ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    "ร่วมกตัญญู" พร้อมรับวิกฤติ มหันตภัยไวรัสร้าย "โควิด-19"

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์4 เม.ย. 2563 05:01 น.
    SHARE
    ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) พูดคุยกับ นายสมศักดิ์ ปาลวัฒน์ ผจก.มูลนิธิร่วมกตัญญู และ น.ส.สกาวรัตน์ สมสกุลรุ่งเรือง เลขาฯมูลนิธิ ในการจัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของมูลนิธิฯ เตรียมแผนรับมือวิกฤติ ไวรัส “โควิด–19” แพร่ระบาด เพื่อความปลอดภัยของอาสาสมัครฯและประชาชน.

    ถือเป็นหายนะครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ เลยทีเดียว กับการแพร่ระบาดของไวรัส “โคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019” หรือชื่ออย่างเป็นทางการขององค์การอนามัยโลก (WHO) คือ “โควิด-19” (COVID-19)

    จุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาดเกิดขึ้นที่เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อช่วงปลายปี 2019 ลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วประเทศ รวมถึงเขตปกครองพิเศษอย่าง ฮ่องกง และ มาเก๊า ตามมาด้วยประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน

    จากนั้นแพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆที่มีพลเมืองจีนเดินทางไปท่องเที่ยว และคนที่เดินทางไปยังเมืองที่มีการแพร่ระบาด ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดไปตกหนักอยู่ที่ประเทศ อิตาลี และ สหรัฐอเมริกา ที่มียอดผู้เสียชีวิตและติดเชื้อแซงทะลุหน้า จีน ประเทศต้นทางของโรคไปแบบไม่เห็นฝุ่น

    สำหรับ ประเทศไทย เอง การแพร่ระบาดของ ไวรัส “โควิด-19” ต้องเรียกว่าอยู่ในสภาพ “ขาขึ้น” ด้วยจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อนับพันคน เสียชีวิตอีกจำนวนหนึ่ง ยังไม่นับรวมผู้ต้องสงสัยและกักตัวอีกหลายหมื่นคน

    เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ฝึกการสวมใส่หน้ากากป้องกันคราบละอองฝอย กรณีช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตต้องสงสัยมีภาวะเสี่ยงติดเชื้อไวรัสร้าย.

    ทำให้ รัฐบาล ต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี 2548 มาบังคับใช้ เพื่อแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. จนถึงวันที่ 30 เม.ย.2563 ด้วยการสั่งปิดพื้นที่เสี่ยงใน กรุงเทพมหานคร และ 5 จังหวัดปริมณฑล รวม 34 ประเภท ตามมาด้วยจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ ที่ประกาศใช้มาตรการ “ห้ามทำ ให้ทำ ควรทำ” ตามอย่างกรุงเทพฯ

    แต่ดูเหมือนว่าภาพรวมทั่วประเทศ สถานการณ์การแพร่ระบาดยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่งหรือลดลง ส่งผลให้หลายจังหวัดประกาศยกระดับ “ล็อกดาวน์” ปิดจังหวัด ห้ามการเดินทางเข้าออก และเพิ่มมาตรการจำกัดเวลาการเข้าออกและใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างเข้มข้น

    แต่ด้วยคนไทยยังไม่ค่อยให้ความร่วมมือและการแพร่ระบาดยังมีอยู่ต่อเนื่อง จน รัฐบาล จำต้องประกาศ เคอร์ฟิวทั่วประเทศ ห้ามออกจากบ้านระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. เพื่อควบคุมโรคระบาดให้ได้

    เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ในชุดเครื่องแบบป้องกันเชื้อโรค ฝึกสาธิตเสมือนจริง โดยจำลองเหตุการณ์การเก็บร่างผู้เสียชีวิตที่มีสภาวะติดเชื้อโควิด-19.

    “มูลนิธิร่วมกตัญญู” เป็นอีก 1 องค์กรที่ทำงานด้านสาธารณประโยชน์และบรรเทาสาธารณภัยมายาวนาน กว่า 50 ปี ได้ตระหนักถึงภัยพิบัติ การแพร่ระบาดไวรัส “โควิด-19” ครั้งนี้

    เนื่องจากภารกิจประจำวันของมูลนิธิฯคือการให้บริการ การช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ทั้งเจ็บป่วยปกติ ไปจนถึงอุบัติเหตุและอุบัติภัยต่างๆ จึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสมรณะได้ตลอดเวลา

    ดังนั้น ดร.รัตนา สมสกุลรุ่งเรือง ประธานมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้ประสานขอความร่วมมือจาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เตรียมแผนความพร้อมการปฏิบัติภารกิจรับมือกับไวรัสร้ายนี้ไว้แต่เนิ่นๆ

    เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เรียนรู้วิธีทำความสะอาดคราบเลือดจากผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิตที่อยู่ในสภาวะเสี่ยงติดเชื้อไวรัส “โควิด-19”.

