ข่าว
100 year

ถอดรหัสคิดแบบ “กำพล วัชรพล” เส้นทางสามัญชน บุคคลสำคัญของโลกสร้าง “ไทยรัฐ-การศึกษา”

ไทยรัฐออนไลน์14 ส.ค. 2562 10:32 น.
SHARE

ในการเฉลิมฉลอง “องค์การยูเนสโก” ประกาศเกียรติคุณยกย่อง “นายกําพล วัชรพล” อดีตผู้อํานวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และผู้ก่อตั้งโครงการโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเพื่อชุมชนในชนบท จํานวน 111 แห่งเป็น “บุคคลสําคัญของโลก” ผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษาและสื่อสารมวลชน ระหว่างปี 2561 - 2562 เเละเปิด “พิพิธภัณฑ์นายกำพล วัชรพล” ในวันที่ 19 ส.ค. 62 โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ รักษาการประธานองคมนตรี ผู้แทนพระองค์เป็นประธานในงาน

เพื่อให้ชีวิตและผลงานของนายกําพล วัชรพล เป็นแบบอย่างของผู้ที่มีความมุ่งมั่น พากเพียรให้บรรลุเป้าหมาย พร้อมอุทิศตนสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ ไทยรัฐออนไลน์จึงรวบรวม ถอดรหัสคิดแบบ “กำพล วัชรพล” เส้นทางสามัญชน บุคคลสำคัญของโลกสร้าง “ไทยรัฐ-การศึกษา” ไว้ ณ โอกาสนี้ ....

ถึงแม้นายกำพล วัชรพล ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐคนแรก (ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2505-21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539) จะล่วงลับไปแล้วหลายสิบปี แต่คุณงามความดีที่สร้างไว้ ยังคงเป็นตำนานให้เล่าขานจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะผลงานสร้างสรรค์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่มุ่งมั่นทำหน้าที่สื่อสารมวลชน เป็นปากเป็นเสียงให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคม ต่อสู้เรียกร้องความไม่เป็นธรรมต่างๆ ให้กับสังคม เป็นที่พึ่งประชาชน ดังแนวคิดของนายกำพลที่เคยให้ไว้ จากปรัชญาศิลาจารึกสลักตัวหนังสือสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่ตั้งอยู่คู่รูปปั้นของ นายกำพล ในพิพิธภัณฑ์ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เขียนไว้ว่า

"หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนี้ดีหลาย เป็นที่พึ่งที่พาไพร่ฟ้าหน้าปก กลางบ้านกลางเมือง เจ็บท้องข้องใจ ฝูงท่วยบ่ต้องลั่นกระดิ่งแล"

กว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในไทย และบรรดาประเทศในภูมิภาคอาเซียน คือ วันละ 1 ล้านฉบับนั้น นายมานิจ สุขสมจิตร บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและกรรมการบริหารมูลนิธิไทยรัฐในปัจจุบัน ผู้ที่ได้ทำงานใกล้ชิดนายกำพล มาตั้งแต่ พ.ศ. 2503 เล่าว่า แม้นายกำพล จะได้รับการศึกษาจนจบภาคบังคับชั้น ป.4 แต่มีสมองอันปราดเปรื่อง มีความเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ อดทนและอดออม ขยันขันแข็ง และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ก็ทำให้ก้าวสู่อันดับหนึ่งในวงการสื่อสารมวลชน

