ไลฟ์สไตล์
100 year

สงกรานต์ไม่เหมือนเดิม ชีวิตต้องเริ่มใหม่ คืนสู่บ้านนาไม่กลับกรุง

ไทยรัฐออนไลน์
1 เม.ย. 2564 06:20 น.
SHARE

เมื่อชีวิตในเมืองหลวงหัวเมืองใหญ่ไปต่อไม่ได้ สงกรานต์นี้จะไม่เหมือนเดิมสำหรับหลายคน กลับบ้านถอยไปตั้งหลักก็เป็นทางเลือกของหลายคนที่ลองเปลี่ยนอาชีพ หันมาทำสิ่งที่ชอบ อาจไม่จำเป็นต้องไปไหนแล้ว

เมื่อย่างเข้าสู่เดือนเมษายนของทุกปี เป็นช่วงที่อากาศกำลังร้อนได้ที่ สัญญาณของการเตรียมตัวเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลวันสงกรานต์ ที่ทุกๆ ปี ผู้คนที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลจะเดินทางกลับบ้าน เพื่อไปพบปะกับครอบครัว สังสรรค์ในหมู่ญาติพี่น้อง รดน้ำดำหัวคนเฒ่าคนแก่ และทำบุญเนื่องในวันปีใหม่ไทย แต่จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ยังมีการระบาดอยู่ในหลายคลัสเตอร์ ทำให้เทศกาลสงกรานต์ในปีนี้จะแตกต่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก

ข่าวแนะนำ

โดยเมื่อสงกรานต์ปี 63 ยังมีการล็อกดาวน์ในหลายจังหวัด ทำให้การเดินทางข้ามจังหวัดกลายเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อมีการปลดล็อกจากมาตรการผ่อนปรนของทางรัฐบาล ทำให้เราได้พบเห็นคนเดินทางมากขึ้น ทั้งเดินทางท่องเที่ยวและเดินทางกลับบ้าน แต่ถึงกระนั้นการเดินทางก็ยังลดลงจากช่วงปกติอยู่มาก จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า เมื่อเดือนเมษายน 2563 มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศจำนวน 0.09 ล้านคน/ครั้ง หดตัวร้อยละ 99.32 สร้างรายได้ 4.99 ร้อยล้านบาท (หดตัวร้อยละ 99.45 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 ที่ผ่านมา) ขณะที่ ตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2563

ขณะที่ ในส่วนของการเดินทางด้วยรถโดยสาร บขส. เอง พบว่า เมื่อช่วงสงกรานต์ ปี 2563 มีจำนวนผู้โดยสารเดินทางลดลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเดินทางสูงสุดไม่เกินวันละ 200,000 คน จากปกติทุกปี ไม่ต่ำกว่า 220,000 คนต่อวัน

คนจำนวนไม่น้อยเจอกับผลกระทบของโรคโควิด-19 ต้องถูกเลิกจ้าง ตกงาน หรือ โดนเข้าร่วมโครงการสมัครใจลาออก ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม และธุรกิจบริการที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อไม่มีงานและไม่สามารถหางานใหม่ได้ทันที ทำให้คนจำนวนไม่น้อยที่เลือกเดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อกลับไปตั้งหลักระยะยาว หากใครที่ทางบ้านยังพอมีที่ดิน ส่วนหนึ่งก็ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพไปเป็นเกษตรกร เลี้ยงสัตว์ ทำสวน ทำไร่ ปลูกผัก ปลูกผลไม้ ส่วนที่ไม่มีที่ดินทำกิน หรือมีแต่บ้านที่อยู่อาศัยก็อาจผันตัวทำธุรกิจค้าขาย หรือเปิดร้านอาหารที่บ้าน หาเงินเลี้ยงครอบครัว อันเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเดินเตะฝุ่นตกงาน นอนสูด PM 2.5 ในกรุงเทพฯ โดยที่ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายยังเท่าเดิม

