องค์การสหประชาชาติ กำหนดให้ปี 2554-2563 เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน และผลักดันให้ประเทศสมาชิกเร่งแก้ปัญหาและลดอัตราการเสียชีวิตลงให้ได้ 50% โดยรัฐบาลไทยได้ร่วมประกาศทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนนให้เป็นวาระแห่ง ชาติด้วยนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนของไทย ในปี 2559 ว่า คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทั้งสิ้น 22,356 คน คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 34.4 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน 3 ใน 4 ของ ผู้เสียชีวิตเป็นเพศชาย และกลุ่มอายุ 15-29 ปี มีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุด “สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ทุกปีมีผู้พิการรายใหม่จากเหยื่ออุบัติเหตุ 5,000 คน ในทุกวันมี 42 ครอบครัวสูญเสียสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว และในทุกวันยังมีอีก 15 ครอบครัวที่ต้องดูแล สมาชิกพิการจากอุบัติเหตุไปตลอดชีวิต ความสูญเสียเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบบริการสาธารณสุข ทั้งการทุ่มงบประมาณและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข สร้างความเสียหายเศรษฐกิจโดยรวมกว่าสองแสนล้านบาทต่อปี” นพ.ศุภกิจบอกและว่า ปัญหาอุบัติเหตุจราจรเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ หากดำเนินการแก้ไขปัญหาได้เร็วจะลดความสูญเสียเหล่านี้ลงได้ และทำให้ประเทศไทยหลุดจากอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสูงที่สุดในโลกได้สัปดาห์ก่อน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) โดย นพ.ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. นำสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อศึกษาดูงานการวางระบบจัดการการจราจรเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งภูเก็ต ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ นพ.ดร.สุปรีดา บอกว่า สสส.ได้สนับสนุนการทำงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนตั้งแต่ปี 2546 โดยสร้างเครือข่ายประชาคมทำงานกับชุมชน และรณรงค์ทางสังคมอย่างต่อเนื่อง สำหรับจังหวัดภูเก็ต ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา จ.ภูเก็ต สามารถลดอัตราการตายลงได้เกือบ 50% โดยเริ่มจากร่วมกันวิเคราะห์และแก้ไข “จุดเสี่ยง” ที่พบบ่อยซ้ำซาก ที่ทำให้ลดการตายของภูเก็ตลงได้ 30% ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เน้นการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งการสวมหมวกนิรภัย ดื่มแล้วขับ ตรวจจับความเร็ว ใช้เทคโนโลยีมาเสริมการทำงาน เช่น ติดตั้ง เครื่องยิงตรวจวัดความเร็ว (Speed Gun) กล้องตรวจจับผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร (Red Light Camera) เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ ส่งผลให้จำนวนการเรียกตรวจและดำเนินคดีดื่มแล้วขับเพิ่มจากเดิมกว่า 10 เท่า โดยในปี 2559 จ.ภูเก็ตสามารถลดจำนวนผู้บาดเจ็บลงได้ 3.5% และลดผู้เสียชีวิตลงได้ 8.8% “ทุกวันมีรถออกใหม่จำนวน 2,332 คัน และมีรถจดทะเบียนทั้งหมดกว่า 35 ล้านคัน ในขณะที่เครื่องตรวจวัดความเร็วมีเพียง 1-2 เครื่องต่อจังหวัด ทำให้ปัญหาเรื่องความเร็วยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดเหตุและการเสียชีวิต ผู้ขับขี่ 1 ใน 5 ที่มีทัศนะว่า ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถได้ ถ้ามีสติ และ 1 ใน 3 ระบุว่า เคยดื่มแล้วขับในรอบปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ทุกๆวันมี 8-10 คนที่ต้องตายบนถนนจากคนดื่มแล้วขับ ซึ่งหากจุดจัดการระดับพื้นที่ ซึ่งใกล้ชิดปัญหามากที่สุด มีความเข้มแข็ง จัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังทุกวัน ประเทศไทยจะลดการตายลงได้เกินครึ่ง” ผู้จัดการกองทุน สสส.บอกด้าน พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต บอกว่า ปี 2561 จังหวัดภูเก็ตได้วางนโยบาย “Phuket vision 50 in 2018” ตั้งเป้าลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนนให้เหลือน้อยกว่า 50 คน จากเดิมที่เคยครองแชมป์จังหวัดที่มีอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสูงติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ โดยในช่วงปี 2540-2550 ภูเก็ตมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรปีละประมาณ 200 ราย มีอัตรา การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุประมาณ 4,952.55 ต่อแสนประชากร แต่ด้วยการจัดการที่เข้มแข็ง ทำให้ในช่วง 9 ปีหลัง คือ ระหว่าง พ.ศ. 2551- 2558 จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียง 100 กว่าราย “ระบบที่นำมาช่วยลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนน มีการบูรณาการร่วมกันหลายระบบ ตั้งแต่การติดตั้ง Speed Gun เพื่อตรวจจับความเร็วในพื้นที่จุดเสี่ยง ติดตั้งกล้องตรวจจับ CCTV ทั่วจังหวัด ใช้เครื่องชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่ตามจุดตรวจก่อนถึงทางขึ้นลงเขา การติดตั้งป้ายเตือนทางเดินคนข้าม 100 จุด ทั่ว จ.ภูเก็ต และการใช้แอพพลิเคชั่น TEMA หรือ Traffic Law Thailand ตรวจจับการฝ่าไฟแดง ซึ่งหลังจากดำเนินการแก้ไขจุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุแล้วกว่า 200 จุด ทำให้ลดการเกิดอุบัติเหตุได้ 102 ครั้ง ลดจำนวนผู้บาดเจ็บ 106 คน และลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ถึง 7 คน” ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดภูเก็ตบอกพร้อมอธิบายถึงการทำงานของแอพพลิเคชั่น Trafficlaw Enforcement Mobile Application (TEMA) ว่า เป็นแอพพลิเคชั่นที่จะพลิกโฉมการบังคับใช้กฎหมายของไทย โดยระบบตรวจจับการฝ่าไฟแดงจะแจ้งเตือนอัตโนมัติไปยังมือถือของตำรวจจราจรที่กำลังปฏิบัติหน้าที่บนเส้นทางทำให้สามารถจับกุมผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟโดยไม่ต้องส่งใบสั่งทางไปรษณีย์ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเลือกจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการจัดการความปลอดภัยทางถนน โดยมีมาตรการที่สามารถลดปัญหาการบาดเจ็บและความสูญเสียจากอุบัติเหตุลงได้ เช่น หมวกนิรภัยซึ่งเริ่มบังคับใช้มา 10 ปี พบว่าช่วยลดการบาดเจ็บศีรษะได้ครึ่งหนึ่ง โดยเพียงปีเดียวที่ดำเนินการ ทำให้มีการสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้น 50%