ดินปืนทำให้สงครามของมวลมนุษยชาติเปลี่ยนไปตลอดกาล การฆ่าฟันกันในระยะประชิดกลายเป็นการสังหารกันในระยะไกล ซึ่งนับวันยิ่งไกลขึ้นเรื่อยๆกระนั้น ตลอดช่วง 200 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีทำลายล้างที่เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ยังหนีไม่พ้น “ปืนใหญ่” อยู่ดี เนื่องด้วยราคาต้นทุน ความสะดวกในการผลิต การสังหารศัตรูได้ครั้งละจำนวนมาก และไม่แปลกที่จะถูกขนานนามว่า “ราชาแห่งสนามรบ”สงครามยูเครน-รัสเซีย ที่รบพุ่งกันมาครบ 2 เดือนเต็ม ในวันที่ 24 เม.ย. นี้ “ปืนใหญ่” กำลังจะกลายเป็นเครื่องมือชี้ขาดเช่นกัน ว่าใครจะอยู่ใครจะไป ภายหลังกองทัพรัสเซียเริ่มปฏิบัติการ “เฟสสอง” หวังยึดครองภูมิภาค “ดอนบาส” ทางตะวันออกยูเครน หรือจังหวัดโดเนตสก์และลูฮานสก์ให้ได้ทั้งหมดเพราะจากการสังเกตการณ์ของนักวิเคราะห์ความมั่นคงพบความชัดเจนว่า ตลอดการรบที่ผ่านมา ปืนใหญ่คืออาวุธที่สร้างผลลัพธ์ได้ดีที่สุดของรัสเซียในทุกแนวรบ และการที่รัสเซียสามารถบุกทะลวงประชิดกรุงเคียฟได้ในช่วงแรกของสงคราม ล้วนมาจากการระดมยิงด้วยปืนใหญ่ขนาดต่างๆ ผลักดันให้หน่วยรบของยูเครนล่าถอยไป เช่นเดียวกันกับฝ่ายยูเครน ที่ช่วง 1 เดือนผ่านไป ก็ประสบความสำเร็จในการใช้ปืนใหญ่ ผลักดันให้หน่วยรบรัสเซียต้องถอนกำลังกลับไปปรับกระบวนทัพกันใหม่ อย่างที่มีคลิปปรากฏไปทั่วโลก ขบวนการเคลื่อนทัพเป็นแนวยาวของรัสเซียที่มุ่งสู่เมืองหลวงของยูเครน ถูกยิงถล่มจนวอดวายฟังแล้วอาจเกิดคำถาม ทำไมการรบในยุคปัจจุบัน ที่มีทั้งเครื่องบินรบสมรรถนะสูง ขีปนาวุธหลากหลายพิสัย ถึงใช้กลยุทธ์กันเยี่ยงสงครามโลกกันอยู่ เรื่องนี้ต้องอธิบายว่า ตำราการรบของกองทัพรัสเซีย รวมถึงงบ ประมาณที่ทุ่มให้กับกองทัพมีความแตกต่างกับสหรัฐฯและชาติตะวันตกอยู่มากโดย “แก่นกลาง” ของตำราการรบของกองทัพรัสเซีย ยังคงยึดมั่นต่อหลักการกำปั้นทุบและล้อมสังหารด้วยอาวุธหนัก มุ่งเน้นไปที่ยุทโธปกรณ์อย่างรถถัง ยานเกราะ และปืนใหญ่-จรวดยิงสนับสนุน เป็นที่มาของอาวุธคลาสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถถังตระกูลที 64, 72, 80, 90 ยานเกราะบีเอ็มพี 1-3 ยานเกราะบีทีอาร์ 70, 80, 90 ปืนใหญ่หลากหลายรุ่นไม่ว่าพิออน มัลกา มิสตา อาคัตสิยากวอสดิกา ขนาดตั้งแต่ 122-203 มม. หรือรถยิงจรวดไม่นำวิถีอย่างบีเอ็ม-21 กราด บีเอ็ม-27 อูรากัน และบีเอ็ม-30 สเมิร์ชขณะที่ “กองทัพอากาศ” (VKS) ที่ควรจะรับบทชูโรง ก็ถูกจัดอยู่ในสถานะ “ปืนใหญ่บินได้” ถูกแบ่งชั้นให้เป็นรองจากกองทัพบก