ไลฟ์สไตล์
100 year

ส่องทิศทาง "ราคาทองคำ" ช่วงเลือกตั้งสหรัฐฯ ระวังระยะสั้นราคาผันผวน

ไทยรัฐออนไลน์22 ต.ค. 2563 12:26 น.
SHARE

จับตาการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์ คาดกระทบราคาทองคำแค่สั้นๆ แนะนักลงทุนระยะยาวอาจจะไม่ต้องสนใจนัก แต่ถ้าเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้นระวังความผันผวน

ดิษยพล ธชทรงธรรม นักวิเคราะห์ราคาทองคำจากบริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด เปิดเผยกับ "ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์" ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 ที่กำลังจะถึงในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้ มีความสำคัญที่ทำให้คนทั้งโลกต้องจับตามอง

ข่าวแนะนำ

เนื่องจากการมีประธานาธิบดีใหม่นั้นมีผลต่อการกำหนดแนวทางทั้งการเมืองระหว่างประเทศ และนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ยิ่งถ้าเป็นนักลงทุนที่ลงทุนอยู่ในสินทรัพย์อย่างทองคำ ยิ่งต้องจับตาเหตุการณ์นี้เป็นพิเศษเลย เพราะช่วงเหตุการณ์ระดับโลกแบบนี้เป็นเรื่องปกติที่ตลาดการเงินจะมีความผันผวนของราคาที่สูงกว่าภาวะปกติ

ย้อนดูราคาทองช่วงเลือกตั้งสหรัฐฯ

จากข้อมูลย้อนหลัง 10 ครั้งล่า สุดพบว่า พรรครีพับลิกัน (Republican) ที่มีโดนัลด์ ทรัมป์ ดูแลชนะไป 6 ครั้ง ส่วนพรรคเดโมแครต (Democrat) ที่มีโจ ไบเดน ชนะไป 4 ครั้ง ทั้งนี้หาก Republican ได้รับชัยชนะ ในเดือนที่มีการเลือกตั้ง มีอัตรา 3 ใน 6 ครั้ง ที่ส่งผลให้ราคาทองขึ้นส่วน Democrat นั้น มี 1 ครั้งที่ทำให้ราคาทองขึ้น แต่เป็น 1 ครั้งที่แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง และ 2 ครั้งที่ราคาทองลง ดังนั้นหากดูคร่าวๆ จะพบว่าไม่ว่าพรรคไหนชนะ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบให้ทองคำเคลื่อนที่ไปทิศทางใด ทิศทางหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ

แต่หากพิจารณารายละเอียดเพิ่มขึ้น เราจะพบว่าบางปี เดือนที่มีการเลือกตั้งนั้นจะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำอย่างรุนแรงเลยทีเดียว โดยเฉพาะในปี 2547, 2551 และ 2559 เช่น ปี 2547 ราคาทองอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท และมีการขยับขึ้นของราคาที่ 500 บาท ก็ถือว่าสูงมากพอสมควร

จากกราฟจะเห็นว่าทองคำจะค่อยๆ ปรับขึ้นในช่วงต้นปี และแตะจุดสูงสุดในช่วงกลางปีจากนั้นก็ค่อยๆ ย่อตัว และเริ่มดีดตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปี ซึ่งก็แอบคล้ายปี 63 นี้อยู่เหมือนกัน แต่ทั้งนี้การที่เราจะวิเคราะห์ราคาทองจากปัจจัยเรื่องการเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างเดียวก็อาจจะดูหยาบไปหน่อย เพราะบริบทสังคมและเศรษฐกิจ ในแต่ละยุคสมัยของการเลือกตั้งก็มีความแตกต่างกันไป เราลองมาย้อนดูแบบเจาะลึกย้อนหลังสัก 4 ครั้งล่าสุด

ปิดปี 2547 ราคาทองคำอยู่ที่บาทละ 9,000 บาท

ดิษยพล พาเราย้อนกลับไปในปี 2547 โดยเขาฉายภาพว่า ณ ขณะนั้น ราคาทองคำในช่วงต้นปี 47 เทรดอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาทในช่วงไตรมาสแรกของปี โดยช่วงปีนั้นธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ยังคงอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ไว้ที่ 1.00%

แต่ในช่วงระหว่างปีก็มีช่วงที่ราคาทองคำลดลงต่ำกว่า 8,000 บาท หลายครั้ง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 พ.ย. ท้ายที่สุด จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) เอาชนะการเลือกตั้งในครั้งนั้นไปได้พร้อมกับแต่งตั้ง อลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธาน FED เป็นสมัยที่ 5 ส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นหลังจากนั้นโดยทองคำแท่งขึ้นทำจุดสูงสุดประจำปีประมาณ 9,000 บาท ในเดือน ธ.ค.