ไทยรัฐเป็นพี่ใหญ่ ต้องดูแล เกื้อกูลกัน

คำสอนในเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของนายกำพล ที่สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งนายมานิจได้เรียนรู้ เพราะมีโอาสได้อยู่เคียงข้างนายกำพลตอนเริ่มขายหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในยุคแรกๆ ต้องส่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐโดยการใช้บริการ “รวมห่อ” ที่หัวลำโพง 4 เจ้า แล้วจึงนำขึ้นรถไฟ 2 วันไปขายต่างจังหวัด ต่อมานายกำพลมองว่าหนังสือพิมพ์ถึงมือผู้อ่านช้า จึงลงทุนซื้อรถเพื่อส่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเอง โดยเอื้อเฟื้อหนังสือพิมพ์เล็กๆ ให้ส่งพร้อมกันฟรี โดยให้เหตุผลว่า “ไทยรัฐเป็นพี่ใหญ่ต้องดูแลคนอื่น ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน เกื้อกูลกัน ใครยังเล็กก็ต้องช่วยอุ้มชูกัน”

ความมีน้ำใจของนายกำพล คือ หลักในการดำรงชีวิตอย่างหนึ่งที่นายกำพลถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมาตลอดชีวิตการก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และต้องทำเสมอโดยเฉพาะในเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โดยยึดมั่นสุภาษิตที่ว่า “ถึงแม้มันจะใช่ญาติ เป็นชาติ เป็นเชื้อ ถ้าไม่เอื้อเฟื้อมันก็ไม่ใช่ญาติ แม้ว่าจะไม่ใช่ญาติชาติเชื้อ แต่ถ้าเอื้อเฟื้อมันก็เหมือนญาติ”

นายกำพล มักกล่าวอยู่เสมอ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐอยู่ได้ด้วยศรัทธาของประชาชน ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสก็ควรจะตอบแทนประชาชน ผู้มีอุปการะ โดยในยามประเทศไทยเกิดเหตุอุทกภัยต่างๆ ก็รวบรวมทรัพย์ สิ่งของส่งไปช่วยพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยพิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยการเป็นผู้นำในการบริจาคและลงมือจัดสิ่งของช่วยเหลือด้วยตนเอง อาทิ น้ำท่วม จ.เชียงราย ต่อมาเกิดพายุเกย์ถล่มที่ จ.ชุมพร มีคนตายเป็นร้อย โรงเรียนพังหลายแห่ง ก็จัดขบวนรถบรรทุกสิบล้อ 10 คัน ทุกๆ 2 วัน นำสิ่งของไปแจกและช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากทุนทรัพย์ของนายกำพล และชาวบ้านร่วมบริจาค อีกทั้งนายกำพลยังนำเงินสดหลายล้านบาทใส่ถุงบรรจุไปพร้อมรถ นำไปบริจาคด้วย

การตอบแทนประชาชนที่ได้รับการกล่าวขวัญสรรเสริญยกย่องไปทั่วทุกสารทิศนั้นได้แก่ การอุทิศเงินสร้างโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ให้กับเยาวชนในชนบทที่ห่างไกลความเจริญเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2513 ที่จังหวัดลพบุรีเป็นแห่งแรก จนครบ 101 ตามที่ตั้งใจไว้... “ผมได้เรียนรู้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีน้ำใจที่ควรให้แก่คนอื่น เรียนรู้วิธีคิดของ ผอ.กำพล แม้จะเรียนหนังสือมาน้อย ก็คิดไปไกล ผอ.กำพล มองว่าการศึกษาเป็นการสร้างคน สร้างคนมาแล้วไปสร้างประเทศเท่ากับเรามีส่วนสร้างประเทศด้วย และการที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเติบโตมาจนเป็นหนังสือพิมพ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในอาเซียน ถึงวันละ 1 ล้านฉบับก็เพราะประชาชนช่วยกันโอบอุ้ม ผอ.กำพล ก็ตอบแทนสังคมด้วยการศึกษา” นายมานิจกล่าว

