สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชาได้ผ่านมติการรับรอง พล.อ.ฮุน มาเนต วัย 45 ปี ผู้บัญชาการกองทัพบก สส.เขตกรุงพนมเปญ และบุตรชายของสมเด็จฮุน เซน เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ขณะที่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ รับรองรัฐบาลชุดใหม่และ พล.อ.ฮุน มาเนต ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจครั้งประวัติศาสตร์ หลังกัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาราว 40 ปีต่อมา พล.อ.ฮุน มาเนต กล่าวว่า จะดำเนินนโยบาย 6 ประการทันทีภายในปีนี้ คือ 1.ขยายความสามารถการให้บริการทางการแพทย์จนถึงระดับสากล 2.จัดอบรมทางอาชีพและช่างเทคนิคสำหรับเยาวชนยากจนและกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ 3.จัดตั้งสถาบันช่วยเหลือทางสังคมแห่งชาติเพื่อคนยากจน กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มเสี่ยงเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและสถานการณ์ฉุกเฉิน 4.กำหนดและเร่งดำเนินกลยุทธ์พัฒนาเศรษฐกิจ 5.ริเริ่มการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องจักรและโปรแกรมทางการเงินเพื่อเสริมสร้างผลผลิตทางเกษตรกรรม การเข้าถึงตลาดและราคาที่สมเหตุสมผล 6.กระจายนักวิชาการเกษตรไปทุกพื้นที่ทำการเกษตรทั่วประเทศและจัดตั้งสมาคมชาวนาในชนบทด้านสำนักข่าวแขมร์ไทม์ส สื่อท้องถิ่นกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวในงานแถลงข่าวเช้าวันเดียวกันว่า พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเรียกร้องเอกราชให้กับประเทศ ขณะที่ตนก่อร่างสร้างชาติและพัฒนาประเทศให้รุ่งเรือง สันติสุข และมีเสถียรภาพ สิ่งเหล่านี้คือมรดกที่หลงเหลือไว้ให้แก่ผู้สืบทอด ตนจึงปรารถนาให้ผู้นำรุ่นใหม่บรรลุ 2 เป้าหมายสำคัญ คือ 1.การธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพทางการเมือง 2.การละทิ้งการเป็นประเทศด้อยพัฒนาไปสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางในระดับสูง รวมถึงการก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ทั้งระบุว่า นอกจากจะทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็จะตั้งใจบันทึกประวัติศาสตร์ของกัมพูชาผ่านการเขียนเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตของตนขณะที่สำนักข่าวอัลจาซีราเผยแพร่บทความของนายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านพรรคแสงเทียนซึ่งถูกยุบพรรคไปก่อนการ เลือกตั้งว่า รัฐบาลฮุน มาเนต ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเชื่อว่าสมเด็จฮุน เซน จะยังคงชักใยอยู่เบื้องหลัง.