่งไม่หยุดที่กว่า 184.56 ล้านคน ตายสะสม 3.99 ล้านคน ด้านสำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว เกาหลีใต้กำลังเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนป้องกัน โควิด-19 ชนิด mRNA ทั้งไฟเซอร์ และโมเดอร์นา เพื่อผลิตวัคซีนชนิดดังกล่าวในประเทศ โดยระบุว่ามีความสามารถในการผลิตสูงถึง 1 พันล้านโดส ทั้งนี้หากมีการตกลงตามแผนจะช่วยบรรเทาความต้องการวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกที่ตึงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภูมิภาคเอเชีย และทำให้เกาหลีใต้จ่อเป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีนรายใหญ่ของโลก เนื่องจากปัจจุบันเกาหลีใต้มีข้อตกลงในการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโคโรนา 3 ชนิด กับแอสตราเซเนกา/มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด โนวาแวกซ์ และสปุตนิค วี ของรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงในการบรรจุขวดและบรรจุภัณฑ์ให้กับวัคซีนของโมเดอร์นา อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า การเจรจาถึงขั้นไหน

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19สถานการณ์โควิดวัคซีนโควิดนายกกักตัวภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์เอกสารหลุดประยุทธ์ จันทร์โอชาฝ่าวิกฤติโควิดข่าวหน้า1ข่าววันนี้สุขภาพ

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพฤหัสที่ 28 ตุลาคม 2564 เวลา 09:39 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์