“กำพล วัชรพล” จากทหารเกณฑ์ สู่ ผอ.นสพ.ไทยรัฐ

เส้นทาง นายกำพล ที่ผันตัวเริ่มต้นเข้าสู่วงการสิ่งพิมพ์ หลังจากเป็นทหารเกณฑ์ เมื่อ พ.ศ.2483 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อหมดเวลาประจำการทหารเรือจึงสมัครเข้ารับราชการเรือเป็นลูกประดู่เต็มตัว ประจำเรือรบหลวงสีชัง เมื่อพ.ศ. 2491 จากนั้นได้ลาออกจากทหารเรือ สมัครเข้าทำงานหนังสือพิมพ์ “หลักไทย” มีนายเลิศ อัศเวศน์ เป็นบรรณาธิการ มอบหน้าที่ให้นายกำพลขึ้นรถเมล์ไปรวบรวมข่าวแจกที่กรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์) สมัยเมื่อยังตั้งอยู่ที่เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา ถนนราชดำเนินกลาง มีรายได้ในการดำรงชีพจากค่านายหน้าในการหาแจ้งความ (โฆษณา) มาลงหนังสือพิมพ์ ไม่นานนักนายกำพล กับ นายเลิศ ได้นำสารคดีเรื่อง ‘นรกใต้ดินไทย’ ไปเสนอขายที่สำนักพิมพ์ เมื่อตกลงเรื่องราคากันไม่ได้ จึงมาลงทุนพิมพ์ขายเอง ได้เงินมา 6,000 บาท เงิน 6,000 บาทนี้ได้กลายเป็นต้นทุนในการทำนิตยสารรายสัปดาห์ชื่อ "ข่าวภาพ" เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2493

ต่อมานายกำพลได้ปรับเปลี่ยนเป็นหนังสือพิมพ์ราย 3 วัน แล้วพัฒนาเป็นหนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพรายวัน” มี 12 หน้า ขายฉบับละ 50 สตางค์ พิมพ์วันละ 3 พันฉบับ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2495

แต่หนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายวันออกจำหน่ายได้ 5 ปีเศษ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กระทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 สั่งปิดหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งหนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายวันด้วย นายกำพลจึงไปเช่าหัว (ชื่อ) หนังสือพิมพ์ “เสียงอ่างทอง” ซึ่งออกที่จังหวัดอ่างทองมาออกในกรุงเทพมหานคร จัดทำโดยคณะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ 'ข่าวภาพรายวัน' เมื่อหนังสือพิมพ์เสียงอ่างทองได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ เจ้าของหัวได้ขอคืน นายกำพลจึงได้ออก “หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ซึ่งได้เตรียมซื้อหัวไว้ก่อนหน้านี้ จัดทำโดยกองบรรณาธิการเสียงอ่างทอง เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2505

มีนโยบายเสนอข่าวเรื่องที่ประชาชนสนใจ (Human interest) ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และปกป้องดูแลผลประโยชน์ของประชาชนโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสและคนยากไร้โดยไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงได้รับความนิยมจากผู้อ่านมากขึ้น

ใจกว้าง มีเมตตา ส่งเสริมเรียนเพิ่มศักยภาพ

เมื่อจำนวนจำหน่ายหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพิ่มมากขึ้น มีคนทำงานมากขึ้น ส่งผลให้สำนักงานในซอยวรพงษ์ ถนนสามเสน คับแคบ นายกำพลจึงย้ายสำนักงานมาอยู่ ณ ที่ปัจจุบัน ซึ่งในอดีตเป็นท้องทุ่งนาข้าว มีเพียงแนวถนนสายกรุงเทพ-สระบุรี (ซึ่งต่อมาคือถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ และเปลี่ยนชื่อเป็นถนนวิภาวดีรังสิตในที่สุด) สร้างอาณาจักรเป็นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดแบบค่อยเป็นค่อยไปตามหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มีเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยที่สุด โดยนายกำพลเดินทางไปดูแท่นพิมพ์ที่เยอรมนี และปฏิรูปการส่งหนังสือพิมพ์ไปขายต่างจังหวัดด้วยการซื้อรถยนต์บรรทุกมาขนส่งหนังสือพิมพ์เองทั่วประเทศ แทนที่จะอาศัยบริการ "รวมห่อ" ซึ่งล่าช้ากว่าหนังสือจะถึงมือผู้อ่านก็เมื่อเวลาเลยไป 2-3 วัน

