ยังไม่คลายใจ...กำลังจะพูดถึงอารมณ์ผู้คนในสังคมที่มองกันต่างความคิด หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการชุดใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาไวรัสโควิด-19มุ่งเน้นไปที่ป้องกันไม่ให้มีการชุมนุมด้วยผู้คนจำนวนมาก เพราะจะกลายเป็นรวมกลุ่มทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้ง่ายว่าไปก็คือปิดช่องทางเอาไว้ก่อนอีกทั้งการเดินทางเข้าออกเพื่อไปต่างประเทศหรือการที่คนจากนอกประเทศจะเข้ามาในไทยด้วยมาตรการที่ดูแล้วก็พอจะรับมือได้แม้ไม่ได้มีการปิดประเทศก็ตามหรือแม้กระทั่งการกำหนดให้เทศกาลสงกรานต์เลื่อนออกไปก่อนและถือว่าวันที่ 13-14-15 เม.ย.ไม่ใช่วันหยุดอันนี้เป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะมิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่และการแพร่เชื้อจะขยายวงกว้างออกไปได้ภายในช่วงเวลาจำกัดถือเป็นการสรุปในสาระสำคัญเพื่อเป็นการป้องกันนายกฯได้ยืนยันว่าสถานการณ์การระบาดของไวรัสนั้นยังอยู่ในระยะที่ 2 แม้จะคาดการณ์กันได้ว่าเข้าสู่ระยะที่ 3 แล้วรัฐบาลจึงประกาศว่ามาตรการของรัฐบาลที่ออกมานั้นเพื่อแก้ปัญหาในระยะที่ 2 จึงไม่เข้มข้นเท่าใดนักแต่ก็พร้อมที่จะประกาศความเข้มข้นเมื่อสถานการณ์ยกระดับหากเหตุการณ์รุนแรงอย่างเมือง “อู่อั่น” ของจีนเวลานี้ก็คือ “ยังไม่ปิดเมือง”–“ไม่ปิดประเทศ”หากว่ากันตามตรงประเด็นนี้มีเสียงเรียกร้องที่ค่อนข้างจะดังพอสมควร ต้องการให้รัฐบาลประกาศปิดประเทศจริงๆก็มีเหตุมีผลด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสที่รุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ เพราะเกิดขึ้นเกือบทั่วโลกจนวันนี้ศูนย์กลางได้ย้ายไปอยู่ที่ยุโรปอย่างชัดเจนแม้จุดเริ่มต้นมาจากจีน ซึ่งอยู่คนละฟากโลก และจีนได้ยกระดับการแก้ไขที่พอจะเรียกได้ว่า “เอาอยู่” แล้วแต่ยุโรปกลับทวีความรุนแรงทั้งจำนวนและผู้เสียชีวิตหรืออเมริกาเองก็กำลังเผชิญอย่างหนักไม่ต่างกันสิ่งที่เห็นก็คือการออกมาตรการที่เข้มข้นจนถึงต้องปิดเมืองปิดประเทศกันเลยทีเดียว เพราะมิฉะนั้น “เอาไม่อยู่”ไทยเองก็เช่นกัน เริ่มต้นติดอยู่ที่ตัวเลข 35 คน ที่ติดเชื้อและเสียชีวิตเพียงคนเดียวอยู่ระยะยาวพอสมควรแต่พอมาถึงระยะนี้ปรากฏพบผู้ติดเชื้อมากขึ้นๆ วันละ 30 คนเป็นอย่างน้อย เท่ากับว่าการแพร่เชื้อของไทยนั้นมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนด้วยมาตรการของรัฐที่ประกาศออกมานั้น จึงถูกมองว่าไม่เข้มข้นพอและไม่มั่นใจว่าจะป้องกันได้มากน้อยแค่ไหน จึงต้องการให้ถึงขั้นปิดประเทศ เพราะเชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดแบบว่า “เจ็บเพื่อจบ ดีกว่าจบเพื่อเจ็บ”ผมว่าไม่มีฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูก แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้นั้น ก็น่าจะมาจากเหตุผลที่รัฐบาลที่ปูพื้นสร้างความเข้าใจล่าช้าจนทำให้ผู้คนขาดข้อมูลและความเป็นไปพูดง่ายๆว่าเป็นประเด็นที่สำคัญในการสื่อสารจากรัฐถึงประชาชน อันเป็นที่มาของความไม่เชื่อถือ แม้มาตรการล่าสุดจะออกมาค่อนข้างดีก็ตาม คงต้องร้องขอคณะแพทย์ช่วยคลี่ปมทีเถอะ...“ความเชื่อถือ”...จะทำให้เขี่ยผงเข้าตาออกได้.“สายล่อฟ้า”