ก่อนการประชุมใหญ่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) จะเริ่มขึ้นในช่วงวันที่ 13 - 15 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่กรุงเทพมหานคร
คอลัมนิสต์จากสำนักข่าว Bloomberg ซึ่งคงจะตามกันมากับกองทัพนักข่าว-นักวิเคราะห์ และนักการเงินทั่วโลกเพื่อร่วมรับฟังการประชุมใหญ่ของสององค์กรการเงินโลก ได้เขียนวิพากษ์การทำงานของ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติไทย วิทัย รัตนากร ไว้อย่างน่าสนใจว่า...
นายวิทัย มีลักษณะที่แตกต่างไปจากภาพจำของผู้ว่าการธนาคารแบบดั้งเดิม จนให้ฉายาเขาว่า “Activist Central Banker” หรือ ผู้ว่าการธนาคารกลางที่ทำงานเชิงรุก ซึ่งไม่ได้จำกัดบทบาทตัวเองอยู่เพียงเป็นผู้กำกับดูแลเสถียรภาพด้านการเงิน...
การกำหนดอัตราดอกเบี้ย ควบคุมเงินเฟ้อ ดูแลค่าเงิน และการรักษาเสถียรภาพของสถาบันการเงินเท่านั้น แต่ยังพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่กระทบกับชีวิตประชาชนคนไทยโดยตรง ร่วมกับกระทรวงการคลัง และรัฐบาลไทยด้วย
บทความของ นายแดเนียล มอสส์ นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ซึ่งเผยแพร่ผ่าน Bloomberg Opinion ใน The Business Times และบรรดาสื่อต่างประเทศ ให้มุมมองต่อ ผู้ว่าฯ วิทัย ว่า มีแนวคิดตรงกันข้ามกับแนวทางของ นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งให้ความสำคัญกับการจำกัดบทบาทของธนาคารกลางให้อยู่แต่ในภารกิจหลัก เช่น การรักษาเสถียรภาพราคา และควบคุมเงินเฟ้อเท่านั้น
ในทางกลับกัน นายวิทัย เห็นว่า ในภาวะที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง สินเชื่อหดตัว ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงเงินทุนได้ยาก และศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงนั้น
แบงก์ชาติไทย ไม่ควรวางตัวเป็นเพียงผู้รักษากฎกติกา แต่ต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ช่วยคลี่คลายปัญหาให้ตรงจุดมากขึ้น
แนวคิดนี้ สะท้อนจากท่าทีที่ต้องการให้ธนาคารกลางเข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น รวมถึงมีมาตรการเฉพาะกลุ่มเพื่อช่วยแก้ไขหนี้ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ และทำให้ระบบการเงินส่งผ่านเงินทุนไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ในแนวคิดแบบดั้งเดิม มักมองว่า ธนาคารกลางมีหน้าที่ควบคุมเงินเฟ้อ ดูแลค่าเงิน และรักษาความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์ แต่นายวิทัย มองออกไปกว้างกว่านั้นว่า หากครัวเรือนมีหนี้สินล้นพ้นตัว ธุรกิจรายเล็กขาดสภาพคล่อง และประชาชนจำนวนมาก ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้
แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำ เศรษฐกิจก็ยังไม่อาจถือว่ามีเสถียรภาพอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ แบงก์ชาติในยุคของนายวิทัย จึงมีแนวโน้มออกมาตรการเชิงรุก และเฉพาะจุดควบคู่กับนโยบายดอกเบี้ยเพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่มีปัญหาจริง แทนการหวังพึ่งการลดดอกเบี้ยอย่างเดียวซึ่งอาจกระจายผลประโยชน์ได้ไม่ทั่วถึง
ประสบการณ์ของนายวิทัย ที่เคยบริหาร ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารออมสิน โดยผลักดันออมสินเป็น “ธนาคารเพื่อสังคม” ทำให้เขามีมุมมองภาคปฏิบัติ เห็นปัญหาลูกหนี้ ผู้ประกอบการรายเล็ก และประชาชนรากหญ้า มากกว่าผู้ว่าการที่เติบโตจากสายงานธนาคารกลางโดยตรง
อีกประเด็นที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศให้ความสนใจคือ ความสัมพันธ์ระหว่างแบงก์ชาติ กับรัฐบาล และกระทรวงการคลัง
นายวิทัย แสดงท่าทีที่พร้อมประสานนโยบายการเงินกับนโยบายการคลังไปในทิศทางเดียวกันเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยไม่สูญเสียความเป็นอิสระของแบงก์ชาติซึ่งมักจะพูดถึงบ่อยครั้งเหมือนถูกป้ายยาในยุคที่ผ่านมาเมื่อรัฐบาลมีเรื่องซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากแบงก์ชาติ