นอกจากนี้ นายกำพล ยังได้ปฏิวัติระบบการเรียงพิมพ์ จากการเรียงพิมพ์ด้วยมือมาเป็นการเรียงพิมพ์ด้วยแสง พัฒนาจนมาถึงการเรียงพิมพ์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ซึ่งในวิวัฒนาการผลิตจากเรียงพิมพ์ด้วยมือมาเรียงพิมพ์ด้วยแสง ขณะนั้นพนักงานส่วนมากเป็นผู้หญิง 40-50 คน นายกำพลบอกช่างเรียงพิมพ์มือ จะเปลี่ยนระบบเรียงพิมพ์ด้วยแสง โดยห้ามไม่ให้พนักงานลาออก เสนอให้พนักงานคนใดอยากเปลี่ยนมาเรียงพิมพ์ด้วยแสง ให้ไปหัดเรียนพิมพ์ดีด หากไม่สมัครเรียนพิมพ์ดีด เพราะไม่อยากทำงานเรียงด้วยแสง ก็ให้โอกาสเลือกทำอาชีพอะไรก็ได้ในโรงพิมพ์ตามความรู้ที่มี

เสนอข่าวเพื่อสังคม ส่งผลครองใจผู้อ่านทั่วไทย และทั่วโลก

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐจำหน่ายวันละ 6 กรอบ (edition) วางตลาดตามภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน และต่างประเทศที่มีคนไทยอาศัยอยู่ เช่น นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น จำนวนจำหน่ายวันละ 1 ล้านฉบับ นับว่ามากที่สุดในบรรดาหนังสือพิมพ์ในประเทศภูมิภาคอาเซียน จะเป็นรองก็แต่หนังสือพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีนเท่านั้น

ด้วยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมีนโยบายในการเสนอข่าวและเรื่องที่ประชาชนสนใจ (Human interest) ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และปกป้องดูแลผลประโยชน์ของประชาชนโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสและคนยากไร้โดยไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงได้รับความนิยมจากผู้อ่านมากขึ้น และทำงานเพื่อสังคมมากมายหลายประการ ทั้งในยามปกติและยามที่ประชาชนประสบภัยธรรมชาติ อีกทั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ยังเป็นแหล่งฝึกงานของนักศึกษาวิชาวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ หลายมหาวิทยาลัย เป็นที่ศึกษาดูงานของนักเรียนนักศึกษาและนักหนังสือพิมพ์ในประเทศภูมิภาคอาเซียนตลอดเวลา

อีกทั้งผลงานต่างๆ ของนายกำพล ที่ส่งเสริมการศึกษาผ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐนี้เอง ทำให้ได้รับการยกย่องไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ขณะที่นายกำพลยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้มีการประชุมใหญ่นักหนังสือพิมพ์ทั่วโลกที่ประเทศบราซิล ในที่ประชุม นายฮิเดอิ ซากาตะ ผู้แทนสมาคมเจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น (Nihon Shimbun Kyokai-NSK) ได้กล่าวสดุดีนายกำพลต่อที่ประชุมว่า เป็นคนเดียวและหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ได้อุทิศเงินเพื่อการศึกษามากที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา และถ้าหากนายกำพลจะเอากำไรที่ได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ไปใช้ส่วนตัวจนหมด หรือแบ่งให้คนทำงานบ้างก็ไม่มีใครว่าอะไร

สร้าง ร.ร.ไทยรัฐวิทยา หลอมคนดี มีคุณธรรม รับใช้ชาติ

“หนังสือพิมพ์นั้นอยู่ได้ด้วยศรัทธาของประชาชน ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสก็ควรจะตอบแทนประชาชน”

