ไลฟ์สไตล์
100 year

จับโป๊ะเราเที่ยวด้วยกัน หลังวัวหายล้อมคอก

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
7 ม.ค. 2564 05:01 น.
SHARE

สุภาษิตสำนวนไทย...“วัวหายล้อมคอก” ราชบัณฑิตยสถานได้แปลไทยเป็นไทยไว้ว่า...“ของหายแล้วจึงเริ่มป้องกัน หรือเรื่องเกิดขึ้นแล้วจึงคิดแก้ไข” คำพังเพยนี้ขอหยิบยกไปเปรียบเทียบให้สอดรับกับโหมด “เราเที่ยวด้วยกัน” ที่รัฐแจกสิทธิ์ประชาชน 5 ล้านสิทธิ์ออกไปท่องเที่ยว โดยใช้เงินกู้ 20,000 ล้านบาท ดำเนินงานแล้วเกิด “โป๊ะแตก” ดังปัง...เมื่อซีอีโอการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ออกมาแฉพฤติกรรมการโกงฉาวโฉ่

ไล่เรียงเชื่อมโยงกับพันธมิตรโรงแรมเจ้าปัญหา 312 แห่ง...ร้านอาหาร 202 แห่ง ที่สมคบคิดกับผู้ได้สิทธิ์แหกตารัฐบาล...ไม่ได้ไปใช้หรือไปใช้บริการนอกเงื่อนไข จากนั้นทำเอกสารเท็จเบิกเงินมาแบ่งกันแบบ “วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง” เอวังก็มี...ด้วยประการฉะนี้

ข่าวแนะนำ

ข่าวฉ้อฉลเกมกลถูกเผยแพร่ให้ได้รู้กันไปทั่วบ้านทั่วเมือง ผู้สันทัดกรณีแวดวงการท่องเที่ยวทั้งภายในและนอกประเทศ มากประสบการณ์ มองว่า โมเมนต์นี้ ถ้ามองปัญหาโดยใช้ “ตรรกะ” จากเหรียญสองด้าน ก็จะพบสัจธรรมคำตอบ

ย้อนวันเวลากลับไปเปิดไทม์ไลน์กันดู...ในช่วงคนขายท่องเที่ยวกำลังหายใจติดขัด เพราะถูกโควิดซัดปิดทางทำกิน ทางออกที่รัฐคิดเยียวยาได้เวลานั้นก็คือ...การออกแบบทัวร์ “กำลังใจ” ขอบคุณชาวอสม.ประจำหมู่บ้าน กับเจ้าหน้าที่ รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล 1.2 ล้านคน ไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ 2 วัน 1 คืน

โครงการนี้เกิดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมช่วงปีที่ผ่านมา ไล่แจก “แต๊ะเอียเงิน” คนละ 2,000 บาท จากต้นทุนเงินกู้ที่รัฐตุนไว้ให้ 2,400 ล้านบาท

นัยว่า...เป็นอีกหนทางหนึ่งสำหรับการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้หายฟูมฟาย

โหมดเดียวกัน...ก็เข้าสู่การเข็นโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” แจกภาคประชาชน 5 ล้านสิทธิ์ตั้งแต่ 18 กรกฎาคม 2563 ถึงวันนี้ก็ยังไม่เข้าเป้า...บริบททั้งสองโครงการที่ว่ามาข้างต้นนี้ ได้เดี่ยวมือ 1 จากทีมเศรษฐกิจชุดเก่าก่อนลาจาก สวมบทม้าศึกขับเคลื่อน...แล้วส่งไม้ต่อไปยัง สนง.เศรษฐกิจการคลัง กับ ททท. ขุนพลคู่ใจในคาถา รับเป็นผู้เผาหัวเทียนเดินเครื่อง

นี่คือ...ดราม่า 2 ซีรีส์ที่น่าสนใจ และปรากฏบนเหรียญด้านหนึ่ง...ซึ่งดูดี และดีมาก

คราวนี้ขณะเหรียญอีกด้าน...เทียบฉากละครดังสะท้อนมิติการลงมือปล้นชาติ เริ่มจากโปรแกรม “กำลังใจ” ที่เกิด “โป๊ะแตก” เหม็นหึ่งกันไปทั้งเมือง เมื่อความจริงถูกปูดให้รู้ว่าผู้เข้าร่วมโครงการบางส่วน มีความประสงค์ต้องการเงินมากกว่าไปตะลอนเที่ยวยามกระเป๋าแฟบ?