    ได้รับความร่วมมือจาก ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มาเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม โดยมี วิทยากร จากสถาบันบำราศนราดูร และ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ตลอดจน กองบริหารการสาธารณสุข (กบรส.) สนง.ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มาฝึกอบรมแนวทางการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ และเก็บร่างผู้เสียชีวิตที่ติดเชื้อหรือสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา

    แผนการบริหารจัดการสำหรับวิกฤตการณ์โรคระบาด ในครั้งนี้ ทาง มูลนิธิร่วมกตัญญู ได้จัดตั้ง ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ มี นายสมศักดิ์ ปาลวัฒน์ ผู้จัดการมูลนิธิฯ เป็นผู้บัญชาการระดับสั่งการ จัดการฝึกอบรมความรู้และความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร

    เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยจัดให้มีส่วน “สอบสวนโรค” เพิ่มขึ้นมา เพื่อคัดกรองสถานการณ์ในอันดับแรก หากเป็นเคสปกติ ที่ไม่มีความเสี่ยงเรื่องโรคติดต่อ ก็ให้ดำเนินการตามระเบียบข้อปฏิบัติในการช่วยเหลือ ปฐมพยาบาล การขนย้ายส่ง รพ.และ การจัดเก็บร่างผู้เสียชีวิตตามปกติ

    วิทยากรจากสถาบันบำราศนราดูร ให้ความรู้และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องแก่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมูลนิธิฯ ในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย.

    แต่ในกรณีที่ต้องสงสัยว่ามีภาวะเสี่ยงต่อโรค ระบาดโควิด-19 ทางมูลนิธิฯได้กำหนดให้มีมาตรการเพิ่มเติมคือรายงานเหตุผ่านศูนย์วิทยุ แจ้งประสานชุดสอบสวนโรคเดินทางไปร่วมตรวจสอบกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

    เมื่อประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยง ทางชุด ตรวจสอบโรคจะประสานแจ้ง นายสมศักดิ์ ปาลวัฒน์ ผจก.มูลนิธิฯในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ หรือผู้ที่รับมอบหมายให้เป็นผู้ออกคำสั่งการปฏิบัติ

    โดยยึดหลักเกณฑ์ PUI : Patient Under Investigations เจ้าหน้าที่ทุกนายต้องสวมใส่ชุด PPE พร้อมอุปกรณ์ เช่น หน้ากากอนามัย หน้ากากป้องกันใบหน้า ถุงมือ และชุดกันฝน เข้าปฏิบัติต่อผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ หรือผู้เสียชีวิต ในกรณีผู้เสียชีวิตการเคลื่อนย้ายจะต้องใส่ถุงซิปรวม 3 ชั้น นำส่ง สถาบันนิติเวชในแต่ละพื้นที่เพื่อทำการชันสูตรต่อไป

    หลังเสร็จสิ้นภารกิจทุกครั้ง จะใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดทุกจุดบนรถพยาบาลและรถกู้ภัยเพื่อความสะอาด.

    สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการปฏิบัติหน้าที่ในภาวะเสี่ยงแล้ว จะต้องมีการป้องกันและกำจัดเชื้อโรค โดยมีการฝึกอบรมให้ความรู้วิธีการถอดอุปกรณ์ต่างๆที่สวมใส่เพื่อนำไปทำลายอย่างถูกวิธี ป้องกันการแพร่เชื้อหรือติดเชื้อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ รวมไปถึงยานพาหนะด้วย

    เมื่อกลับถึงที่ตั้งจะมีกระบวนการตรวจสอบ และป้องกันทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจว่า ทุกคนจะปลอดภัย ห่างไกลจากโรคโควิด-19

    เพราะทุกชีวิตมีค่า เราคนไทยต้องร่วมใจกันสู้ฟันฝ่าวิกฤติไวรัสมรณะครั้งนี้ไปให้ได้.

    ทีมข่าวภูมิภาค รายงาน

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019โควิด-19ล็อกดาวน์พรก.ฉุกเฉินมูลนิธิร่วมกตัญญูไพโรจน์ บุญศิริคำชัยฝ่าวิกฤติไวรัสมรณะสุขภาพ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้