จากปณิธานของ นายกำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (นับตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2505) ได้กล่าวไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ และมักปรารภกับผู้ใกล้ชิดอยู่เสมอว่า ประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองกว่าที่เป็นอยู่ จำเป็นต้องส่งเสริมการศึกษาด้วยการสร้างคนและให้คนมาสร้างประเทศ

หลังหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเติบโตมาได้ 7 ปี ซึ่งตัวเขาเองนั้นมาจากครอบครัวยากจนใน จ.สมุทรสาคร เมื่อพอมีฐานะบ้าง และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้รับความนิยมและการสนับสนุนจากประชาชนทั้งประเทศ จากการที่มีนโยบายในการเสนอข่าวและความเห็นที่ประชาชนสนใจ (Human interest) ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และปกป้องดูแลผลประโยชน์ของประชาชนโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสและคนยากไร้โดยไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“ผอ.กำพล” จึงคิดตอบแทนประชาชนด้วยการไปสร้างโรงเรียนตามโครงการโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเพื่อชุมชนในชนบทที่ทุรกันดาร และห่างไกลความเจริญ ให้ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนดี ครูดี และอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ดี มีอาหารกลางวันกินอิ่มท้อง เช่นเดียวกับนักเรียนในเมืองใหญ่ โดยมีภูมิหลังในวัยเด็กของเขาเป็นอีกหนึ่งปณิธาน

ผมเรียนมาน้อย ต้องทำมาหากินตั้งแต่เด็ก พอมีฐานะขึ้นจึงอยากสนับสนุนการศึกษาช่วยให้เด็กยากจนได้มีโอกาส”

โรงเรียนไทยรัฐวิทยาหลังแรกจึงเกิดขึ้นที่จังหวัดลพบุรี เมื่อ พ.ศ. 2512 ในชื่อ “โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 1” เหตุที่ใช้ชื่อ “ไทยรัฐวิทยา” ไม่ใช่ต้องการจะโฆษณาประชาสัมพันธ์ขายหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แต่ต้องการให้มีความผูกพันกับคนไทยรัฐรุ่นหลังๆ ที่ยังอยู่

และไม่เพียงแต่สร้างโรงเรียนเท่านั้น นายกำพลยังติดตามดูแลและให้การช่วยเหลือ สนับสนุนโรงเรียนไทยรัฐวิทยา โดยก่อตั้ง “มูลนิธิไทยรัฐ” เมื่อคราวฉลองอายุครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2522 เพื่อให้มูลนิธิฯ ทำหน้าที่ดูแลโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั้งหลาย ทั้งเรื่องอาหารกลางวัน อุปกรณ์การเรียนการสอน การพัฒนาครู พัฒนาอาคารสถานที่และอื่นๆ ซึ่งต่อมาได้มีประกาศของกระทรวงการคลัง ให้มูลนิธิไทยรัฐ เป็นองค์การสาธารณกุศล ได้รับการยกเว้นภาษี อยู่ในลำดับที่ 365 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2542

“ผมเห็นใครต่อใครเขาสร้างโรงเรียนแล้วปล่อยปละละเลย ผมไม่อยากให้โรงเรียนไทยรัฐวิทยาเป็นอย่างนั้น จึงตั้งมูลนิธิไทยรัฐขึ้นมาให้มูลนิธิไปดูแลโรงเรียนและช่วยพัฒนาโรงเรียน” นายกำพลเคยปรารภไว้

ภายในเวลา 30 ปี นายกำพลใช้จ่ายเงินประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการสร้างโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ สะท้อนถึงคติพจน์และความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าของนายกำพลที่ส่งเสริมการศึกษาให้กับผู้ด้อยโอกาสอย่างจริงจัง จนถึงโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 101 อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด ในเดือน ก.ค. 2539 นับเป็นโรงเรียนวาระสุดท้ายในชีวิต นายกำพล วัชรพล ซึ่งถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2539 สิริอายุ 76 ปี 1 เดือน 25 วัน