จึงฮั้วกับบริษัททัวร์...ไม่ต้องทำรายการนำเที่ยวให้เหนื่อยรอรับเงินชัวร์ๆ หัวละ 2,000 บาทที่รัฐจัดให้ โดยอวตารเอกสารเสมือนทำทัวร์เต็มสูบ พอได้เงินมาค่อยทอนลูกทัวร์คนละ 500 บาท

ส่วนคนทำทัวร์...แน่นอนว่าคว้าพุงไปกินหัวละ 1,500 บาท ให้หลับตาคิดเล่นๆ รถบัสหนึ่งคันนั่งหลวมๆ 30 คน ส้มจึงหล่นใส่ทัวร์จอมโกงเหนาะๆ 45,000 บาทต่อทริป

เหตุอัปยศที่เกิดขึ้นนี้จะว่าเป็นเรื่อง “ลับสุดยอด” ก็ไม่ได้ เพราะรู้กันเซ็งแซ่ในหมู่คนอาชีพเดียวกัน แต่ครั้งนั้นจนแล้วจนรอดไม่เห็นใครตั้งโต๊ะแถลงข่าวออกจอทีวี พร้อมกระวีกระวาดหามาตรการป้องกันและลงดาบคนทำผิด รวมถึงคิดปิดช่องโหว่คอยระวังจะลามไปถึงทัวร์...“เราเที่ยวด้วยกัน”

ซึ่ง...เป็นเค้กก้อนใหญ่กว่า “กำลังใจ” หลายเท่านัก?

ทั้งที่ “รัฐ” ตั้งใจใช้โครงการนี้ช่วยคนไทยผ่อนคลายบวกกับค้ำจุนผู้ประกอบการให้ลืมตาอ้าปากหลังถูกโควิดเล่นงานหนักมานานร่วมปี ทว่า... “ความหวังดี” นั้น ถูกสนองคุณด้วย “พฤติกรรมเล่นแร่แปรธาตุ” จาก “ผู้ได้สิทธิ์” และ “ผู้ประกอบการ” ที่เห็นแก่ได้แบบไม่ลืมหูลืมตา

ผู้บริหารโรงแรมรายหนึ่งเปิดปมให้ทราบว่า...หลังสมาคมโรงแรมไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกพันธมิตรด้านที่พักแรม ได้เปิดเวทียกแรกด้วยการ “ตีกัน” ไม่ให้โรงแรมไร้ใบอนุญาตประกอบการร่วมกินเค้กก้อนนี้...เหมือนจะตัดไฟแต่ต้นลม

“ปัจจุบันบ้านเรามีโรงแรมทุกระดับทั่วประเทศ 54,193 แห่ง ห้องพัก 784,770 ห้อง แต่เชื่อมั้ย? ครับ...มีใบอนุญาตเพียง 20% ไม่เกิน 13,000 แห่ง...แต่นั่นก็ไม่ใช่สาระ เพราะปกติตอนท่องเที่ยวบูมสุดๆ ใครมีใบอนุญาตหรือไม่มี...ก็เห็นอุ้มรับตลาดท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศได้อย่างเปิดเผย”

ผู้บริหารโรงแรมรายนี้สรุป โรงแรมที่ได้เข้าร่วมงานนี้มี 5,713 แห่ง ร้านอาหาร 27,593 ร้านทั่วประเทศ เขาว่า...ผ่านการคัดเลือกจากภาครัฐและเอกชนอย่างไร้กังขา

เอาเข้าจริง...มืออาชีพทั้งหมดดูจะมีประสิทธิภาพไม่ต่าง “เทรนนี่” รอผ่านงานโปร ที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันโจรปล้นทัวริสต์ระดับชาติ บริวารสมาคมโรงแรมไทย 312 แห่ง แถมมีแจมมาด้วยร้านอาหารนอกคอกอีก 202 ร้าน ที่ใช้วิชามารทำกินขั้นเทพเหนือชั้นทัวร์...“กำลังใจ”

นับจากใช้วิธีขยับราคาห้องพักจากคืนละ 2,500...อัศจรรย์เป็น 3,500-4,000 บาท ให้มีผลส่วนต่าง 40% ที่รัฐแบกให้...อย่างหนากว่านั้นเคยขาย 4,000 ก็โขกหนักเป็น 8,000 บาท รับส่วนต่าง 40% ซึ่งชนเพดาน 3,000 บาทพอดี...

