ทุนมนุษย์ศตวรรษที่ 21

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ทุนมนุษย์ศตวรรษที่ 21

Date Time: 18 ส.ค. 2569 04:02 น.

Video

ดีเจภูมิ vs เปา iHAVECPU เผยแนวคิดวางแผนการเงินกับแฟน แบบไหนแฮปปี้กว่า? I Money Issue EP.66

Summary

คำถามสำคัญของประเทศไทยในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก อาจไม่ใช่ “เราจะสร้าง AI ได้เก่งแค่ไหน” แต่คือ “เราจะสร้างคนที่อยู่เหนือความเปลี่ยนแปลงของ AI ได้อย่างไร” เพราะวันนี้เทคโนโลยีไม่ได้เปลี่ยนแค่เครื่องมือทำงาน หากกำลังเปลี่ยนกติกาของการแข่งขันทั้งประเทศ ความรู้ที่เคยอยู่กับเราได้นับสิบปี อาจหมดอายุภายในไม่กี่ปี

Latest


คำถามสำคัญของประเทศไทยในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก อาจไม่ใช่ “เราจะสร้าง AI ได้เก่งแค่ไหน” แต่คือ “เราจะสร้างคนที่อยู่เหนือความเปลี่ยนแปลงของ AI ได้อย่างไร”

เพราะวันนี้เทคโนโลยีไม่ได้เปลี่ยนแค่เครื่องมือทำงาน หากกำลังเปลี่ยนกติกาของการแข่งขันทั้งประเทศ ความรู้ที่เคยอยู่กับเราได้นับสิบปี อาจหมดอายุภายในไม่กี่ปี ขณะที่เทคโนโลยีบางอย่างใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็พลิกวิธีคิดของทั้งอุตสาหกรรม เรียกได้ว่า ตำราเรียนยังไม่ทันอัปเดต โลกก็เดินหน้าไปอีกขั้นแล้ว

นี่จึงไม่ใช่โจทย์ของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง แต่เป็นโจทย์ว่าประเทศไทยจะสร้าง “คน” แบบไหนขึ้นมา เพื่อยืนอยู่ในเศรษฐกิจที่ความรู้เปลี่ยนเร็วกว่าเดิมหลายเท่า

แนวคิด “ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” จึงน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะมุมมองของ รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งและอดีตผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) ในฐานะกรรมการคณะอนุกรรมการการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่เสนอให้ไทยเลิกมองคนเป็นเพียง “ต้นทุน” และหันมามองคนเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์”

ประเทศที่ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน หรือฟินแลนด์ ล้วนมีบทเรียนคล้ายกัน นั่นคือประเทศไม่ได้โตเพราะมีทรัพยากรมากกว่าใคร แต่เพราะรู้จักลงทุนกับศักยภาพของคน

ทว่า วันนี้การลงทุนกับคนต้องใช้สูตรใหม่ เมื่อ AI วิ่งเร็วกว่าหลักสูตร การพยายามไล่ปรับตำราให้ทันทุกเทคโนโลยีอาจไม่ต่างจากการวิ่งไล่รถไฟที่กำลังเร่งความเร็ว ยิ่งวิ่งตามก็ยิ่งเหนื่อย และไม่มีวันทัน

คำตอบจึงไม่ใช่สอนเด็กให้รู้จักเทคโนโลยีทุกตัว แต่ต้องสอนให้เขาเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วกว่าที่โลกเปลี่ยน นี่คือจุดที่เรื่อง “ทุนมนุษย์” ต้องย้อนกลับไปเริ่มตั้งแต่ต้นทาง

เด็กวัย 0-12 ปี ไม่ใช่เพียงช่วงรอเข้าสู่ระบบการศึกษา หากเป็นช่วงวางรากฐานสมอง  ภาษา  เหตุผล อารมณ์ ความอยากรู้อยากเห็น และนิสัยการเรียนรู้ หากต้องการคนที่อยู่กับโลกไม่แน่นอนได้ เราต้องสร้างความสามารถในการเรียนรู้ตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตจะมีอาชีพอะไรเกิดขึ้นบ้าง

