เป็นครั้งแรกของการเชื่อมโยงข้อมูลระบบสารสนเทศโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ทั้งศาล อัยการ ตำรวจ ถือเป็นเรื่องที่ดี ประชาชนได้รับประโยชน์ ตอบโจทย์ในยุคไทยแลนด์ 4.0แต่ก่อนแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ คดีเดียวกันผู้ต้องหาคนเดียวกัน พนักงานสอบสวนพิมพ์ข้อมูลคดีในระบบ CRIMES พอส่งสำนวนให้อัยการ เจ้าหน้าที่คดีของอัยการพิมพ์ข้อมูลเดียวกันลงในระบบ ก่อนที่อัยการจะมีความเห็นทางคดีส่งสำนวนไปยังศาล เจ้าหน้าที่ต้องพิมพ์ข้อมูลคดีเดียวกันลงในระบบของศาลยุติธรรมบางคดีเป็นเรื่องง่ายๆ คดีน่าจะจบเร็ว ต้องรอกระบวนการทางธุรการ ทำให้ตัดสินคดีที่ล่าช้า ทั้งที่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมทำงานกันรวดเร็ว แต่คดีล่าช้า เพราะระบบข้อมูลสารสนเทศไม่เอื้ออำนวยความล่าช้าของคดีผลกระทบตกอยู่ที่พี่น้องประชาชนในกระบวนการยุติธรรมความล่าช้าคือ ความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง กระบวนยุติธรรมถูกประชาชนต่อว่าทำคดีล่าช้า ทั้งที่เจ้าหน้าที่ทำงานกันอย่างรวดเร็ว แต่ติดปัญหาที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มอบให้ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. เชี่ยวชาญงานบริหารและระบบงานตำรวจ ประสานทำข้อตกลงเชื่อมข้อมูลของตำรวจ อัยการ ศาลให้เป็นระบบเดียวกันเพื่อยกระดับการให้บริการ แก้ปัญหาการทำคดีล่าช้านายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม นายเชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ รองอัยการสูงสุด และ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการเชื่อมโยงข้อมูลสารบบคดีกระบวนการยุติธรรม โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ในการยื่นฟ้องคดีและพิจารณาคดีอาญาตั้งแต่ชั้นตำรวจ อัยการ และศาล ระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อลดระยะเวลาและความซ้ำซ้อนในการบันทึกข้อมูลของเจ้าหน้าที่และยังทำให้กระบวนการยื่นฟ้องคดี พิจารณาคดี พิพากษาคดีแล้วเสร็จด้วยความรวดเร็ว ถูกต้องสมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพ นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า “เดิมทีเมื่อมีการฟ้องคดีกับศาลแขวงหรือศาลจังหวัดที่มีอำนาจพิจารณา คดีศาลแขวงในคดีอาญา โดยเฉพาะคดีฟ้องด้วยวาจา เจ้าหน้าที่จะต้องบันทึกข้อมูลตั้งต้นที่อัยการโดยตำรวจนำมาฟ้องต่อศาล เช่น ข้อมูลฟ้องทั่วไป ข้อมูลจำเลย บันทึกจับกุมทำให้เจ้าหน้าที่เสียเวลาบันทึกข้อมูลเป็นจำนวนมาก ทำให้คดีที่ควรจะตัดสินได้รวดเร็วกลับต้องเสียเวลารอการบันทึกข้อมูลเข้าระบบ มีผลทำให้จำเลย ตำรวจ เจ้าหน้าที่ศาล และผู้พิพากษาเวรชี้ต้องรอนาน ทั้งที่ข้อมูลทั้งหมดมาจากอัยการเป็นผู้บันทึกข้อมูลแล้วพิมพ์ออกจากระบบเพื่อนำมาฟ้องต่อศาล”เป็นแนวความคิดที่ร่วมกันว่า จะทำอย่างไรเพื่อจะแก้ปัญหาระบบการทำงาน ความล่าช้านี้ สำนักงานศาลยุติธรรมได้ร่วมมือกับสำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศึกษาการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ในการยื่นฟ้องคดีและการพิจารณาคดีอาญาตั้งแต่ ชั้นตำรวจ อัยการ และศาลโดยการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศจากระบบ CRIMES ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตำรวจสามารถบันทึกข้อมูลทางคดีเข้าสู่ระบบและเชื่อมโยงข้อมูลไปยังระบบและฐานข้อมูลของสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อที่อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง ข้อมูลทางคดีจะถูกส่งต่อเข้ามายังระบบและฐานข้อมูลศาล ผ่านเทคโนโลยี Web Service และคำฟ้องของอัยการจะถูกส่งกลับมาที่ศาล