ย้อนความสำคัญของคำประกาศภาวะฉุกเฉิน “องค์การอนามัยโลก” หรือ WHO ที่ให้สถานการณ์ระบาดของโคโรนาไวรัส 2019 หรือย่อว่า โควิด-19 ถือเป็น “สถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” จากผลกระทบที่มียอดติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 24 ประเทศคำประกาศภาวะฉุกเฉินนี้มีผลให้ประเทศภาคีสมาชิก 194 ประเทศทั่วโลก ยกระดับมาตรการด้านสาธารณสุขในการป้องกันลดการแพร่ระบาดระหว่างประเทศ ตามบทบัญญัติกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548หลักสำคัญ...คือ ตรวจจับการระบาด หรือภัยคุกคามด้านสาธารณสุข ลดผลกระทบการเดินทางและขนส่งระหว่างประเทศ แก้ไขจาก “กฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2512” เพราะบางประเทศนำเรื่องนี้เป็นข้อกีดกันทางการค้า และใช้มาตรการรุนแรง ทั้งกักตัว ห้ามเข้าประเทศ การเลือกปฏิบัติ หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจึงจัดทำกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548 มีตัวบท 66 มาตรา กำหนดมาตรการปฏิบัติในภาคผนวก 9 ข้อ โดยเฉพาะสมรรถนะหลักการเฝ้าระวังเตรียมความพร้อม และการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ตลอดจนช่องทางเข้าออกของประเทศสมาชิก ตามเนื้อหาหนังสือ...ที่นี่มีคำตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548 ประเด็นสำคัญ...“สมรรถนะหลัก” ถือว่าเป็นขีดความสามารถในการปฏิบัติงานป้องกัน และแจ้งเตือนโรคติดต่อที่มีโอกาสแพร่ระบาดข้ามประเทศ โดยเฉพาะไข้ทรพิษ โปลิโอมัยอิลัยตีส ไข้หวัดใหญ่ในคนสายพันธุ์ใหม่ และซาร์ส (SARS) ต้องแจ้งองค์การอนามัยโลกใน 24 ชั่วโมง...ซึ่งภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ จากการแพร่ระบาดโรคระหว่างประเทศนี้ ต้องเข้าเงื่อนไข 2 ใน 4 ข้อ คือ...1.มีผลกระทบด้านสาธารณสุขรุนแรง 2.เหตุผิดปกติไม่คาดคิดมาก่อน 3.มีความเสี่ยงสูง แพร่ระบาดข้ามประเทศ และ 4. มีความเสี่ยงสูงต้องจำกัดการเดินทาง หรือการค้าระหว่างประเทศที่ผ่านมา...มีคำประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ตั้งแต่ “โรคซาร์ส” เริ่มเกิดขึ้นที่ฮ่องกง “ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009” ที่ระบาดทั่วโลก “โรคไข้หวัดนก H5N1 ในคน” ระบาดในหลายประเทศ “การระบาดเชื้อแบคทีเรียอีโคไลชนิดรุนแรง สายพันธุ์ O104 : H4” เริ่มเกิดขึ้นในเยอรมนี กรณีนมผงปนเปื้อนเมลามีนจากจีน ที่ส่งออกไปขายในหลายประเทศ การปนเปื้อนกัมมันตรังสี จากกรณีการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ประเทศญี่ปุ่น การระบาดของการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ที่เริ่มเกิดขึ้นที่ซาอุดีอาระเบีย โรคโปลิโอ Wild type ที่ยังคงระบาดอยู่ในหลายประเทศ เช่น บังกลาเทศ ซีเรีย ซูดานทว่า...“ประเทศไทย” เป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลก ในปี 2550 ครม.เห็นชอบให้กระทรวงสาธารณสุขทำแผนงานด้านกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548 มี 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่หนึ่ง...พัฒนาสมรรถนะหน่วยงานกับระบบเฝ้าระวังโรค และภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพตรวจจับความผิดปกติยุทธศาสตร์ที่สอง...พัฒนาห้องปฏิบัติการทุกระดับให้สามารถตรวจวินิจฉัยเชื้อโรค สารเคมี กัมมันตรังสี ยุทธศาสตร์ที่สาม...พัฒนาช่องทางเข้าออกประเทศตามข้อกำหนดอย่างน้อย 18 แห่ง ยุทธศาสตร์ที่สี่...พัฒนาการประสานงานในการปฏิบัติบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอีกทั้งยังมีทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ตั้งแต่ระดับ ประเทศ เขต จังหวัด อำเภอ ในการเฝ้าระวังเหตุการณ์ความผิดปกติของโรค และภัยสุขภาพในชุมชน และควบคุมโรค ในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โรคไข้หวัดนกในคน โรคมือเท้าปากในประเทศกัมพูชาและประเทศไทย การระบาดแบคทีเรียอีโคไลชนิดรุนแรงรวมทั้งกรณีนมผงปนเปื้อนสารเมลามีนจากประเทศจีน ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบทางอ้อมการระบาดของการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีการพัฒนาเครือข่ายและสมรรถนะของห้องปฏิบัติการในหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข การพัฒนาสมรรถนะของช่องทางเข้าออกประเทศ ทั้งที่เป็นท่าอากาศยาน ท่าเรือ และด่านพรมแดน 18 แห่งมาตลอดหนำซ้ำ...