หลัง ผอ.กำพล วัชรพล ถึงแก่อนิจกรรม คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล ภรรยา พร้อมลูกหลาน ตั้งใจและมุ่งมั่นสานต่อปณิธาน ดูแลโรงเรียนไทยรัฐวิทยาที่นายกำพลสร้างไว้ด้วยกำลังใจและกำลังทรัพย์ที่เข้มแข็ง อุปการะ เกื้อหนุนดูแลนักเรียนจำนวน 30,000 คนทั้ง 101 โรงเรียนให้เป็นไปตามที่นายกำพลตั้งใจไว้ คือ โรงเรียนไทยรัฐวิทยาเป็นโรงหลอมคนดีที่มีทั้งคุณธรรมและคุณภาพอออกไปรับใช้ประเทศชาติ

ดังที่ ผอ.กำพล ได้ให้แนวทางการเรียนการสอนนักเรียนกับคณะทำงานโรงเรียนไทยรัฐวิทยาว่า นอกจากจะให้เรียนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังอยากจะเพิ่มเติมให้โรงเรียนไทยรัฐวิทยาเป็นแหล่งบ่มเพาะคนดีออกไปสู่สังคม โดยกล่าวว่า “อยากขอความร่วมมือครูทั้งหลาย ให้สอนเด็กให้เป็นคนดี ต่อไปภายหน้า ถ้าพบคนดีๆ ทำประโยชน์แก่สังคมที่ไหน และถ้าถามและได้รับคำตอบว่าเมื่อเล็กๆ เคยเรียนที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยาแล้ว ผมจะมีความสุขมาก”

แม้ ผอ.กำพล ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว 22 ปี แต่คติพจน์ และคุณงามความดีที่สร้าง “โรงเรียนไทยรัฐวิทยา” ไว้ให้เยาวชนไทย จะเป็นตำนานในหน้าประวัติศาสตร์ของไทย และเป็น “ต้นแบบ” ของสามัญชนที่จุดประกายในการคืนกำไรกลับสู่สังคมให้องค์กรเอกชนอื่นๆ เดินรอยตาม

ยูเนสโก ยกย่อง “กำพล วัชรพล” เป็นบุคคลสำคัญของโลก

ด้วยความตั้งใจเพื่อการศึกษาของนายกำพล คือ การสร้างโรงเรียนไทยรัฐวิทยา จำนวน 101 แห่งทั่วภูมิภาคของไทย ซึ่งนายกำพล กล่าวอยู่เสมอกับนายมานิจว่า หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนั้นอยู่ได้ด้วยศรัทธาของประชาชนผู้มีอุปการะเกื้อหนุน ฉะนั้นจึงขอตอบแทนด้วยโอกาสทางการศึกษากับผู้ด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ สร้างคนที่มีคุณภาพทั้งเก่ง ทั้งดี มีศีลธรรม ซื่อสัตย์สุจริตและมีระเบียบวินัยมาสร้างสรรค์สังคม และประเทศชาติให้เจริญยิ่งขึ้นไป

ทำให้องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) มีมติเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ประกาศยกย่อง นายกำพล วัชรพล อดีตผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เพื่อชุมชนในชนบท และมูลนิธิไทยรัฐ ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษาและด้านการสื่อสารมวลชน ประจำปี พ.ศ. 2561-2562

ข้อมูลในการนำเสนอจากยูเนสโกประเทศไทย ได้กล่าวยกย่องนายกำพลว่า "ในฐานะที่เป็นเจ้าของสื่ออย่างหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" อันเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่เป็นอิสระและไม่ขึ้นกับผู้ใดเพียงแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุค ค.ศ. 1960 (ระหว่างปี พ.ศ. 2503-2513) นายกำพลเป็นตัวแทนสื่ออิสระที่เป็นที่รู้จักอย่างดี เขาได้รับพิจารณาให้เป็นผู้บุกเบิกในการสนับสนุนเสรีภาพสื่อ นอกจากนั้น เหล่าบรรณาธิการอาวุโสของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้ให้ความช่วยเหลือต่อองค์กรสื่อท้องถิ่น และรวมถึงให้ความรู้ต่อผู้สอนที่มาจากองค์กรการศึกษาด้วย