ผ่านช่องทางระบบอิเล็กทรอนิกส์หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เชื่อมโยงต่อกันได้ อัยการหรือศาลสามารถนำข้อมูลทางคดีของตำรวจไปใช้ในการทำความเห็นทางคดี ทำเป็นคำพิพากษาได้โดยไม่ต้องพิมพ์ใหม่การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตำรวจ อัยการ ศาล ลดระยะเวลา ความซ้ำซ้อนในการบันทึกข้อมูล ทำให้กระบวนการยื่นฟ้องคดีและการพิจารณาพิพากษาคดีแล้วเสร็จด้วยความรวดเร็ว ถูกต้องสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพ อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนรวดเร็ว โดยเฉพาะคดีอาญาที่ฟ้องด้วยวาจา มีอัตราโทษไม่สูงการเชื่อมโยงข้อมูลสารบบคดีกระบวนการยุติธรรมโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการยื่นฟ้องคดีและพิจารณาคดีอาญา จะดำเนินการพร้อมกันในศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดและศาลแขวงทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ข้อมูลระบบสารสนเทศของกระบวนการยุติธรรมจะถูกเชื่อมต่อโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ทั้งศาล อัยการ ตำรวจ เชื่อมต่อข้อมูลกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ เช่น กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ นำมาใช้ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม หรือแก้ปัญหานำบุคคลอื่นมารับโทษแทนได้ที่สำคัญที่สุดประชาชนจะได้ประโยชน์ ตรวจสอบสถานะทางคดีของตนเองได้ว่า อยู่ในกระบวนการขั้นตอนไหน ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ไม่ สามารถรู้ได้เลยว่าคดีของตัวเองคืบหน้าไปถึงไหน ต้องก้มหน้าก้มตารอเป็นวันๆพล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “การเชื่อมโยงข้อมูลสารบบในคดีของกระบวนการยุติธรรมระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถือเป็นจุดเริ่มต้น เป็นนิมิตหมายที่ดีในการบูรณาการข้อมูลในระบบสารสนเทศของแต่ละหน่วยงาน นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชน สามารถลดขั้นตอนทางธุรการ ลดเวลา ความซ้ำซ้อนของการบันทึกข้อมูล ทำให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ ทั้งหน่วยงานอัยการ และศาล สามารถใช้ข้อมูลทางคดีของตำรวจที่บันทึกโดยระบบ CRIMES ส่วนตำรวจได้ประโยชน์จากข้อมูลทางคดีของอัยการ และศาล”“ที่สำคัญการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ครั้งนี้มาใช้ในการบริหาร การวางแผน ทำงาน และการลงนามในครั้งนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นของกระบวนการยุติธรรมด้วยทั้งกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ สำหรับหน่วยงานอื่นๆ ตำรวจก็มีการเชื่อมข้อมูลบางส่วนแล้ว เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กรมการขนส่ง และจะมีการพัฒนาการเชื่อมข้อมูลกับหน่วยงานของรัฐอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ยกระดับการดูแลพี่น้องประชาชน”เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ผู้บริหารของทั้งสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีวิสัยทัศน์ เปิดโลกกว้าง ลงนามข้อตกลงเชื่อมข้อมูลในระบบ ช่วยให้การทำงานในกระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะงานตำรวจ พล.ต.ท.ปิยะ ที่ผ่านการบริหารมาหลายหน่วยรู้ดีว่ายิ่งมีข้อมูลดีๆ ยิ่งทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ ตำรวจจะได้นำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการทำงานพล.ต.ท.ปิยะกำลังพาตำรวจไทยยุค 4.0 ทำงานร่วมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอำนวยความยุติธรรมให้พี่น้องคนไทย ตามสโลแกนตำรวจที่ว่า...เราอยู่ไหน ประชาอุ่นใจทั่วกัน.ทีมข่าวอาชญากรรม