ยังมี พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ที่เป็นเครื่องมือด้านกฎหมาย ในการเฝ้าระวัง สอบสวน ป้องกันควบคุมโรคติดต่ออันตราย โรคระบาด ที่เป็นกลไกดำเนินงาน มีทั้งระดับประเทศ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่โดยเฉพาะกรณีมีเหตุ...“จำเป็นเร่งด่วน” เพื่อป้องกันการแพร่โรคติดต่ออันตราย หรือโรคระบาด ให้ผู้ว่าฯ หรือ ผู้ว่าฯ กทม. มีอำนาจในพื้นที่ความรับผิดชอบ “สั่งปิด”...ตลาด สถานที่ประกอบการ หรือจำหน่ายอาหาร สถานที่ผลิต หรือจำหน่ายเครื่องดื่มโรงงาน สถานที่ชุมนุมชน โรงมหรสพ สถานศึกษา หรือสถานที่อื่นใดไว้เป็นการชั่วคราวสิ่งสำคัญ...มีอำนาจสั่งให้ผู้เป็นหรือผู้ต้องสงสัย หยุดประกอบอาชีพชั่วคราว หรือสั่งห้าม เข้าไปในสถานที่ชุมนุมชน โรงมหรสพ สถานศึกษา สถานที่อื่นใด เว้นได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อหากไม่ปฏิบัติตามอาจต้องมีโทษทั้งจำคุกหรือปรับ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 นี้ตามมาตรการรับมือโรคอุบัติใหม่นี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หน.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสภากาชาดไทย และ ผอ.ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้า และอบรมไวรัสสัตว์สู่คน มองว่า การระงับเชื้อไวรัสโคโรนานี้ไม่สามารถป้องกันสกัดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาคัดกรองไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดระหว่างประเทศกันอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตามพรมแดน และบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข คือ “บุคคลปิดทองหลังพระ” ต่างทุ่มเทเสียสละ แรงกาย แรงใจ ระดมสรรพ-กำลัง ระดมสมอง ระดมเทคโนโลยีต่างๆ สนับสนุนในการค้นหาและคัดกรองตรวจหาตัวอย่างเชื้อไวรัสโคโรนามากกว่า 1,000 ตัวอย่างต่อวัน อีกทั้งในจังหวัดแหล่งท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต่างรับบทหนักมาก ต้องทำงานตลอด 24 ชม.เพราะนักท่องเที่ยวมีไข้หวัดธรรมดา ก็มีความสงสัยตัวเองติดเชื้อไวรัสโคโรนา ต่างแห่เข้าตรวจคัดกรองมากมายทั้งหมดนี้ คือ มาตรการของภาครัฐในการรับมือเฝ้าระวัง “ไวรัสโคโรนา 2019” อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดตามรูปแบบของการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินให้ทันท่วงที ในการสร้างความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือให้กับประชาชนสิ่งสำคัญ...รัฐบาลไทยต่างเร่งทำงานป้องกันการระบาดของไวรัสโคโรนา ที่แข่งกับเวลากันอย่างหนัก ในการรายงานสถานการณ์อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมาให้รวดเร็วที่สุด เพื่อเป็นการชี้แจงกระบวนการดำเนินงานทุกขั้นตอนให้ได้มาตรฐานระดับสากล สร้างความเชื่อมั่นให้กับคนทั่วโลกแม้ว่า...“ประเทศไทย” มีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศแรกๆ เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่การควบคุมสถานการณ์ได้ดี ในอนาคตหากมีไวรัสแปลกประหลาดเกิดขึ้นอีก เชื่อว่าต่างชาติก็เข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทยเช่นเดิม เพราะมีความเชื่อมั่นในมาตรการป้องกันของการแพร่ระบาด ที่พร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่อยู่เสมอจริงๆแล้ว...มีมาตรการป้องกันโรคอุบัติใหม่ เทียบเท่าระดับสากลด้วยซ้ำ ตั้งแต่การรับมือระบาดโรคอีโบลา (Ebola) โรคซาร์ส (SARS) โรคเมอร์ส (MERS) โดยเฉพาะปี 2009 เกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอช 1 เอ็น 1 ต่างมีการบูรณาการทุกภาคส่วน รวมถึงมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย มีการสนับสนุนกันซึ่งกันและกันการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เป็นการให้อำนาจขอบเขต หรือสิทธิการปฏิบัติแต่ละประเทศ สามารถดำเนินการได้ตามบริบทความเหมาะสมของประเทศนั้น เพราะมีปัจจัย อุปสรรค และความพร้อมไม่เท่ากัน หากประเทศใดมีมาตรการที่สูงกว่าก็ดำเนินการได้เช่นกัน...จริงแล้ว...ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องอาศัยการประกาศขององค์การอนามัยโลกด้วยซ้ำ เพราะมี พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ซึ่งสามารถประกาศใช้มาตรการป้องกันโรคติดต่อเองเลยก็ได้ แม้การปฏิบัติป้องกันไวรัสโคโรนา ก็มีลักษณะรูปแบบตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 แต่ยังไม่มีออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนเท่านั้น...ทั้งหมดนี้คือการสร้างโครงข่าย และมาตรการที่มีอยู่ สามารถคุ้มกันให้ประเทศไทยมีความปลอดภัยจากโรคระบาดตลอดมา...