การทำงานร่วมกันได้เช่นนี้ นอกจากจะช่วยลดข้อขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติได้ ยังทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีพลังมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านการเงิน และการคลัง ไม่ต้องเสียเวลามานั่งขัดแย้งกันเหมือนแต่ก่อน
จากหอคอยงาช้าง สู่ธนาคารกลางเชิงรุก
บทความของ นายแดเนียล มอสส์ ยังระบุว่า นายวิทัย กำลังพยายามปรับบทบาท และภาพลักษณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยให้ “เท้าติดดิน” และใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชนมากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นความพยายามนำธนาคารกลางลงจาก “หอคอยงาช้าง”
สิ่งที่ นายวิทัย ทำ จึงเป็นไปในเชิงรุกตั้งแต่ การลดค่าธรรมเนียมที่แบงก์พาณิชย์จัดเก็บแก่ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ ซึ่งน่าจะส่งผลให้กำไรแบงก์พาณิชย์หายไปปีละ 15,000 ล้านบาท
การสกัดกั้นทุนเทา เงินเทา และธุรกรรมการเงินที่ผิดปกติ ตลอดจนถึงการควบคุมการซื้อขายทองคำในตลาดล่วงหน้า เช่น สั่งบันทึกรายชื่อผู้ซื้อทองคำเกินกว่า 5 ล้านบาทต่อวัน เป็นต้น
การยกระดับมาตรการคุมเข้มธุรกิจของ Non-Bank โดยเฉพาะธุรกรรมประเภท BNPL (Buy Now, Pay Later) หรือซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ซึ่งแบงก์ชาติตรวจพบว่ามีเด็ก อายุ 18 - 20 ปี เข้าไปใช้บริการนี้สูงถึงร้อยละ 45 เป็นการก่อหนี้เกินกำลังชำระโดยไม่รู้ตัวในขณะที่ยังขอเงินพ่อแม่ใช้ และยังเรียนหนังสือไม่จบ
ตลอดจนถึงความพยายามจะลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย
ที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียพลังทางเศรษฐกิจ ความโดดเด่น และเสน่ห์ในการดึงดูดการลงทุนที่เคยมีมาในอดีตไปมาก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ กลับขยายตัวอย่างมีพลังมากกว่า
การเป็น “ผู้ว่าการธนาคารกลางเชิงรุก” จึงสำคัญมากในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะในการลงมือลงแรงเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในเรื่องของเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ล้าสมัย ผลิตภาพต่ำ และการที่ผู้ประกอบกิจการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่ได้ หรือไม่เท่าเทียมกัน
แก่ก่อนรวย ข้อจำกัดสำคัญของไทย
คำว่า ประเทศไทยกำลังแก่ก่อนรวย ไม่ได้เป็นเพียง “วาทกรรม” แต่สะท้อนผ่านโครงสร้างประชากร และระบบเศรษฐกิจยามนี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อประชากรวัยทำงานลดลง สังคมสูงวัยขยายตัวต่อเนื่องรวดเร็ว แต่ผลิตภาพ และรายได้ต่อหัวของประเทศยังสูงไม่เพียงพอ
หากปล่อยให้ศักยภาพการเติบโตลดลงต่อเนื่องอีก ภาครัฐจะมีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับดูแลผู้สูงอายุ ขณะที่คนวัยทำงานต้องแบกรับทั้งภาระหนี้ และภาระทางสังคมเพิ่มขึ้น
ยิ่งเมื่อเศรษฐกิจเผชิญแรงกระแทกจากราคาน้ำมัน และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพก็ยิ่งสูงขึ้น ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากวิกฤตโควิด-19
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมแบงก์ชาติจึงไม่ควรยืนมองปัญหาอยู่ห่างๆ โดยอ้างว่า ไม่ใช่หน้าที่ตนทั้งหมด แต่อาจต้องเข้าไปมีส่วนผลักดันการแก้ไขปัญหาภายในขอบเขตอำนาจที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม การก้าวออกจากกรอบเดิมของ นายวิทัย ตามสโลแกนที่ว่า “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” คงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง หากประสบความสำเร็จ แบงก์ชาติ จะกลายเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจไทย
แต่หากก้าวไกลเกินอำนาจหน้าที่ หลายคนแสดงความเป็นห่วงเป็นใยว่า อาจทำให้สถาบันอย่างแบงก์ชาติ หรือธนาคารกลางของประเทศต้องแบกรับภาระ และความเสี่ยงมากกว่าที่ควรจะเป็น
เอาจริงๆ นะ ช่วงเวลาอย่างนี้ ไม่มีอะไรน่าห่วงเท่ากับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังเป็นอยู่อย่างที่เห็นในทุกวันนี้แล้ว