กระแสต่อต้านร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ของ ครม.บิ๊กตู่กำลังแรง เลยเอาคดีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้มาซึ่งหลักฐานเกี่ยวกับคดีคอมพิวเตอร์มาคุยถึงกันหน่อยจากกรณีตำรวจ บก.สส.ภ.5 หรือสืบสวนภาค 5 ใช้เครื่องมือพิเศษเรียกว่า “Cellebrite” ดึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของนายยุ้ม เคอ ชาวเมียนมา จนพบสื่อลามกอนาจารเด็กไว้ในครอบครองด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยจากเครื่องมือดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงวิธีการสืบสวนจับกุมจะกระทบสิทธิบุคคลหรือไม่? ถามถึงขั้นตอนการทำหน้าที่ของตำรวจว่า ขอหมายค้นหรือยัง?ถ้ายังไม่ได้ขอหมายค้น เกรงว่าหลักฐานจะนำไปใช้ในศาลไม่ได้ อาจทำให้คดีพังไม่เป็นท่า!เรื่องนี้ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นว่า การสอบสวนไม่เสียไป ไม่กระทบอำนาจฟ้องของอัยการแต่มีปัญหาว่า พยานหลักฐานที่ได้มาจะรับฟังพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้หรือไม่? จะเป็นไปตาม ป.วิอาญามาตรา 226 และมาตรา 226/1 หรือไม่?ยกตัวอย่างฎีกา 2281/2555 การแอบบันทึกเทปขณะสนทนากันระหว่างโจทก์ร่วม พยาน และจำเลยที่ 2 โดยที่โจทก์ร่วมกับพยานไม่ทราบมาก่อน เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานตาม ป.วิอาญามาตรา 226แม้หลักกฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มิให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบแต่ ป.วิอาญามาตรา 226 ไม่ได้บัญญัติห้ามนำไปใช้กับการแสวงหาพยานหลักฐานของบุคคลธรรมดาอย่างไรก็ตาม ระหว่างพิจารณาคดี มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ.2551 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.2551 มาตรา 11 บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา 226/1 ป.วิอาญากำหนดให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ถ้าพยานหลักฐานนั้นเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสีย อันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานระบบงานยุติธรรมทางอาญา...อย่างนี้ต้องเรียกว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวออกมาช่วยชีวิตเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ได้หลักฐานสำคัญมาโดยมิชอบแต่ไม่ได้จำกัดสิทธิ การฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้หลักฐานมาโดยมิชอบนะครับ...สหบาท