กีฬา
100 year

ฎีกาตัดสินให้บ้านปูจ่าย 1.5 พันล้านบวกดอก ปิดฉากมหากาพย์คดีหงสา

ไทยรัฐฉบับพิมพ์7 มี.ค. 2561 09:01 น.
SHARE

อดุลย์ รักสนิท ทนายความของ นายศิวะ งานทวี

ศาลฎีกาพิพากษาปิดฉากคดีกลุ่ม “งานทวี” ฟ้อง “บ้านปู” เรียกให้ชดใช้ค่าเสียหาย จากการถูกบอกเลิกสัญญาสัมปทานจาก สปป.ลาว ในโครงการสัมปทานเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าหงสาที่ต่อสู้กันมายาวนานกว่า 10 ปี โดยศาลให้บ้านปูชดใช้ 1,500 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5%ต่อปี ด้านผู้บริหารบ้านปู (BANPU) เปิดโต๊ะแถลงน้อมรับคำตัดสินของศาลพร้อมจ่ายทันที ลั่นไม่กระเทือนซาง ไม่กระทบแผนธุรกิจและการลงทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลแพ่ง รัชดาว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ศาลฎีกาได้อ่านคำตัดสินคดี โรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่เมืองหงสา สปป.ลาว ที่กลุ่มนายศิวะ งานทวี (โจทก์) ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกลุ่มบริษัท บ้านปู จำกัด(มหาชน) หรือ BANPU และผู้บริหาร (จำเลย) โดยอ้างว่าถูกหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในโครงการ แต่ภายหลังถูกหักหลังจนถูกรัฐบาล สปป.ลาวยกเลิกสัมปทานและกลุ่มบ้านปูได้เข้าไปดำเนินการแทน โดยโจทก์และจำเลยได้ต่อสู้กันมาครบ 3 ศาลเบ็ดเสร็จกว่า 10 ปีนับจากปี 2550

โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้กลุ่มงานทวีชนะ ให้บ้านปูชำระค่าเสียหายร่วม 30,000 ล้านบาทจากคำฟ้องที่เรียกไป 60,000 ล้านบาท ต่อมาเมื่อปี 2557 ศาลอุทธรณ์ได้พลิกคำตัดสินระบุว่าบ้านปูไม่ได้ละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายโจทก์ได้ยื่นฎีกา กระทั่งศาลฎีกาได้พลิกคำตัดสินให้กลุ่มบ้านปูและพวกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,500 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5% นับจากวันฟ้อง เมื่อ ก.ค.ปี 50 โดยเป็นค่าเสียหายจากการที่จำเลยละเมิดนำข้อมูลซึ่งถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและเป็นความลับทางธุรกิจเกี่ยวกับสัมปทานเหมืองถ่านหิน และรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ ที่เมืองหงสา สปป.ลาว 13 ฉบับที่กลุ่มงานทวีทำไว้มาต่อยอด และนำมาใช้ประโยชน์ในโครงการสัมปทานโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ จากรัฐบาล สปป.ลาวที่บ้านปูและพวกได้รับสัมปทานให้ดำเนินการเอง ส่วนค่าเสียโอกาสที่กลุ่มงานทวี ฟ้องเรียกเงินกว่า 60,000 ล้านบาทนั้น ให้ยืนตามศาลอุทธรณ์คือไม่ต้องชำระ

ภายหลังคำตัดสินดังกล่าว ขณะที่ผู้บริหารบ้านปูได้เรียกแถลงข่าวด่วนทันที โดยนายชนินทร์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ พร้อมด้วยนางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายปรีชญา อิบราฮิม ทนายความได้ร่วมกันเปิดเผยว่า BANPU พร้อมจ่ายเงินต้น 1,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2,700 ล้านบาท ตามคำสั่งศาลฎีกาทันที โดยวิธีการชำระเงินจะร่วมจ่ายกับบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP และ บริษัท บ้านปู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รายละ 900 ล้านบาท บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษในไตรมาส 1 ปีนี้ และยืนยันว่า การจ่ายค่าปรับจะไม่กระทบแผนการดำเนินงานและการลงทุนของบริษัท รวมถึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสด โดยจะไม่มีการปรับประมาณการณ์ใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากเงินชดเชยดังกล่าวถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) ของทั้งกลุ่มบริษัทที่ทำได้ 32,000 ล้านบาทต่อปี

“บริษัทยอมรับคำตัดสินของศาล และยืนยันว่าบริษัทไม่ได้ทำผิดธรรมาภิบาล และมีการดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตทั้งก่อนหน้าและหลังการเข้าร่วม พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าหงสา ส่วนประเด็นการใช้ข้อมูลของกลุ่ม “งานทวี” เป็นเรื่องเชิงเทคนิคและตีความคลาดเคลื่อนของทั้ง 2 บริษัท” นางสมฤดีกล่าว

ด้านทนายของบ้านปูได้ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำพิจารณาของศาลฎีกาเพื่อยืนยันความโปร่งใสของบริษัทดังนี้ 1.กรณีที่โจทก์กล่าวหาว่าบริษัทเข้าทำสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลโดยไม่มีเจตนาเข้าทำโครงการจริง ซึ่งศาลพิจารณาว่าบริษัทมีความสุจริตในการเข้าทำสัญญาและมีเจตนาเข้าทำโครงการจริง 2.กรณีที่โจทก์กล่าวหาว่า บริษัทยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมาเพื่อให้โครงการล่าช้าเป็นเหตุให้รัฐบาล สปป.ลาว ยกเลิกสัมปทานกับโจทก์ ประเด็นนี้ศาลพิจารณาว่า บริษัทมีความสุจริต เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของโครงการ และรัฐบาล สปป.ลาว มิได้ใช้เหตุผลนี้ในการยกเลิกสัมปทานกับโจทก์ แต่เพราะโจทก์รับสัมปทานมาตั้งแต่ปี 35 ซึ่งจนถึงปี 42 โครงการก็ไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากติดปัญหาหลายประการ เช่น ไม่มีเงินลงทุน และได้มาชักชวนให้บริษัทเข้าไปร่วมลงทุนในภายหลัง 3.กรณีที่โจทก์กล่าวหาว่าบริษัทยุยงรัฐบาล สปป.ลาวให้ยกเลิกสัมปทานกับโจทก์ ข้อนี้ศาลพิจารณาว่าบริษัทมีความสุจริตมิได้ยุยงการยกเลิกสัมปทานเป็นการตัดสินใจของรัฐบาล สปป.ลาว เพื่อประโยชน์ของประชาชนลาว.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บ้านปูงานทวีโครงการสัมปทานเหมืองถ่านหินโรงไฟฟ้าหงสา

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้