สิ่งที่ต้องฝึกจึงไม่ใช่แค่ “จำให้ได้” แต่ต้อง “คิดให้เป็น” กล้าถาม กล้าลอง กล้าผิด ทำงานกับคนอื่นเป็น และรู้จักรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเลือก เพราะในวันที่ AI สามารถตอบคำถามได้เกือบทุกเรื่อง ความได้เปรียบของมนุษย์อาจไม่ได้อยู่ที่การรู้มากกว่าเครื่องจักร แต่อยู่ที่การรู้ว่าควรถามอะไร และควรเชื่ออะไร

เมื่อถึงระดับมัธยม โรงเรียนก็ควรเลิกทำตัวเป็น “โรงงานผลิตคะแนน” แล้วกลายเป็น “สนามทดลองชีวิต”

เด็กควรได้จับของจริง ทำของจริง แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่หุ่นยนต์ AI ระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะบางครั้งเด็กไม่ได้ค้นพบตัวเองจากคำบอกของครู แต่ค้นพบจากช่วงเวลาที่ได้ลงมือทำแล้วพูดกับตัวเองว่า “นี่แหละ สิ่งที่เราอยากทำ”

ประสบการณ์จาก FIBO School Consortium ก็สะท้อนภาพนี้ได้ดี เยาวชนที่ได้สัมผัสหุ่นยนต์และ AI ตั้งแต่เนิ่นๆจำนวนหนึ่งต่อยอดความสนใจไปสู่การเรียนและเส้นทางอาชีพ ขณะที่ครูสามารถนำประสบการณ์กลับไปขยายผลยังโรงเรียนของตนเอง

ขณะเดียวกัน สนามเศรษฐกิจโลกก็เปลี่ยนเกมไปแล้ว จากการแข่งขันด้วยแรงงาน ต้นทุน และกำลังผลิต กำลังกลายเป็นการแข่งขันระหว่างมนุษย์ + AI + ข้อมูล + กำลังประมวลผล + หุ่นยนต์

ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งกับสหรัฐฯ หรือจีนด้วยจำนวน Data Center หรือกำลังประมวลผล เพราะเป็นเกมที่ต้องใช้เงินมหาศาล และเราอาจไม่มีวันชนะด้วยวิธีเดียวกัน

แต่เราสามารถเลือกเกมของตัวเองได้ สร้างคนที่ใช้ AI เป็น “ตัวคูณ” ความสามารถ และนำเทคโนโลยีไปต่อยอดกับจุดแข็งของประเทศ นี่คือหัวใจของแนวคิด Demand-driven Human Capital

คำถามจึงไม่ควรเริ่มจาก “มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตได้กี่คน” แต่ควรเริ่มจาก “อีก 5-10 ปี ประเทศไทยอยากเป็นประเทศแบบไหน”

ถ้าจะเป็นฐาน AI ต้องการนักวิจัยและวิศวกรแบบใด หากจะเดินหน้า Semiconductor ต้องการช่างเทคนิคระดับไหน ถ้าจะสร้าง Wellness Economy ต้องการบุคลากรสุขภาพ

ที่ผสานเทคโนโลยีอย่างไร และหาก Space Economy ไม่ใช่แค่ความฝัน เราต้องเริ่มสร้างคนตั้งแต่วันนี้อย่างไร

เมื่อรู้ว่าเศรษฐกิจในอนาคตต้องการอะไร จึงค่อยย้อนกลับมาออกแบบการศึกษา นี่คือการสร้างคนจาก “ความต้องการของประเทศ” ไม่ใช่ผลิตคนตามขีดความสามารถของระบบการศึกษา

แม้แต่มหาวิทยาลัยก็ต้องเปลี่ยนบทบาท เมื่อ AI เข้าถึงความรู้ได้ในพริบตา มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่ที่

“รู้ทุกคำตอบ” อีกต่อไป แต่ต้องเป็นสถานที่ที่สร้างคนให้รู้จักตั้งคำถาม แยกแยะข้อเท็จจริง คิดอย่างมีระบบ มีจริยธรรม และกล้าสร้างสิ่งที่ยังไม่มีใครสร้าง

เพราะต่อให้มี AI ที่เก่งเพียงใด หากไม่มีคนเก่งพอจะใช้มัน เครื่องยนต์เศรษฐกิจก็สตาร์ตไม่ติด!!!

เจริญสุข ลิมป์บรรจงกิจ


คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