พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระราชสมภพเมื่อวันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2436“เราชาวไทยลืมไปเหมือนกันว่าพระองค์ทรงทำอะไรมาบ้าง หนังสือเล่มนี้จะกระตุ้นให้เราทราบถึงพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่งที่จริงแล้วมีบทบาทในประวัติศาสตร์ไทยมากในเวลาที่น้อยและทรงนำพาประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤติต่างๆมาได้ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากๆของประวัติศาสตร์ชาติที่คนไทยควรรู้แต่กลับมองข้ามไป คิดว่าอ่านแล้วจะสร้างความสงสัยและปลื้มปีติเกี่ยวกับพระองค์มากยิ่งขึ้น และหากได้ไปชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยแล้วควบคู่กับหนังสือเล่มนี้ จะยิ่งเห็นว่าพระองค์ทรงโดดเด่นจริงๆครับ ยากที่จะอธิบาย คงต้องอ่านกันเอง”สรวิช ภิรมย์ภักดี บอกเล่าความภูมิใจอีกว่า หนังสือ “ประชาธิปก พระบารมีปกเกล้า” เล่าเรื่องของ “รัชกาลที่ 7” แบบง่ายๆ มีรูปภาพประกอบเยอะ คนที่ชอบดูภาพก็จะสามารถเปิดหนังสือไปเรื่อยๆเหมือนดูอัลบั้มรูป ผมนำรูปที่เก็บสะสมส่วนตัวมาลงหลายภาพด้วยครับ เท่าที่ทราบหลายภาพไม่เคยตีพิมพ์มาก่อน หาชมได้ยาก และหากอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถอ่านข้อความได้ง่ายๆ เป็นหนังสืออ่านง่ายสบายตา...บอกเล่าพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยวัตร ได้เป็นอย่างดี”“เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว... พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ที่โปรดการดำเนินพระชนม์ชีพที่เรียบง่าย มีพระราชานุกิจประจำวัน ดังนี้09.00 นาฬิกา บรรทมตื่น 10.30 นาฬิกา เสวยพระกระยาหารเช้าและกลางวันรวมกันแล้วจึงทรงงานทรงหนังสือราชการ หรือเสด็จออกประทับเป็นประธานในที่ประชุมเสนาบดีสภาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง อภิรัฐมนตรีสภาอาทิตย์ละ 1 ครั้ง 17.00–18.00 นาฬิกา ทรงออกพระกำลังกาย 20.30 นาฬิกา เสวยพระกระยาหารเย็นแล้วทรงหนังสือหรือทอดพระเนตรภาพยนตร์ 24.00 นาฬิกา เสด็จเข้าที่พระบรรทม“24 มิถุนายน พ.ศ.2475” จริงแล้วเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่มีการพูดถึงเรื่องนี้ในหมู่เจ้านายและขุนนางเองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มโดยเจ้านายและข้าราชการที่สถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน และกรุงปารีสได้เคยหารือปรึกษากันเรื่องการปฏิรูปการปกครองและได้มีหนังสือทูลเกล้าฯถวายรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2428 ที่รู้จักกันในชื่อ “คำกราบบังคมทูล ร.ศ.103” ลงพระนามและนามรวม 11 คนกล่าวคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ พระยาดำรงราชพลขันธ์ (นกแก้ว คชเสนี-ต่อมาเป็นพระยามหาโยธา) หลวงเดชนายเวร (สุ่น สาตราภัย-ต่อมาเป็นพระยาอภัยพิพิธ) จมื่นไวยวรนาถ (บุศย์ เพ็ญกุล) ขุนปฏิภาณพิจิตร (หรุ่น) หลวงวิเลศสาลี (นาค ณ ป้อมเพชร์-ต่อมาเป็นพระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรา) นายเปลี่ยน (เปลี่ยน หัสดิเสวี ต่อมาเป็นพระยาชนินทรภักดี) และสัปเลฟเตอร์แนนต์สอาด (สอาด สิงหเสนี ต่อมาเป็นพระยาสิงห์เสนี) แต่...ในขณะนั้น เป็นช่วงที่ไม่เหมาะสม ประเทศชาติยังไม่พัฒนาและประเทศตะวันตกยังคงขยายอาณานิคมอยู่ พระเจ้าอยู่หัวยังคงมีพระราชภารกิจมากมายในการปกป้องประเทศชาติ...อย่างเห็นได้ชัดในเหตุการณ์ ร.ศ.112 ที่ฝรั่งเศสบุกสยาม...เป็นผลให้ต้องมีการเจรจากันจนทำให้ไทยต้องเสียแผ่นดินไปบางส่วนและเงินอีกมากมายเพื่อปกป้องไม่ให้ประเทศชาติตกเป็นประเทศในอาณานิคมของชาติตะวันตกทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้นึกถึงเรื่องนี้อยู่ก่อนหน้าแล้วและได้มีการปรับรูปแบบการบริหารประเทศ เริ่มต้นด้วยการสถาปนาสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2417...