ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ทศวรรษของคนแก่ไม่ยอมแก่

    มิสแซฟไฟร์4 ก.ค. 2563 05:03 น.
    SHARE

    เคยเป็นกำลังสำคัญสร้างเศรษฐกิจสร้างชาติ แบกความหวังจนหลังแอ่นมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่รู้ตัวอีกที “ชาวเบบี้บูมเมอร์” ก็ถูกผลักไสให้เป็น “คนแก่วัยไม้ใกล้ฝั่ง” ซะแล้ว ต้องทยอยเกษียณอายุเก็บกระเป๋าออกจากออฟฟิศกลับไปอยู่บ้านเหงาๆ ทั้งๆที่ยังมีกำลังวังชาคึกคักเกินร้อย ตามประสาคนบ้าพลังทุ่มเททำงานหนักมาทั้งชีวิต

    ถึงเวลาคิดใหม่ทำใหม่กันได้แล้ว เพราะเรากำลังเข้าสู่ทศวรรษของ “คนแก่ไม่ยอมแก่” หรือ “YOLD” ย่อมาจาก “Young Old” เป็นศัพท์ใหม่ที่บัญญัติขึ้นโดยญี่ปุ่น ประเทศที่กำลังเผชิญกับวิกฤติประชากรสูงวัยล้นบ้านล้นเมือง ใช้เรียกคนวัยเกษียณอายุ 65-75 ปี ซึ่งก็คือพวกเบบี้บูมเมอร์ที่เริ่มเข้าสู่วัยแก่นั่นเอง แต่เป็นคนแก่อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แก่งกๆเงิ่นๆเหมือนในอดีต

    ตอนเป็นเสาหลักของประเทศชาติ ชาวเบบี้บูมเมอร์ตีลังกาปาระเบิดสร้างผลงานไว้เยอะ เมื่อถึงคราวเกษียณอายุ พวกลุงป้าจึงดิ้นสุดชีวิตไม่ยอมอำลาวงการ และทำท่าจะดิสรัปชันคนหนุ่มสาวซะด้วย โดยท้าพิสูจน์ให้เห็นว่าถึงจะแก่แต่ก็ยังแอ็กทีฟอยู่นะจ๊ะ แถมมีสุขภาพดี ฐานะการเงินอู้ฟู่ไม่ต้องง้อใคร

    “จอห์น พาร์คเกอร์” คอลัมนิสต์ดังแห่งดิ อิโคโนมิสต์ เขียนถึงปรากฏการณ์สำคัญนี้ว่า ปี 2020 จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง “ทศวรรษคนแก่ไม่ยอมแก่” อย่างแท้จริง เพราะในประเทศพัฒนาแล้วที่ขยายการเกษียณอายุไปถึง 65 ปี คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ที่มีอัตราการเกิดมากสุดคือ เกิดระหว่างปี 1955-1960 จะทยอยรีไทร์ตั้งแต่ปี 2020-2025 เท่ากับว่าโลกของเราจะสูญเสียชนชั้นมันสมองจำนวนมากในคราวเดียว เหลือไว้ก็แต่คนหนุ่มสาวไร้เขี้ยวเล็บ

    คอลัมนิสต์มือทองเสนอแนะทางออกเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการสูญเสียชนชั้นมันสมองว่า ประเทศต่างๆควรขยายอายุเกษียณออกไปอีกให้เหล่าเบบี้บูมเมอร์เกษียณช้าลง เพื่อดึงแรงงานผู้สูงวัยคุณภาพเหล่านี้ไว้ขับเคลื่อนองค์กรต่อไป เขามั่นใจว่า “ชาว YOLD” ที่ทั้งอึดถึกทนและสารพัดเหลี่ยม จะสามารถพลิกโฉมหน้าโลกได้อย่างมหัศจรรย์อีกครั้ง เหมือนกับที่เคยพลิกฟื้นเศรษฐกิจโลกมาแล้วในยุคหลังสงคราม

    จากสถิติขององค์การอนามัยโลกบ่งชี้ว่า ภายในปี 2020 ประเทศพัฒนาแล้วจะมีประชากรโลกเข้าสู่วัยคนแก่ไม่ยอมแก่ (อายุ 65-74 ปี) มากถึง 134 ล้านคน หรือคิดเป็น 11% ของประชากรโลก ไม่รู้จริงๆว่า “ชาว YOLD” เกิดฤกษ์อะไรถึงได้อึดถึกทนเป็นพิเศษ แม้จะเข้าวัยเกษียณก็ยังมีสุขภาพร่างกายและสุขภาพเงินทองที่แข็งแรงกว่าคนสูงวัยยุคก่อนมาก องค์การอนามัยโลกประมาณการณ์ว่า คนแก่ไม่ยอมแก่ยุคนี้จะมีอายุขัยยืนยาวกว่ายุคอดีตถึง 3.7 ปี เข้าตำราแก่ยากตายยากหนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า

    แค่แข็งแรงกว่าและรวยกว่าก็เหนือชั้นอยู่แล้ว แต่ในประเทศพัฒนาแล้วยังพบว่า มีแนวโน้มที่คนแก่ยุคเบบี้บูมเมอร์จะยังคงทำงานต่อไปอย่างแข็งขันหลังเกษียณ เพราะพวกเขาเชื่อว่าการออกนอกบ้านไปทำงานจะช่วยให้สมองเสื่อมช้าลง, สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น และไม่เป็นโรคซึมเศร้า

    ในเมื่อมนุษย์ลุงมนุษย์ป้าแอ็กทีฟขนาดนี้ มีทั้งพลังสมองและกำลังทรัพย์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ “ชาว YOLD” จะกลายเป็นเป้าหมายหลักของทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ลุงป้าไม่ใช่แค่เที่ยวเก่งจนทำลายสถิติกลุ่มลูกค้าของสายการบินที่เติบโตสูงสุดในยุคนี้ แต่คนแก่ไม่ยอมแก่ยังเข้าไปดิสรัปแวดวงการศึกษาด้วย เพราะชาวเบบี้บูมเมอร์มีนิสัยใฝ่เรียนรู้กล้าใช้จ่าย ขนาดมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังเปิดแผนกพิเศษไว้รองรับคนสูงวัยที่อยากเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด ฝันไปเหอะจะให้ป้าอยู่บ้านเลี้ยงหลานไปวันๆ

    เขียนมาทั้งหมดก็แค่จะบอกว่า หนูจ๋าอย่าไปขวางทางลุงป้าเลย เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมคนแก่ไม่ยอมแก่ยุคใหม่ ที่จะปูทางไว้ให้เด็กรุ่นหลังอย่างพวกเราได้แก่อย่างมีคุณภาพไม่ต๊อกต๋อย มันเชยตกยุคไปแล้วที่จะขีดเส้นเกษียณไว้ที่ 60.

    มิสแซฟไฟร์

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์มิสแซฟไฟร์สังคมผู้สูงอายุเกษียณอายุคนแก่สังคมสูงวัยYoung Old

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้