“สิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องที่คุณพูด แต่เป็นวิธีที่คุณพูดมันออกไปต่างหาก” เคยเจอไหมคนที่พูดอะไรก็หอมน่าฟังไปหมดมีแต่คนรักและเมตตา ตรงข้ามกับคนปากไม่ดี ชอบพูดเหน็บแนมส่อเสียดให้ร้ายคนอื่น บ่งบอกใจริษยาเมื่อปี 1967 “ศาสตราจารย์อัลเบิร์ต เมห์เรเบียน” จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ตีพิมพ์งานวิจัยสองฉบับ ซึ่งเป็นที่รู้จักกว้างขวางมาถึงปัจจุบัน โดยนำเสนอข้อสรุปน่าทึ่งว่า เราสื่อสารกันผ่านทางคำพูดแค่ 7% ส่วนที่เหลือเป็นการสื่อสารผ่านน้ำเสียงและท่าทาง ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากในการจูงใจให้คนอื่นทำตามที่เราต้องการ เรียกว่าถ้าอยากทำเรื่องใหญ่ให้ประสบความสำเร็จ จะต้องหาแนวร่วมให้เจอ รวบรวมกลุ่มคนที่พร้อมจะก้าวเดินไปกับเรา ไม่ว่าจะอยากสร้างธุรกิจ สร้างครอบครัว เขียนหนังสือ หรือไปเหยียบดาวอังคาร เราไม่มีทางทำสำเร็จได้ด้วยตัวเองคนเดียวกระนั้น นักเขียนติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ “ทิม เดวิด” ที่นำประสบการณ์จากการเป็นนักมายากลและนักสะกดจิตมาถ่ายทอดลงหนังสือ “Magic Words” ยืนกรานว่า เราไม่สามารถบังคับให้คนอื่นมีแรงจูงใจในการทำอะไรบางอย่างได้ เพราะคุณจะล้มเหลวทันที เมื่อพยายามเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนอื่น ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้น คือเราสามารถจูงม้าไปริมแม่น้ำได้ แต่ไม่สามารถบังคับให้มันกินน้ำได้ ความลับในการจูงใจคนจึงอยู่ที่ทำยังไงให้ม้ารู้สึกกระหายน้ำ และก้มกินน้ำด้วยตัวเอง!!หัวใจสำคัญของการโน้มน้าวและจูงใจคนก็คือ การทำให้สมองของมนุษย์อยู่ในภาวะ “กระหาย” จนยอมทำตามโดยไม่รู้ตัว เราก็แค่ต้องเจาะลึกลงไปในจิตใจคนอื่นให้ได้ เพื่อหาความกระหายนั้นให้เจอ โดยเครื่องมือสำคัญในการเจาะใจคน และสื่อสารให้ประสบความสำเร็จ คือการใช้คำวิเศษ “Magic Words” เพื่อเอาชนะใจคนคำวิเศษทรงพลังที่สุดคือ “คำตอบรับ” ใช่ค่ะ...ได้ค่ะ... ตกลง...ใช่แล้ว...โอเคครับ...แน่นอนที่สุด เหล่านี้ล้วนเป็นคำวิเศษที่ช่วยเปิดใจคู่สนทนา และสร้างมิตรภาพให้คล้อยตามได้ง่าย มนุษย์ทุกคนเกลียดกลัวการถูกปฏิเสธ ฉะนั้นเลิกพูดติดปากซะที คำว่า ผมไม่รู้...ไม่ๆๆ...ไม่ใช่...ไม่มีทาง เพราะมันคือการปิดประตูใส่หน้าคนอื่น และดิสเครดิตความเป็นผู้นำในตัวคุณ คนที่พูดคำว่า “ได้” จนเป็นนิสัย แทนคำว่า “ไม่” บ่งบอกว่าพร้อมเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆเสมอ เชื่อสิว่าใครๆก็อยากอยู่ใกล้คนที่มีพลังงานดีๆ มากกว่าพวกที่ตั้งป้อมค้านไปเรื่อย และเที่ยวบอกคนอื่นว่าพวกเขา “ไม่ควรทำอะไร”“แต่” เป็นคำวิเศษที่มีพลังลึกลับมาก ถ้ารู้จักใช้ให้เป็น ปกติเรามักใช้คำว่า “แต่” ในความหมายเชิงลบมากกว่าดี เพื่อหักล้างสิ่งที่พูดไปก่อนหน้า เช่น เจ้านายพูดชมว่าขยันทำงานแต่เช้าทุกวัน แล้วมาตบท้ายด้วยคำว่า “แต่” พร้อมตำหนิชุดใหญ่ให้หัดคิดไอเดียใหม่ๆบ้าง แบบนี้มันบั่นทอนจิตใจชัดๆ ในทัศนะของ “ทิม เดวิด” คำว่า “แต่” เป็นเมจิกเวิร์ดส์ที่สามารถใช้ให้เป็นพลังบวกได้ เพื่อลบล้างคำปฏิเสธของคู่สนทนา โดยเทคนิคของการใช้คำว่า “แต่” อย่างทรงพลัง ให้เปิดบทสนทนาด้วยการพูดทวนคำปฏิเสธของอีกฝ่าย แล้วเติมคำว่า “แต่” เข้าไป เพื่อลบล้างความคิดที่อยู่ข้างหน้า และส่งเสริมความคิดที่อยู่ข้างหลัง เช่น จริงอยู่เธอไม่อยากกลับบ้านดึก แต่ถ้าเราลุยงานเสร็จคืนนี้ พรุ่งนี้ก็จะได้หยุดยาวเลยนะสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าข้าวของเงินทองใดๆคือ “คำขอบคุณ” ที่กลั่นออกมาจากใจจริง เราสามารถฝึกขอบคุณให้เป็นนิสัยได้ ต่อให้เป็นเสือยิ้มยาก หรือคนเห็นแก่ตัวที่ยโสโอหัง ก็สามารถเริ่มต้นฝึกพูด “ขอบคุณ” ให้บ่อยขึ้น มีผลวิจัยค้นพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายจะส่งผลกระทบต่อความคิดของเราด้วย เช่น ถ้าเรายิ้มมากขึ้นจะทำให้รู้สึกมีความสุขมากขึ้น หรือถ้าเราหมั่นพูดคำว่า “ขอบคุณ” ออกมาดังๆ ร่างกายก็จะส่งสัญญาณไปกระตุ้นสมองให้สร้างความรู้สึกซาบซึ้งใจมากขึ้นไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเอ่ยขอบคุณ แต่คงดีกว่ามากถ้าเราจะกล่าวขอบคุณทันทีที่มีคนทำสิ่งดีๆให้กับเรา อย่าปล่อยให้กลายเป็นคนหัวใจกระด้างไม่รู้คุณคน เหนืออื่นใดแล้วต้องทำด้วยความจริงใจ มีเมตตา และความปรารถนาดีต่อผู้อื่น แล้วคุณจะพูดคำว่าขอบคุณได้เต็มหัวใจ.มิสแซฟไฟร์