ซึ่งเป็นต้นแบบของ “คณะอภิรัฐมนตรี” ในรัชกาลที่ 7 มีสมาชิกผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นพระยา 12 คน และได้มีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาในพระองค์...เป็นต้นแบบของ “คณะองคมนตรี” ในรัชกาลที่ 9ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการรวม 49 คน ต่อมา...รัชกาลที่ 5 ทรงได้จัดตั้งกระทรวงต่างๆขึ้นเพื่อดูแลงานราชการในแต่ละส่วนงาน และทรงได้มีพระราชดำรัส ณ พระที่นั่งราชกรัณยสภา เมื่อปี พ.ศ.2453 ว่า...“ฉันจะให้ลูกวชิราวุธ มอบของขวัญแก่พลเมืองในทันทีที่ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ ในขณะสืบตำแหน่งกษัตริย์ กล่าวคือ ฉันจะให้เขาให้ปาลิเมนต์และคอนสติติวชัน”ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงมีการริเริ่มการศึกษาโมเดลการปกครองแบบประชาธิปไตยในรูปแบบของ “ดุสิตธานี” เพื่อที่จะทรงดูว่าควรจะพระราชทานรัฐธรรมนูญในรูปแบบใด โดยได้ทรงศึกษาระบบแบบอังกฤษที่พระองค์ทรงคุ้นเคยอยู่แล้วหลังจากที่ได้ทรงศึกษามาเป็นเวลานานแต่ก่อนหน้านั้น ในปีขึ้นครองราชย์ คือ พ.ศ.2453 ได้มีนายทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนจำนวนประมาณ 100 คน เรียกตนเองว่า “คณะ ร.ศ.130” ได้วางแผนปฏิวัติการปกครองแต่ด้วยความแตกเสียก่อนจึงได้จับกุมตัวได้ทั้งหมดโดยศาลได้ตัดสินโทษต่างกันไป แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ได้พระราชทานลดโทษลงให้ทั้งหมด อย่างไรก็ดี...ก็ยังไม่ได้มีการพระราชทานรัฐธรรมนูญในรัชสมัย ร.6ด้วยพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ทรงทราบเรื่องมาตลอด และครั้นขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 7 ก็ทรงตั้งพระทัยว่าจะมอบ “คอนสติติวชัน” ให้กับชาวไทย ตามพระราชประสงค์ของพระราชบิดา และได้ทรงมอบหมายให้เตรียมการ จนกระทั่ง...มีการจัดร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจนแล้วเสร็จทูลเกล้าฯถวายและหารือกันในสภาอภิรัฐมนตรี และทรงได้กำหนดวันพระราชทานรัฐธรรมนูญว่าเป็นวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2475 อันเป็นวันที่พระบรมราชจักรีวงศ์และกรุงเทพมหานครจะครบ 150 ปี แต่ด้วยมีการคัดค้านจากเสียงข้างมากจึงยังไม่ได้พระราชทานหลังงานเฉลิมฉลองได้เสร็จสิ้นลง ก็ได้เสด็จแปรพระราชฐานไปยังสวนไกลกังวลตามพระราชประเพณี และยังได้นำร่างรัฐธรรมนูญไปศึกษาด้วย แต่แล้วเช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 “คณะราษฎร” ได้ทำการยึดอำนาจ เมื่อทราบข่าวได้ตรัสเรียกประชุม เสียงส่วนใหญ่หารือกันแล้วว่าจะต่อสู้ สุดท้ายทรงเห็นว่าถ้าจะสู้ก็คงสู้ได้แต่...จะเสียเลือดเนื้อข้าแผ่นดินซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน จึงได้เสด็จกลับกรุงเทพฯให้ความร่วมมือกับคณะราษฎร ระงับเหตุที่อาจนำไปสู่การรบกันจนนองเลือดได้ ช่วงสายวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2475 คณะราษฎรบางส่วนได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่วังศุโขทัย เพื่อถวายรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินฉบับชั่วคราว ทรงรู้สึกว่าเนื้อหายังไม่เป็นประชาธิปไตยแบบอารยประเทศจึงขออ่านศึกษาอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง แต่ทรงเห็นว่าเป็นฉบับชั่วคราวเท่านั้นจึงไม่อยากแก้ไขให้ต้องเสียเวลาและเสียความรู้สึก ทรงเห็นว่าเมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้วค่อยร่างฉบับถาวรขึ้นมาใหม่จึงทรงยินยอมลงพระปรมาภิไธยแล้วพระราชทานให้คณะราษฎรไปในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 เป็น “พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้าย” ใน “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์”และเป็น “พระมหากษัตริย์พระองค์แรก” ในระบอบ “รัฐสภา” ของประเทศไทยทั้งหมดเหล่านี้ตัดตอนบางส่วนมาจาก “ประชาธิปก พระบารมีปกเกล้า” หนังสืออีกเล่มสำคัญที่จะทำให้ “คนไทย” ได้รู้หลากหลายเรื่องราวเกี่ยวกับ “รัชกาลที่ 7”.