ทั้งนี้เรามาดูตัวอย่างของคนที่กลับบ้านเกิดไปตั้งหลัก ใช้ประสบการณ์และความรู้ที่มี หาอาชีพที่ใช่ เริ่มต้นสู่อาชีพใหม่ เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวกันดีกว่า แต่ละตัวอย่างล้วนมีความน่าสนใจในข้อดีของแต่ละงาน ไปตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำไปจนถึงผู้ประกอบการที่อยู่ปลายน้ำเลยทีเดียว 

อดีตผู้จัดการร้านไอที กลับชัยภูมิ ประดิษฐ์ตู้อบไฮบริด ยอดขายดีไปไกลถึงลาวและกัมพูชา 

นายกิจจา อนุรักษา อายุ 41 ปี ชาวบ้านเกษตรกรชาวจังหวัดชัยภูมิ ชีวิตที่ผกผันจาก ผู้จัดการร้านไอที ขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในกรุงเทพฯ ย้ายมาอยู่บ้านเกิดจังหวัดชัยภูมิ เพื่อมาทำการเกษตร ทิ้งเงินเดือนที่เคยได้เดือนละ 50,000 บาท มาทำเกษตร แม้จะมีคนปรามาสว่าหน้าตาแบบนี้จะทำได้หรือ ด้วยความเจ็บใจในคำพูดดูถูก กลายเป็นแรงผลักดัน จึงใช้ความรู้ด้านการตลาดการขาย มองหาช่องทางทำเป็นเกษตรแปรรูปที่สวน PK GARDEN บ้านเสี้ยวน้อยพัฒนา ม.11 ต.บ้านเล่า อ.เมือง จ.ชัยภูมิ

นายกิจจา กล่าวว่า ในช่วงแรกก็ทำงานประจำ และทำการเกษตรควบคู่ไปด้วย แรกๆ ก็ปลูกเป็นสวนหม่อนและทำกล้วยตากแปรรูป ซึ่งการแปรรูปกล้วยตากนั้นได้ทำเป็นตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่ประมาณ 1 ปี ก็พบปัญหาของการแปรรูปผลผลิตที่ใช้แสงอาทิตย์ นั่นคือ เมื่อไม่มีแดด ความร้อนไม่พอ ทำให้กล้วยตากเกิดเชื้อรา จึงนำเอาสิ่งที่เรียนรู้มาหาทางแก้ไข คิดค้นประดิษฐ์ออกมาเป็น ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์แบบไฮบริดสองระบบ มีทั้งระบบโซลาร์เซลล์และระบบไฟฟ้า ในช่วงแรกๆ ที่ทำได้โพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย ก็มีคนสนใจสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง จนมียอดขายได้เงิน 50,000 บาทต่อเดือน จึงเกิดความคิดว่า ทำงานเกษตรก็ได้ 50,000 บาท ทำงานประจำก็ได้ 50,000 บาทเท่ากัน เหนื่อย 2 เท่า แต่ว่าได้เงินเท่าเดิม จึงคิดที่จะออกจากงานประจำมาทำงานเกษตร เพราะมีความชอบการเกษตร และมองแล้วว่ารายได้ดีกว่าแน่ๆ

ด้วยความที่มีความรู้ทางด้านการตลาดและการขายอยู่แล้ว จึงทำแผนการตลาดขายผ่านออนไลน์ และหน่วยงานราชการต่างๆ ที่มีการอบรมด้านการเกษตร ยิ่งช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก มีการรณรงค์ให้ทำงานอยู่ที่บ้าน คนนิยมหาอะไรทำเพื่อนำมาขายออนไลน์ เช่น ผลไม้ตากแห้ง ผลไม้แปรรูป หมูแดดเดียว เห็ดแดดเดียว เป็นต้น ทำให้ยอดขายในช่วงโควิดเพิ่มขึ้นจากเดิม เดือนละ 30 ตู้ ขยับเป็นเดือนละ 100 ตู้ ซึ่งเฉลี่ยแล้วตู้อบ 1 ตู้ ราคา 6,500 บาท จึงเป็นรายรับที่สวนกระแสมากในช่วงที่ธุรกิจอย่างอื่นมียอดขายลดลง แต่ตู้อบของตนนั้นกลับมียอดขายที่เพิ่มมากขึ้น และมีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย เช่น ประเทศลาว และกัมพูชา เป็นต้น

