สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าบรรยากาศการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 ชาติ หรือจี 20 ที่จัดในรูปแบบประชุมทางไกล ตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมเนื่องด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยมีซาอุดีอาระเบียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม โดยเมื่อวันที่ 22 พ.ย. กลุ่มผู้นำจี 20 ได้ให้คำมั่นว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนทั้งโลกสามารถเข้าถึงวัคซีนต้านไวรัสอย่างเท่าเทียม พร้อมรับรู้ว่าจะต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนห่างชั้นกันยิ่งขึ้น ทั้งนี้ นางเออร์ซูลา ฟอน เดอ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป เรียกร้องให้นานาชาติร่วมระดมทุน 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 144,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการ ACT จัดซื้อและจัดส่งอุปกรณ์ตรวจ ยารักษา และวัคซีน ให้แก่ประเทศต่างๆ ขณะที่นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ประกาศร่วมทุน 592 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 18,944 ล้านบาท ในโครงการนี้ พร้อมเรียกร้องให้ชาติอื่นทำตามด้านนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เสนอต่อที่ประชุมว่า รัสเซียพร้อมที่จะส่งวัคซีนต้านไวรัสสปุตนิก 5 ของตัวเองให้แก่นานาชาติ และรัฐบาลอยู่ระหว่างพัฒนาวัคซีนรุ่นที่ 2 และ 3 ส่วนนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวว่า จีนมีความประสงค์ที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในด้านการวิจัยพัฒนา การผลิต การแจกจ่ายวัคซีนต้านไวรัส จีนจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ สนับสนุนชาติกำลังพัฒนา และพร้อมที่จะทำงานอย่างหนัก เพื่อให้วัคซีนเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ชาวโลกสามารถเข้าถึง นำไปใช้ได้สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างการเปิดเผยของนางเคย์ลี แมคอีนานี เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารมวลชนทำเนียบขาวสหรัฐฯว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการประชุมทางไกลผู้นำจี 20 ด้วยเช่นกัน แต่ใช้เวลาเพียงสั้นๆ ระบุกับผู้นำโลกว่าสหรัฐฯมองเรื่องความจำเป็นในการทำงานร่วมกันเพื่อความเติบโตทางเศรษฐกิจ ก่อนเดินทางไปพักผ่อนตีกอล์ฟ และไม่ได้พูดถึงความร่วมมือด้านวัคซีนแต่อย่างใด ซึ่งแหล่งข่าวรัฐบาลสหภาพยุโรปเผยว่า นายทรัมป์พูดแต่เรื่องสหรัฐฯฟื้นตัว และการพัฒนาวัคซีนของสหรัฐฯนอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า สหภาพยุโรปเตรียมที่จะเสนอต่อผู้นำจี 20 ให้จัดทำสนธิสัญญาด้านโรคระบาด เพื่อที่ในอนาคตประชาคมโลกจะสามารถรับมือได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ หากเกิดการแพร่ระบาดของโรคอันตรายขึ้นอีกในอนาคต และ จี 20 เตรียมที่จะสนับสนุนแผนสนับสนุนประเทศยากจน เลื่อนการชำระหนี้ไปจนถึงกลางปี 2564.