งานนี้มีเสียงกระซิบมาว่าทำเอากรรมการ “หน้าแตก” หมอไม่รับเย็บไปตามๆกัน

สรุปโครงการทั้งสอง...จะประเมินผลออกมาแบบไหน...ไม่มีใครรู้? รู้แต่เพียงคนเป็นผู้นำประเทศไม่แฮปปี้ เกรี้ยวกราดมาดทหารให้ลากคนผิดมาลงโทษ หลังการแถลงข่าวปังเรื่องโจร “กระจอก” ปล้นชาติ ก่อนผ่องถ่ายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับหน้าเสื่อดำเนินคดี

ทันทีที่เกิดกระแสหนักรุมเร้า...หลายฝ่ายก็มองว่าเล็กน้อยตรงที่มีผู้กระทำผิดจิ๊บจ๊อยเพียง 514 ราย จากผู้ร่วมโครงการกว่า 3 หมื่นราย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์แบบ “ทัวร์ลง” ว่า...นี่คือการทำลายภาพลักษณ์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับชาติขณะกำลังฟื้นฟู...จึงให้อภัยกันไม่ได้

ผลลงเอยเหตุอัปยศวงการท่องเที่ยวไทยคราวนี้...ไม่รู้จะลื่นไหลไปตามกระบวนการยุติธรรมฐาน “ฉ้อโกง” ที่ปรากฏบทลงโทษอย่างไร และเห็นผลวันไหน...แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนอยากวิงวอนให้มีการนำมาใช้กับผู้ประกอบการนอกกรอบ ได้แก่...มาตรการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจากราคาที่สูงสุดโด่งแบบท้าทาย เพราะรู้ดี...ยังไม่มีกฎหมายควบคุมและกำหนดมาตรฐานราคาธุรกิจประเภทนี้

อีกประเด็นสำคัญ...เมื่อ “ททท.” คือผู้ชี้เป้าปัญหา ก็ต้องไม่ลืมทบทวนการมอบตราสัญลักษณ์ “SHA” ให้ประกอบอาชีพ ยืนยันพื้นที่ปลอดเชื้อโควิด...แต่ไม่ปลอดการทุจริต ให้เป็นเหตุผลในการลบทิ้งจากสารบบด้วยสำนึกที่ว่า...สร้างภาพบอกสังคมได้ ก็ต้องลบภาพลบ...ลบสิ่งไม่ดีที่กระทำไว้ได้เช่นกัน

สำคัญกว่านั้นก็คือ...การบริหารจัดการงบประมาณมหาศาลแบบขาดความละเอียดรอบคอบจนเป็นเหตุให้เกิด “พฤติกรรมเล่นแร่แปรธาตุ” เช่นนี้จะไม่มีการหาตัวตนคนมารับผิดชอบตามระเบียบกันเลยหรือ?

อย่าให้วัวหายล้อมคอกเสร็จ ปล่อยคนเลี้ยงวัวปึงปังอ้างคนเป็น “โจร” ขโมยวัวไปโน่น

“ท่องเที่ยว”...ยังเป็นปัจจัยสำคัญผลักดันให้ประเทศเดินต่อไปได้...ต้องพิถีพิถันในการบริหารที่เข้มแข็ง...เพื่อรอวัน “ท่องเที่ยวไทย” กลับมาเฟื่องฟู สดใสอีกครั้งเหมือนอดีต.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เราเที่ยวด้วยกันสกู๊ปหน้า 1โครงการเราเที่ยวด้วยกันกำลังใจโครงการกำลังใจทุจริตเราเที่ยวด้วยกันทุจริต

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564 เวลา 07:04 น.