สาวเจ้าของร้านพิซซ่าที่ภูเก็ตเจอพิษโควิด เก็บกระเป๋ากลับอุดรฯ เปิดร้านที่บ้านเกิด

นางสาวลัญจกรณ์ จอมศรี หรือคุณอี๊ฟ อายุ 32 ปี เจ้าของร้านพิซซ่า “กูร์เมต์ โฮมเมด คิชเช่น” ที่ชุมชนเวียงพิงค์ ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี กล่าวถึงที่มาของร้านว่า เหตุผลที่มาเปิดร้านขายพิซซ่าในรั้วบ้าน เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 จึงตัดสินใจปิดกิจการร้านพิซซ่าที่ริมชายหาดกมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ที่คุณแม่เปิดมาร่วม 19 ปี กลับมาเปิดร้านพิซซ่าขายที่บ้านเกิด เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวเลย แต่ก่อนมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศติดใจในรสชาติพิซซ่าที่ทำขาย เป็นสูตรของแม่ที่เสียชีวิตไปเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา

เจ้าของร้านพิซซ่า กูร์เมต์ โฮมเมด คิชเช่น เล่าต่อว่า ที่ตัวเองมั่นใจสูตรพิซซ่าของแม่ เพราะมีรสชาติอร่อยครบเครื่อง แป้งไม่บางมากจนเกินไป เน้นกระหน่ำใส่ชีส โดยใช้วัตถุที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพราะคุณแม่ได้สูตรมาจากชาวอิตาเลี่ยน และมั่นใจในรสชาติที่ไม่แพ้พิซซ่าของเจ้าอื่น รวมทั้งพิซซ่าแบรนด์ดังของต่างประเทศด้วย ทุกวันนี้ทำขาย 2 ไซส์ ขนาดเล็กและกลาง มีให้เลือกถึง 26 หน้า แล้วแต่ลูกค้าจะชอบหน้าไหนสั่งทำมาได้เลย ส่วนหน้าที่ขายดีก็จะเป็น หน้ากูร์เมต์ สเปเชียล และคาโบนาร่า รวมทั้งหน้าเบคอนหมาล่า ที่ลูกค้าชื่นชอบ เพราะเป็นหน้าพิซซ่าที่เป็นการผสานรสชาติ 2 ซีกโลก แตกต่างทั้งความเผ็ดร้อนของพริกหมาล่า เข้ากันได้ดีกับพิซซ่า ถูกปากของคนไทยและคนอีสานอีกด้วย

หลังจากขายมาได้ 4 เดือน วันแรกขายได้ 10 ถาด ลูกค้าที่ได้ลองกินก็ติดใจหวนกลับมาสั่งกินอีกในวันถัดไป พร้อมกับบอกกลุ่มเพื่อนๆ ว่าพิซซ่าร้านของเราอร่อยมาก จึงบอกผ่านกันทางเพจของร้าน ส่วนจุดเด่นคือ แป้งบาง เน้นเครื่อง และปริมาณของชีส ทุกวันพุธจะมีโปรโมชันเพิ่มชีสให้ลูกค้า แต่ราคาเดิม ซึ่งเปิดร้านวันแรกก็มีลูกค้ามาลองกิน จนกลายเป็นลูกค้าประจำ และเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จนมีรายได้ที่หักค่าใช้จ่ายต่อวันแล้วจะเหลือ 2,000 บาท/วัน หรือ 50,000 บาท/เดือน ส่วนมากจะขายดีในช่วงวันหยุดแทบทำขายไม่ทันกันเลยก็ว่าได้ โดยไม่คิดจะกลับไปเปิดร้านขายพิซซ่าที่ จ.ภูเก็ต อีกต่อไปแล้ว และต่อไปในอนาคตจะต่อยอดพิซซ่าสูตรของแม่ ขยับขยายหาทำเลเปิดร้านใหม่ในอนาคต 