ขาดอาวุธนำวิถี ระเบิดที่ใช้ทิ้งบอมบ์ส่วนใหญ่เป็นแบบมาตรฐานเล็งด้วยตา ทั้งยังไม่มีความคล่องตัวในการรบแบบซับซ้อน ที่เหล่าทัพต่างๆต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อความมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับกองทัพชาติตะวันตกที่มีอาวุธอยู่ไม่กี่ประเภท อย่างสหรัฐฯใช้รถถังเอบรัม ยานเกราะแบรดลีย์ สไตรเกอร์ ปืนใหญ่อัตตาจรซีรีส์เอ็ม 155 มม. รถยิงจรวดเอ็มแอลอาร์เอส อังกฤษใช้รถถังแชลเลนเจอร์ ยานเกราะวอร์ริเออร์ ปืนใหญ่เอเอส 155 มม. แต่ทั้งหมดมุ่งเน้นการรบร่วมกับทัพฟ้า ใช้อาวุธนำวิถีราคาสูงในการโจมตีสนับสนุนทางอากาศจนอาวุธหนักแทบจะไม่ได้ออกโรง ทั้งหมดนี้ นำไปสู่คำถามต่อมาว่า การรบในภูมิภาคดอนบาสจะเป็นเช่นไร แน่นอนนักวิเคราะห์กระทรวงกลาโหมเพนตากอนให้คำตอบชัดเจนว่า นับตั้งแต่รัสเซียไฟเขียวปฏิบัติการในดอนบาสเมื่อวันที่ 18 เม.ย. มีการใช้อาวุธยาวระดมยิงตลอดแนวรบอย่างถี่ยิบ ผลักดันให้หน่วยรบยูเครนล่าถอยไปอย่างต่อเนื่อง“จุดประสงค์ของปืนใหญ่ ไม่ใช่แค่การสังหารทหารราบ แต่ยังรวมถึงการนวดที่มั่นข้าศึก ทำลายยุทโธปกรณ์ คลังเก็บเสบียง ทำลายขวัญกำลังใจ ไปจนถึงใช้ดึงความสนใจ ภูมิภาคดอนบาสซึ่งเป็นพื้นที่ทุ่งราบ น่าจะตอบโจทย์ตำรากลยุทธ์ของรัสเซียมากกว่าแนวรบป่าและเมืองในพื้นที่ภาคเหนือของยูเครน”การประเมินสภาพการรบแบบองค์รวมแล้ว ทั้งฝ่ายยูเครนและรัสเซียปะทะกันในภูมิภาคดอนบาสมานานกว่า 8 ปีก่อนเริ่มสงคราม ต่างฝ่ายต่างมีที่มั่นของตัวเอง มีการวางระบบส่งกำลังบำรุง มีความเชี่ยวชาญในภูมิประเทศ สิ่งที่ต่างกันตอนนี้คือ “ปริมาณ” ของปืนใหญ่รัสเซีย มีมากกว่าฝ่ายยูเครน ซึ่งจากการประเมินของเพนตากอน ปืนใหญ่รัสเซียที่ใช้รบในยูเครนที่กำลังโยกย้ายมุ่งสู่ภูมิภาค อยู่ในสภาพไร้ความบอบช้ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์วิธีเดียวที่จะทำลายปืนใหญ่ได้ คือหาให้เจอแล้วยิงสวน ไม่ว่าการใช้เรดาร์ตรวจจับการยิง ทหารลาดตระเวนแทรกซึม ใช้โดรนหรือเครื่องบินชี้เป้า แต่ปัญหาของยูเครนตอนนี้ คือทัพอากาศจะขาดประสิทธิภาพ ยากที่จะบินระยะไกลจากฐานในภาคตะวันตกมาโจมตีสนับสนุนในภาคตะวันออก อีกทั้งกองทัพรัสเซียและกองกำลังแบ่งแยกดินแดนโดเนตสก์และลูฮานสก์ ยังวางระบบต่อต้านอากาศไว้อย่างหนาแน่น ต่างกับแนวรบอื่นๆด้วยเหตุนี้ จึงอยู่ที่ว่าหน่วยปืนใหญ่ของฝ่ายใดทำงานได้ดีกว่ากัน และไม่ผิดแต่อย่างใดที่จะสรุปว่า บทบาทของปืนใหญ่ในการศึกครั้งนี้ คือตัวกำหนดชะตาของภูมิภาคดอนบาส.วีรพจน์ อินทรพันธ์