ศาลอาญาระหว่างประเทศปัญหาระหว่าง “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” กับสหรัฐฯและเมียนมากำลังร้อนแรงครับ มีการตอบโต้กันไปมา ผู้อ่านบางท่านที่ยังสับสนระหว่าง “ศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ” ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) และ “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” เปิดฟ้าส่องโลกจึงขออนุญาตรับใช้แยกให้เห็นความแตกต่างของศาลทั้งสาม เพื่อเมื่ออ่านข่าวจะได้ไม่สับสนครับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่เรียกว่า International Court of Justice หรือ ICJ เป็นสถาบันสำคัญที่สุดในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ศาลนี้ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ประเทศไทยของเราประกาศรับอำนาจศาลโลกเพราะอยากให้ศาลนี้ช่วยป้องกันเราจากการถูกรังแกจากประเทศนักล่าอาณานิคม “ศาลโลกเก่า” ถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.2489 ตามผลของการเลิกสันนิบาตชาติพอตั้งสหประชาชาติแทนสันนิบาตชาติ ยูเอ็นก็ตั้ง “ศาลโลกใหม่” ที่เรียกว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ข้อพิพาททั้งหลายที่อยู่กับศาลโลกเก่าก็ให้ยกมาสู้กันในศาลโลกใหม่ ประเทศทางแถบบ้านเราก็ใช้บริการของศาลโลกกันเยอะนะครับ ตอนที่สิงคโปร์กับมาเลเซียทะเลาะกันเรื่องดินแดน หรือมาเลเซียกับอินโดนีเซียทะเลาะกันเรื่องเกาะ ก็ใช้ศาลโลกนี่ล่ะครับตัดสิน โดยหลักการแล้ว อำนาจของศาลโลกเป็นเรื่องที่คู่พิพาทนำข้อพิพาทมาให้ศาลโลกพิจารณาศาลโลกใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก ทุกคดีจะเริ่มโดยพิจารณาอำนาจศาลก่อน ถ้ามีอำนาจก็จึงค่อยว่ากันเรื่องเนื้อหา คำตัดสินของศาลโลกมี 2 รูปแบบ คำพิพากษาสำหรับประเทศที่ทะเลาะกัน และความเห็นแนะนำสำหรับกรณีที่สหประชาชาตินำเรื่องขึ้นสู่ศาลผู้อ่านท่านยังจำเรื่องอิสราเอลสร้างกำแพงในดินแดนยึดครองของปาเลสไตน์ได้ไหมครับ หลังจากศาลโลกให้ความเห็นได้ 2 วัน นายกฯอิสราเอลไม่ยอมรับความเห็นของศาลโลก โดยบอกว่าศาลไม่เห็นความสำคัญของการสร้างกำแพงเพื่อป้องกันการก่อการร้ายจากพวกปาเลสไตน์ เมื่อคู่พิพาทไม่ยอมรับอำนาจศาล สมัชชาสหประชาชาติก็ขอความเห็นแนะนำแทน ความเห็นแนะนำไม่มีข้อผูกพันนะครับ แต่เป็นการสร้างแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศให้อิสราเอลอย่างคดีพระวิหาร กัมพูชานำข้อพิพาทให้ศาลโลกพิจารณา โดยอ้างว่าทั้งไทยและกัมพูชารับอำนาจศาลโลก แต่ไทยบอกว่าการรับอำนาจศาลโลกของไทยไม่มีผล เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีเริ่มต้นของธรรมนูญศาลใหม่ แต่ศาลโลกบอกว่า เมื่อไทยส่งประกาศให้อำนาจเลขาธิการสหประชาชาติก็เท่ากับว่าไทยรับอำนาจศาลโลกใหม่ ศาลโลกจึงตัดสินเป็นเอกฉันท์ว่าศาลมีอำนาจพิจารณาคดีพระวิหารสุดท้าย ไทยก็ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลโลก โดยให้พระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ดินแดนล้อมรอบปราสาทพระวิหารเป็นของไทยศาลระหว่างประเทศศาลสุดท้ายคือ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ตอนแรกที่ตั้งขึ้นก็ตั้งเพราะการพิจารณาความผิดของบุคคลธรรมดา ส่วนใหญ่เป็นศาลเฉพาะกิจ เช่น ศาลนูเรมเบิร์ก ที่ตั้งขึ้นตอนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงเพื่อพิจารณาคดีอาชญากรสงคราม ที่ผมจำได้ก็ยังมีอีกเช่น ศาลอาชญากรรมสงครามยูโกสลาฟ ที่ตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อพิจารณาลงโทษผู้ที่ละเมิดกฎหมายมนุษยชาติระหว่างประเทศในดินแดนอดีตยูโกสลาเวียอีกศาลหนึ่งที่ยังแจ่มชัดในสมองคือ ศาลการทำลายล้างเผ่าพันธุ์รวันดา ที่ตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงฯ เพื่อลงโทษคนที่ก่ออาชญากรรมทำลายล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในรวันดาและดินแดนใกล้เคียงศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะกิจที่คนไทยคุ้นเคยกันก็คือ องค์คณะพิเศษในศาลกัมพูชาที่ตั้งเพื่อพิจารณาคดีความผิดผู้นำเขมรแดง ผู้อ่านท่านครับ ศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งโดยธรรมนูญกรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ พ.ศ.2541 เมื่อตั้งศาลเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ศาลพิเศษก็ไม่ต้องตั้ง ทุกคดีให้มาใช้บริการของศาลอาญาระหว่างประเทศแทนการพิจารณาคดีอดีตผู้นำเขมรแดงยังใช้ศาลพิเศษทั้งที่พิจารณาหลัง พ.ศ.2541 ก็เพราะเรื่องการกระทำความผิดของผู้นำเขมรแดงเกิดขึ้นใน พ.ศ.2520 กว่าๆเกิดก่อนการตั้งศาล จึงต้องใช้องค์คณะพิเศษในศาลกัมพูชาซึ่งเป็นศาลเฉพาะกิจอาชญากรรมร้ายแรง 4 อย่างที่ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาคือ อาชญากรรมอันเป็นการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ ต่อมนุษยชาติ สงคราม และอันเป็นการรุกราน3 ศาลอย่าสับสนกันนะครับ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com