สามีภรรยาลาออกจากโรงงาน กลับมหาสารคามเป็นเกษตรกร ทำฟาร์มเลี้ยงเป็ดอารมณ์ดี 

นางสมถวิล สมุดสร อายุ 48 ปี เจ้าของฟาร์มไข่เป็ดอารมณ์ดี กล่าวว่า ตนและสามีทำงานในโรงงานจังหวัดชลบุรีมากว่า 27 ปี เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตนว่างานแบบนี้มันทำไปแล้วไม่ยั่งยืน เงินเดือน 2 คนถึงจะได้ประมาณ 5 หมื่นบาท แต่ค่าใช้จ่ายก็เยอะ เลยคุยกับสามีว่าอยากจะกลับไปทำการเกษตรเพราะอายุมากแล้ว จึงได้ลาออกกลับมาที่บ้านปทุมทอง ต.นาโพธิ์ อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม เป็นที่ดินของสามี พื้นที่กว่า 50 ไร่ แรกเริ่มก็กลับมาทำไร่มันสำปะหลังประมาณ 12 ไร่ แต่ผลผลิตที่ได้มาทำทั้งปีได้เงิน 5 หมื่นบาท พอมาปีที่แล้วช่วงต้นปีจึงได้มีความคิดจะปรับเปลี่ยนมาทำปศุสัตว์ด้วย ก็มาเกิดโรคระบาดโควิด-19 พอดี จึงคิดว่าน่าจะเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดเพื่อนำไข่มากินมาขาย

เจ้าของฟาร์มไข่เป็ดอารมณ์ดี เล่าต่อว่า ช่วงนั้นคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน ต้องมีอาหารทำกินทุกวัน ไข่ขาดตลาดด้วย ขณะนั้นจึงได้เริ่มจากขยายสระน้ำที่มีอยู่ให้เป็น 2 ไร่ และได้ซื้อเป็ดมาเลี้ยง ปลูกกล้วยน้ำว้าไว้ 1 ไร่ เพื่อนำเอาหยวกกล้วยมาเป็นอาหารเป็ดด้วย เราซื้อเป็ดมาประมาณ 500 กว่าตัว เลี้ยงแบบธรรมชาติ เช้าปล่อยเขาออกไปเล่นน้ำ ออกหากินแต่ 8 โมงเช้า ช่วงเย็น 4 โมงก็ไล่กลับเข้าคอก ให้อาหารวันละ 2 เวลา เช้า-เย็น อาหารผสมกันระหว่าง รำข้าว หยวกกล้วยและข้าวเปลือก พอเป็ดอารมณ์ดีมีความสุขในแต่ละวันก็จะออกไข่ให้เราวันละกว่า 450 ฟอง หรือประมาณ 15 แผง

นางสมถวิล กล่าวอีกว่า ในส่วนของการตลาดแรกๆ เอาไข่เป็ดไปขายตามตลาดสด แผงละ 120 บาท พอพ่อค้าเห็นว่าไข่เป็ดเราฟองใหญ่สวย ก็จะเข้ามารับไปขายทุกวันราคาแผงละ 100 บาท ทำให้ครอบครัวเรามีรายได้ทุกวัน พอมาปีนี้เราคงจะไม่ได้ปลูกมันสำปะหลังแล้ว น่าจะปรับเปลี่ยนมาเป็นการปลูกผักอินทรีย์ ขายครบคู่ไปกับไข่เป็ด เพราะหลังจากที่โควิดมาระบาดรอบ 2 ทำให้ไข่เราขายดียิ่งขึ้น จึงจะขยายการทำปศุสัตว์ออกไป จึงได้มีการนำเอาไก่แจ้ ไก่บ้านมาเลี้ยง และเลี้ยงห่านไปด้วย


