ประเทศไทยเรากำลังเผชิญกับปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทย เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ตรวจพบว่า เด็กรุ่นใหม่ราวร้อยละ 45 เริ่มต้นกู้เงินครั้งแรกผ่านบริการจากธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank)...

โดยใช้เงินค่าขนม ค่าเช่าหอ หรือค่าเทอมที่พ่อแม่ให้เป็นรายอาทิตย์ หรือรายเดือนมาใช้ก่อน ในลักษณะที่เรียกว่า BNPL หรือ Buy Now, Pay Later ซึ่งก็คือ "การซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" นั่นเอง

ขณะที่เด็กกลุ่มนี้ กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยทำงาน และกลายเป็นกำลังแรงงานรุ่นใหม่ของประเทศ แต่ยังไม่ทันมีเงินเดือนจริง พวกเขาก็สร้างภาระหนี้ให้แก่ตนเอง ตั้งแต่ยังอายุน้อยๆ เสียแล้ว

สำคัญก็คือ เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้เลยว่า การซื้อก่อน จ่ายทีหลัง หรือผ่อนชำระภายหลังมีปัญหาดอกเบี้ยแอบแฝงสูงเกินจริง โดยแบงก์ชาติพบการคิดอัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมแอบแฝงสูงถึง 25-33% หรือบวกค่าธรรมเนียมผ่าน e-Wallet ที่รวมๆ กันแล้ว ผู้ซื้อต้องรับภาระดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมที่พุ่งสูงถึง 35% ซึ่งไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เปิดเผยว่า ปัญหานี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือน แบงก์ชาติจึงต้องเร่งตรวจสอบพฤติการณ์ของบรรดา Non-Bank ที่มีอยู่กว่า 3,600 แห่งทั่วประเทศ ก่อนจะออกมาตรการยกระดับการคุมเข้มธุรกิจเหล่านี้ให้ทันในไตรมาสที่ 4 ของปี 69

มาตรการนี้จะพุ่งเป้าไปที่การจัดการกับการคิดอัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน แอบแฝง หรือมีลักษณะทบต้น เพื่อคุ้มครองผู้บริโภครายย่อยไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ

สำคัญกว่านั้น แบงก์ชาติ ยังพบว่า ธุรกิจนี้มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ โดยมีบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลกว่าร้อยละ 75 อยู่กับ Non-Bank และ มีมูลค่าหนี้คิดเป็นร้อยละ 55 ของตลาด ซึ่งสะท้อนว่า ประชาชนพึ่งพาบริการเหล่านี้เป็นหลัก

Non-Bank ถือเป็นธุรกิจการให้บริการรูปแบบหนึ่ง ซึ่งให้ประโยชน์ในแง่ของการทำหน้าที่เป็นผู้ให้สินเชื่อที่ช่วยเหลือผู้ไม่มีหลักประกัน หรือยังไม่มีประวัติทางการเงิน สามารถเข้าถึงการจับจ่ายใช้สอยทั่วๆ ไปได้

ที่สำคัญคือ ธุรกิจ Non-Bank เหล่านี้ เชิญชวนให้ผ่อนชำระเงินค่าสินค้าได้ด้วยการให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนชำระได้นาน 10 เดือน แต่ลับหลังกลับเก็บดอกเบี้ยทบไปทบมาหลายชั้น จนแบงก์ชาติ มองเห็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจมากพอ จนกลายเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบไปในที่สุด

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เปิดเผยด้วยว่า คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ได้ให้ความเห็นชอบกับร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อประเภท "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" (Buy Now Pay Later: BNPL) เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม แบงก์ชาติจะเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ภายในเดือน ก.ย. 69 นี้ เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงก่อนประกาศใช้จริงภายในไตรมาส 4 ปี 2569

สำหรับเกณฑ์ใหม่นี้ จะกำหนดให้ธุรกิจ BNPL เป็นธุรกิจที่ต้องได้รับใบอนุญาต (License) เป็นการเฉพาะ โดยผู้ประกอบการรายเดิมที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วราว 6 แห่งขึ้นไป จะต้องเข้าสู่ระบบการขอใบอนุญาตตามเงื่อนไข เพื่อสร้างมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่โปร่งใส และเป็นธรรม

จากข้อมูลพบว่า ธุรกิจ BNPL เติบโตขึ้นถึง 10 เท่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 600,000 คนกลายเป็น 6 ล้านคน

ที่น่าเป็นกังวลคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ร้อยละ 45 นี่แหละ ที่เริ่มต้นสร้างหนี้ก้อนแรกผ่านบริการ BNPL ซึ่งเป็นการกู้ยืมเพื่อการบริโภค แบงก์ชาติ จึงเตรียมออกใบอนุญาตใหม่ ด้วยการจำกัดอายุผู้ใช้บริการต้องมีอายุระหว่าง 18 - 20 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ จะจำกัดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในกรอบร้อยละ 15 - 20 และ จำกัดวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนก่อหนี้เกินตัว โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ออกเกณฑ์แล้วต้องเข้าสู่ระบบ หากไม่เข้าสู่ระบบ ธุรกิจนี้จะไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ และต้องปิดตัวลง

"ปัจจุบันความเสี่ยงของระบบการเงินไม่ได้อยู่ที่ธนาคารพาณิชย์เพียงอย่างเดียว หรืออยู่ที่ความเสี่ยงว่า ธนาคารจะล้ม และไม่สามารถคืนเงินแก่ผู้ฝากได้ แต่ความเสี่ยงส่วนหนึ่งได้เคลื่อนออกไปอยู่ใน Non-Bank มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจนี้ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น มีขนาดใหญ่ขึ้น และมีรูปแบบธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้นมากถึง 24 ประเภท" ผู้ว่าฯ วิทัย กล่าว

แบงก์ชาติจึงต้องเปลี่ยนแนวทาง และวิธีการกำกับดูแลให้เหมาะสม หากไม่ดำเนินการ เรื่องนี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตโดยเฉพาะการสร้างความเป็นธรรมในการให้บริการทางการเงิน

แบงก์ชาติยุคนี้เปลี่ยนไปจริงๆ เขาไม่ได้ดูแลเสถียรภาพด้านการเงินของประเทศอย่างเดียว แต่ยังยืนตัวตรงในการดูแลคนไทยรายเล็กรายน้อยให้ได้รับความเป็นธรรมด้วย