ก่อนตะวันลับขอบฟ้า ช่วงเวลาสี่โมงครึ่งจนถึงสองทุ่มของทุกวัน ชายวัย 60 ปี จอดเรือขายข้าวต้มอยู่บริเวณเท้งท่าน้ำวานิช ติดท่าน้ำวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงครามคนลุ่มแม่น้ำแม่กลองรู้จักมักคุ้นชื่อข้าวต้มตาเจ๊ก ชื่อจริงสหัส พ่วงสงเคราะห์เจ๊กเรียนจบ ป.4 โรงเรียนวัดช่องลม ช่วยพ่อขายข้าวต้มตั้งแต่อายุ 12 ปี พายเรือออกเร่ขายตั้งแต่ท่าน้ำบ้านในคลองลัดจวน ตำบลบ้านปรกเจ๊กนั่งอยู่หัวเรือ คอยร้องตะโกน “บวยแซ้กเอย” แบบนี้ไปเรื่อยๆทั่วแม่น้ำแม่กลอง คำ “บวยแซ้กเอย” ที่คุ้นหู บอกให้แฟนประจำรู้ว่าข้าวต้มมาแล้ว“พ่อร้องไม่ค่อยไหว เจ๊กยังวัยรุ่นเสียงดีกว่า” เจ๊กว่าพ่อขายข้าวต้มตั้งแต่ชามละ 1 บาท และปรับขึ้นครั้งสุดท้ายชามละ 7 บาท แล้วพ่อก็หยุดขายพ่อว่าอายุมากแล้วหลังจากนั้น เจ๊กไปเป็นทหารเกณฑ์ 2 ปี ที่จันทบุรี ออกจากทหาร บวชอีก 3 ปี สึกมาก็แต่งงาน แล้วกลับมาขายข้าวต้มอีกครั้งตอนอายุ 30 ปี ตอนวัยรุ่นจับคู่กับพ่อ ตอนนี้จับคู่ขายกับแฟน ขายตั้งแต่ชามละ 5 บาท อยู่ 7 ปี ขึ้นเป็น 7 บาท ขายไป 7 ปี ขึ้นเป็น 10 บาท ขาย 5 ปี ขึ้นเป็น 15 บาท และขายอีก 6 ปี ตอนนี้ขึ้นเป็น 20 บาท“ธรรมดาขาย 5 ปี ขึ้นที 5 บาท” เจ๊กบอก “จะขึ้นอีกทีเป็น 25 บาท ก็ปี 2565”ทุกวันแฟนตื่นตีห้าครึ่งทำของใส่บาตร เจ๊กตื่นหกโมง แปดโมงก็ออกไปจ่ายตลาดซื้อของกลับมาที่บ้านเพื่อเตรียมทำข้าวต้มจัดแจงเอาเนื้อไก่ ข้อไก่ เนื้อเป็ด เครื่องในเป็ด ปลา ล้างทำความสะอาด แล้วหั่นเนื้อเป็ด ต้มข้อไก่ ต้มปลา ผัดเป็ดและเครื่องใน แยกเป็นหม้อๆ มีเป็ด 2 หม้อ ข้อไก่ 2 หม้อ เนื้อไก่ 1 หม้อ ปลา 1 หม้อ ข้าวสวย 3 หม้อ ข้าวต้ม 1 หม้อใหญ่ ส่วนแฟนก็ซอยต้นหอม ผักชี แตงกวา พริกทำน้ำส้ม สองคนช่วยกันทำไม่ได้หยุดมือ บ่ายสามโมง เจ๊กยกหม้อขึ้นเรือ จัดให้เรียบร้อย เอาชามกว่า 200 ใบลงเรือ อุปกรณ์ต่างๆ ติดเตาถ่าน ต้มข้าวไว้เพื่อเตรียมไปขาย“ทำข้าวต้มไม่ได้ยากอะไร” เจ๊กบอก “เกิดมาก็เห็นพ่อทำ ไม่เคยถามว่าพ่อได้สูตรมาจากไหนเพราะไม่ได้สนใจ จำได้หมดว่าพ่อทำยังไงบ้าง ทำจนจำเจ หลับตาทำก็ทำได้”เรื่องยากก็ตอนหั่นเป็ด ต้องหั่นให้ไว ขายข้าวต้มต้องไวแล้ว แต่หั่นเป็ดต้องไวกว่านั้นทำข้าวต้มทุกวัน มีลูกค้าประจำมากมาย เป็นหลักฐานรสชาติเข้าที่ แต่เรื่องจริงก็คือคนทำเองไม่เคยชิม ไม่เคยได้กิน ถามถึงความอร่อย