ต่อจากนั้น ไทยรัฐได้รวมเอาปรัชญาที่ว่า "หนังสือพิมพ์ในการศึกษา" หรือการที่หนังสือพิมพ์เข้าไปมีส่วนในวงการศึกษา (Newspaper in Education : NIE) เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมของไทยรัฐ สำหรับเยาวชนไทยผู้ด้อยโอกาสด้วย นอกจากนี้ในปัจจุบันกิจการด้านสื่อที่ตั้งอยู่ในอาเซียน และนักข่าวของสื่อจากประเทศอาเซียนเหล่านั้นเข้าเยี่ยมสำนักงานใหญ่ของไทยรัฐบ่อยครั้ง รวมทั้งนักหนังสือพิมพ์จากยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาให้มากขึ้นเกี่ยวกับการพัฒนาด้านสื่อของประเทศไทยและภูมิภาค บางหน่วยงานได้รับโอกาสเข้าศึกษาหลักสูตร หรือฝึกงานเพื่อเรียนรู้ให้เกิดความชำนาญและทักษะทางด้านสื่อ และปรับเทคโนโลยีด้านสื่อให้ทันสมัยขึ้น

การที่ นายกำพล วัชรพล ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกในโอกาสครบรอบ 100 ปี ชาตกาล เนื่องจากนายกำพล วัชรพล จะมีอายุครบ 100 ปี ในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2562 ซึ่งนายกำพล วัชรพล เป็นคนไทยและคนเอเชียเพียงคนเดียวที่ได้รับการประกาศยกย่องในครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใด คุณงามความดีของนายกำพล วัชรพล ก็ยังคงอยู่ตลอดไป.

รายงานพิเศษ “100 ปี ชาตกาล กำพล วัชรพล

พิพิธภัณฑ์ 100 ปี ชาตกาล “กำพล วัชรพล” เฉลิมฉลองบุคคลสำคัญของโลก ทั้งหมด 29 ภาพ

วัตถุประสงค์การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ 100 ปี ชาตกาล “กำพล วัชรพล” คือ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่องค์การยูเนสโก ประกาศยกย่องนายกำพล วัชรพล อดีตผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และผู้ก่อตั้งโครงการโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเพื่อชุมชนในชนบท จำนวน ๑๑๑ แห่ง เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านการศึกษาและสื่อสารมวลชน ระหว่างปี ๒๕๖๑-๒๕๖๒, เพื่อให้ชีวิตและผลงานของนายกำพล วัชรพล เป็นแบบอย่างของผู้ที่มีความมุ่งมั่น พากเพียรให้บรรลุเป้าหมาย พร้อมอุทิศตนสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ, เพื่อแสดงถึงพัฒนาการของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ควบคู่กับการสะท้อนเหตุการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ตลอดกว่า ๖ ทศวรรษ แห่งการก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีแก่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ การจัดแสดง แบ่งออกเป็น ๕ โซน ดังนี้ โซน ๑ Museum Hall พิพิธภัณฑ์ กำพล วัชรพล โซน ๒ “นักสู้สามัญชน ... คนของโลก” โซน ๓ ชีวิตบนถนนน้ำหมึก โซน ๔ “หนังสือพิมพ์เพื่อการศึกษา” โซน ๕ “เราอยู่ด้วยศรัทธาประชาชน”
อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

100 ปี ชาตกาล กำพล วัชรพลกำพล วัชรพลหนังสือพิมพ์ไทยรัฐบุคคลสำคัญของโลกยูเนสโกถอดรหัสคิด

คุณอาจสนใจข่าวนี้