ปิดปี 2551 ราคาทองคำอยู่ที่บาทละ 15,000 บาท

ในปี 2551 นอกจากจะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ อีกครั้งหนึ่งแล้ว ยังเป็นปีที่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (Subprime mortgage crisis) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ ราคาทองคำพุ่งขึ้นเหนือ 17,000 บาท ในเดือน มี.ค.เป็นระยะเวลาสั้นๆ ประกอบกับการที่ FED มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติซับไพร์ม

แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤติก็ได้มีการแห่ขายเพื่อถือเงินสดจนทองคำปรับตัวลดลงไปเทรดที่ระดับประมาณ 12,000 บาท แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากที่โอบามา จากเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งราคาทองคำแท่งฟื้นตัวตลอดช่วงที่เหลือของปีและปิดตัวลงในปี 2551 ที่ราคาประมาณ 15,000 บาท

ปิดปี 2555 ราคาทองคำอยู่ที่บาทละ 24,000 บาท

ในปี 2555 ราคาทองคำเริ่มต้นในปีที่สูงกว่า 24,000 บาท และพุ่งสูงถึง 25,500 บาท ในเดือน ก.พ. แต่ลงเอยด้วยการทำจุดต่ำสุดประจำปีที่ 23,000 บาท ในเดือน พ.ค. แม้ว่า FED จะยังคงอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯไว้ใกล้ 0 ก็ตาม

โดยราคาทองคำฟื้นตัวก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 6 พ.ย. และกลับมาซื้อขายที่เหนือ 25,000 บาท แต่หลังจากนั้นราคาทองก็ย่อตัวลงในเดือนธ.ค.จะปิดปีที่ 24,000 บาท

ปิดปี 2559 ราคาทองคำอยู่ที่บาทละ 19,000 บาท

โดนในปี 2559 ราคาทองคำเปิดปีที่ราคาประมาณ 18,500 บาท เนื่องจาก FED ที่นำโดยเจเน็ต เยลเลน (Janet Yellen) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯในช่วงปลายปี 2558 ก่อนที่จะมีการปรับตัวขึ้นมาที่ระดับราคาประมาณ 22,500 บาท ในเดือนก.ค.

เนื่องจากธนาคารกลางยังคงอัตราดอกเบี้ยของรัฐบาลกลางไว้ใน ช่วง 0.25% ถึง 0.50% อย่างไรก็ตามราคาทองคำลดลงต่ำกว่า 21,000 บาท ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 4 พ.ย. และเมื่อโดนัลด์ทรัมป์เอาชนะการเลือกตั้ง ราคาทองคำปรับตัวขึ้นซึ่งสวนทางกับตลาดหุ้นที่อยู่ในช่วงขาลง แต่สุดท้ายทองคำก็โดนแรงเทขายอย่างหนักหน่วงและปรับตัวลงปิดตัวที่ 19,000 บาท


แล้วในปี 2563 ราคาทองจะไปทางไหน

ดิษยพล กล่าวว่า หลังจากการล่มสลายลงของระบบการเงินแบบ Bretton Wood ปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ที่มากระทบกับราคาทองคำก็ได้เปลี่ยนแปลงไป อาทิ การที่ประเทศจะพิมพ์เงินสกุลต่างๆ ออกมา ทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องมีทองคำหนุนหลังก็สามารถพิมพ์ได้แล้ว แต่ยังมีหลายต่อหลายคนคิดว่าจะพิมพ์เงินต้องมีทองอยู่

หากเรามองกันแบบระยะยาวแล้ว เราก็จะพบว่าทองคำก็มี Trend ของราคาที่ค่อนข้างชัดเจนคือ ขึ้นในระยะยาว อย่างในปีนี้ทองคำก็ได้ทำเลยจุดสูงสุดใหม่ไปแล้วก่อนการเลือกตั้ง โดยขึ้นไปสูงกว่า 26,000 บาท

นอกจากนี้ เราพบว่า การเลือกตั้งของสหรัฐฯนั้น ไม่ได้ส่งผลต่อภาพระยะยาวของการขึ้นลงของราคาทองคำอย่างมีนัยสำคัญ แต่สิ่งที่เราเห็นได้ชัดในช่วงระยะหลังของราคาทองคำก็ คือ ภาวะที่มีความผันผวนของราคาที่สูงขึ้น

"แปลง่ายๆ ได้ว่า ทองคำนั้นเป็นขาขึ้นในระยะยาว แต่ในช่วงระหว่างขึ้นนั้นก็มีการปรับตัวลงแบบรุนแรงประกอบกันไป เราจึงอาจสรุปได้ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ นั้นน่าจะเข้ามาสร้างความผันผวนในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวก็อาจจะไม่ต้องสนใจนัก แต่ถ้าเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้นความผันผวน คือสิ่งที่คุณต้องเจอ และเตรียมพร้อมรับมือในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้"

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แนวโน้มราคาทองราคาทองกับการเลือกตั้งสหรัฐราคาทองคำปี 63อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรดดิษยพล ธชทรงธรรมทองคำข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2563 เวลา 02:33 น.