"2 ปีที่ผ่านมาเราตัดสินใจไม่ผิดที่กลับมาบ้าน เราเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย เพราะเราไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน แต่พอเราลงมือทำลงไปมันมีความสุขกับการเข้าสวนเข้าไร่ทำการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชทางการเกษตร สุขภาพแข็งแรง มีสุขภาพจิตที่ดี มีเงินเข้าบ้านทุกวัน มีอาหารการกินทุกวันในไร่ของเรา" เจ้าของฟาร์มไข่เป็ดอารมณ์ดี กล่าว

อดีตเชฟร้านดังที่กรุงเทพฯ ถูกลดเงินเดือนก่อนจะถูกเลิกจ้าง จึงกลับร้อยเอ็ด เปิดร้านตามสั่งเลี้ยงครอบครัว

นางกันทิมา แสนศักดิ์ อายุ 46 ปี เจ้าของธุรกิจร้านยักษ์พุงกาง พื้นที่หมู่ 2 บ.โนนสวรรค์ ต.แวง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด เล่าที่มาที่ไปของธุรกิจที่กำลังทำอยู่ว่า ก่อนหน้านี้ตนและครอบครัวได้อาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ตนประกอบอาชีพเป็นกุ๊กในร้านอาหารชื่อดัง ส่วนสามีประกอบอาชีพโฟร์แมน แต่ช่วงปลายปี 2563 ก็เกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ร้านอาหารที่ทำงานอยู่ต้องถูกปิดเป็นระยะเวลานานกว่า 6 เดือน ส่วนสามีเองก็หมดสัญญาจ้างกับงานรับเหมา จึงได้ปรึกษากันว่าจะหาทางออกอย่างไร ก็เลยย้ายครอบครัวกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด ซึ่งได้สร้างบ้านไว้ในช่วงที่ทำงานใน กทม.

เริ่มจากการคิดค้นสูตรน้ำยำ น้ำจิ้มเนื้อย่างเกาหลี และน้ำปลาร้าสำหรับใช้กับส้มตำ ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับของลูกค้าในละแวกนี้ จึงได้พัฒนาต่อเติมบ้านเพื่อเปิดร้านอาหารตามสั่ง โดยใช้ชื่อว่า "ยักษ์พุงกาง" ขายเริ่มต้นในราคาแค่ 30 บาท โดยมีอาหารที่ขึ้นชื่อ คือ ผัดไทยห่อไข่สูตรพิเศษที่ตนคิดสูตรขึ้นเอง นอกจากนี้ก็ยังมีเมนูอาหารตามสั่ง เมนูยำ ส้มตำ ไว้คอยบริการ โดยมีบริการส่งฟรีในพื้นที่ตำบลแวง ทั้งนี้หลังจากเพิ่งเปิดร้านเมื่อวันที่ 8 ม.ค.64 ก็สร้างรายได้ถึงวันละ 4-5 พันบาท เงินที่ได้มานี้ถือว่าเป็นรายได้ที่ต้องยอมรับว่าสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการเลือกกลับบ้านเกิด กลับไปอยู่กับครอบครัวเริ่มต้นทำในสิ่งใหม่ ทำในสิ่งที่ชอบ หรือสานต่อธุรกิจครอบครัว โดยนำเอาความรู้ประสบการณ์จากการทำงานที่ผ่านมา มาช่วยพลิกฟื้นให้เจริญก้าวหน้ามากกว่าเดิม แม้ชีวิตจะมีความเปลี่ยนแปลง แต่การที่เราได้อยู่ท่ามกลางคนในครอบครัว ได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น อาจจะมีความสุขมากกว่าที่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน เพื่อเลี้ยงปากท้องไกลบ้าน ห่างคนที่เรารัก กลับบ้านครั้งนี้หลายอย่างอาจไม่เหมือนเดิม แต่คนที่บ้านยังรอคอยการกลับมาของเราเสมอ.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สงกรานต์วันสงกรานต์กลับบ้านกลับบ้านสงกรานต์กลับบ้านทำสวนกลับบ้านเกิดพิษโควิดข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 21 เมษายน 2564 เวลา 09:52 น.