เจ๊กจึง ตอบไม่ได้ บอกว่า ถ้าหิวๆมาก็อร่อยทุกอย่าง ยิ่งกินตอนร้อนๆยิ่งอร่อยบ้านที่ใช้ทำข้าวต้มทุกวันนี้เป็นที่ของพี่สาว บ้านเจ๊กอยู่อีกที่ ขายหมดก็กลับมาล้างหม้อล้างจาน เสร็จเรียบร้อยก็กลับไปนอนที่บ้านเลขที่ 86/7 หมู่ 1 ตำบลคลองเขิน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงครามขายข้าวต้มทุกวัน ฝนตกก็ขาย จะหยุดก็วันปีใหม่ วันสงกรานต์ วันสำคัญทางศาสนา หรือนอกจากมีธุระจริงๆถึงจะหยุด แต่ถ้าหยุดก็จะขึ้นป้ายบอกไว้ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนแม่กลอง ถ้าไม่คุ้นหน้าเจ๊กรู้ว่าเป็นคนมาไหว้หลวงพ่อวัดบ้านแหลม ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร บางคนคุยว่า ขอแวะมากินก่อนไปที่อื่นมีคนมารอกินเยอะมาก บางวันมากจนแทบไม่มีที่นั่ง บางทีเท้ง(โป๊ะท่าน้ำ) ที่ขายก็ร้อนเจ๊กมีวิธีแก้ หาซื้อพรมรองนั่งไว้ให้แต่ถ้าฝนตก อันนี้เจ๊กช่วยอะไรไม่ไหว ลูกค้าต้องถือชามวิ่งขึ้นไปกินบนศาลา เคยฟังเรื่องเก่า ข้าวต้มเจ้าริมน้ำเจ้าประจำบางเจ้า ลูกค้า (ว่ากันว่าเป็นเด็กวัด...วัดอื่น) กินแล้วหนี เจ๊กบอกว่า “ถ้ามีจริงเราก็ไม่ถือ คนกินจะให้ไม่ให้ เราไม่ได้ติดใจ เราขายได้อยู่แล้ว คนไม่มีตังค์ก็กินได้”พอกินเสร็จตั้งชามไว้ จะให้หรือไม่ให้ ใครจะไปรู้ เราขายอยู่ในแม่น้ำข้างล่างเจ๊กเล่าตามความเป็นจริง ไม่เคยนับว่าคนกินไปกี่ชาม ส่วนใหญ่เขานับกันเองแล้วเอาเงินมาจ่าย ไม่มีใครโกง ราคาก็ไม่ได้แพง แค่ 20 บาทตอนปี 2554 น้ำท่วมกรุงเทพฯ สมุทรสงครามน้ำไม่ท่วม มีคนมาจากไหนก็ไม่รู้ ท่าทางเหนื่อยๆมายืนที่ท่า 12 คน เจ็กทำข้าวต้มให้กินฟรีคนละชามปกติเด็กนักเรียนมานั่งกินกันเต็ม วันไหนแดดร่มคนจะเยอะมาก ยิ่งวันหยุดนักขัตฤกษ์ยิ่งมาก เวลามีรายการทีวีมาถ่ายทำ คนก็ยิ่งมากไปใหญ่ วันธรรมดาหมดสองทุ่ม แต่ส่วนใหญ่ทุ่มกว่าๆก็หมดแล้วเคล็ดลับไม่มีอะไรมาก หนึ่งขายให้ถูกและอร่อย สองเงินให้ก็ได้ไม่ให้ก็ได้ อย่าไปคิดอะไรมาก คนไหนไม่ให้ก็ไม่ว่า วันหลังเขามีเงิน เขาก็ไม่มาเป็นลูกค้าใหม่ เห็นเด็กนักเรียนบางคนทำท่าไม่มีเงิน เจ๊กก็เรียกกินตอนคนมาก ลูกค้าบางรายกลัวจำไม่ได้ จดรายการใส่กระดาษยื่นให้ เจ๊กจะไม่อ่าน“บอกปากเปล่าเร็วกว่า” เจ๊กว่า “อาศัยความจำ ขายจำเจ บอกคำเดียวก็จำได้มีอะไรบ้าง ถึง 30–40 ชามก็จำได้ เวลาที่ใช้ในการอ่าน ก็ทำเสร็จไปแล้วหนึ่งชาม”ลูกค้ามากๆ แน่นอน ก็จะมีปัญหาเรื่องคิวก่อนหลัง“ขายมาหลายสิบปี เปลี่ยนเรือ 7-8 ลำ คนมากินจัดคิวกันเอง” เจ๊กบอกหนักแน่น “คนรู้จักก็ต้องตามคิว ไม่เคยมีคนทะเลาะกัน” เวลาใครชมว่ารสมือดี เป็นพรสวรรค์ เจ๊กบอกอย่างจริงใจว่า ที่กลับมาขายข้าวต้มเลี้ยงครอบครัวทุกวันนี้ เพราะทำอย่างอื่นไม่เป็นตอนที่เริ่มขายข้าวต้มครั้งแรก ซื้อเรือเงินผ่อนราคาเต็ม 2,000 บาท ผ่อนให้เขาวันละ 50 บาท ขายไปวันๆ ถือว่าลูกได้กินข้าว ไม่กู้ยืมใครตอนนั้นมีคนขายข้าวต้มอยู่ 10 ลำ ก็ขายแข่งกัน จนปีที่สองเริ่มรู้จักคนเยอะ เพราะขายถูกกว่า คนก็เริ่มกินข้าวต้มเรามากขึ้น เรื่องของรสชาตินั้น เจ๊กพูดแบบถ่อมตัว ความอร่อยก็พอๆกันก่อนที่จะได้ทำเลหลัก ท่าน้ำวัดเพชรฯ ก่อนหน้านี้แล่นเรือขายไปเรื่อยๆ จอดขายที่แรกที่ท่าโรงพยาบาลแม่กลอง ลูกค้าก็เริ่มมาก ต่อมาเกิดปัญหารถลูกค้าหาย เจ้าของที่เขาก็ไม่ให้เรือตาเจ๊กจอดไปขอเจ้าของท่าวานิช ติดๆกับท่าน้ำวัดเพชรฯเจ้าของท่าใจดีให้จอดขาย ขายถึงทุกวันนี้กว่า 30 ปีเข้าไปแล้ว เจ้าของเท้งไม่เคยเก็บค่าเช่า เวลาเท้งพังก็มาซ่อม ซ่อมเสร็จก็ย้ายกลับไปขายที่เก่าเรือข้าวต้มเจ๊กเป็นเรือขายข้าวต้มลำสุดท้ายในแม่น้ำแม่กลอง ข้าวต้มเจ้าอื่นขายบนบกหมดแล้วเจ๊กว่า “ขายในเรือไม่เหนื่อยเท่าขายบนบก ขายบนบกต้องเสิร์ฟคนกินที่โต๊ะ ขายในเรือคนกินมารับชามถึงที่ ถ้าขายบนบกสงสัยจะตายก่อน เพราะเดินมากปวดขา”เจ๊กอยากขายไปเรื่อยๆ คิดว่าเป็นการออกกำลังกาย ตายเมื่อไหร่ก็เลิกขาย ถ้าเจ๊กหรือเมียเจ๊กตายพูดกันแล้วว่า ก็คงจะได้เวลาเลิกขายเสียที“งานขายข้าวต้ม ทำคนเดียวทำไม่ไหว ทำไม่ทัน ถึงคิวลูกก็คงไม่ให้ขายแล้ว” พ่อค้าข้าวต้มเจ้านี้มีลูกสามคน ลูกชายคนโตเป็นวิศวกร เพิ่งเสียชีวิต ลูกสาวคนกลางทำงานอยู่กระทรวงการคลัง ลูกสาวคนสุดท้องเป็นพยาบาล อยู่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ลองถามดูแล้ว ไม่มีใครทำต่อขายข้าวต้มดังจนมีคนอยากจะซื้อสูตรอยู่บ่อยๆ เจ๊กบอกไม่ต้องซื้อ มาดูเดี๋ยวก็เป็นแล้วปัญหาก็คือ เวลาเอาไปทำจะเหมือนกันแค่ไหนคุยกันเพลินจนใกล้เวลาสี่โมงเย็น เจ๊กขอตัวลงเรือไปขายข้าวต้มตามหน้าที่ประจำวัน...ลูกค้าขาประจำคงน้อยคนที่จะรู้ลึกถึงขั้นที่ว่า รสชาติข้าวต้มอร่อยเจ้านี้ เจ้าของทำด้วยความคิดที่ไม่เหมือนใคร ทำเหมือนการออกกำลังกาย.