จับตาเงินลงทุนเริ่มไหลเข้าSpace Data Center ล่าสุดGoogleส่งชิป AI ขึ้นอวกาศ เดิมพันตลาดใหม่นอกโลก

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

จับตาเงินลงทุนเริ่มไหลเข้าSpace Data Center ล่าสุดGoogleส่งชิป AI ขึ้นอวกาศ เดิมพันตลาดใหม่นอกโลก

Date Time: 5 ต.ค. 2569 14:25 น.

Video

ทำไมทุกวันนี้ NVIDIA แทบไม่ได้เป็นแค่บริษัทขายชิปอีกต่อไป? | Digital Frontiers EP.77

“Summary“

Google ประสบความสำเร็จในการส่งชิป TPU ขึ้นสู่วงโคจรด้วยจรวด Falcon 9 ของ SpaceX เพื่อทดสอบโครงการ Project Suncatcher ในการประมวลผล AI ในอวกาศ

  • การย้าย Data Center ขึ้นสู่อวกาศมีเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เข้มข้นกว่าบนโลกถึง 8 เท่า และลดภาระการใช้พลังงานบนพื้นโลก
  • บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง SpaceX, Axiom Space และสตาร์ตอัปอย่าง Starcloud ต่างกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยี Space Computing โดยมี NVIDIA เข้ามาร่วมลงทุน
  • ความท้าทายสำคัญของโครงการนี้คือต้นทุนการส่งอุปกรณ์และบำรุงรักษาในอวกาศ รวมถึงความทนทานของชิปต่อรังสีและอุณหภูมิสุดขั้ว
  • นักวิเคราะห์มองว่าหากการทดสอบสำเร็จ Data Center ในอวกาศอาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการฝึก AI ในระยะยาว

Latest


เมื่อความต้องการประมวลผล AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ Data Center บนโลกกำลังเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านพลังงาน พื้นที่ และระบบระบายความร้อน บริษัทเทคโนโลยีจึงเริ่มมองหาโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ที่อยู่นอกโลก

หนึ่งในแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจ คือ Space-based Data Center หรือ Data Center ในวงโคจร ซึ่งใช้ดาวเทียมเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผล AI และอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานหลัก

ล่าสุด Google กำลังก้าวเข้าสู่สนามนี้อย่างจริงจัง หลังส่งชิป AI ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง หรือ Tensor Processing Units (TPUs) ขึ้นสู่วงโคจรด้วยจรวด Falcon 9 ของ SpaceX เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวแรกของการทดสอบแนวคิด Data Center ในอวกาศของ Google ในสถานการณ์จริง

การปล่อยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ Transporter-18 ของ SpaceX จาก Vandenberg Space Force Base ในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยภารกิจนี้ได้นำดาวเทียมของ Planet Labs หลายดวงขึ้นสู่วงโคจร หนึ่งในนั้นคือ ดาวเทียมต้นแบบที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และติดตั้ง Google TPU สำหรับทดลองประมวลผล AI

การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ Project Suncatcher ของ Alphabet ได้ขึ้นไปทำงานในวงโคจร หลัง Google เปิดเผยโครงการวิจัยระยะยาวนี้ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2025 ซึ่ง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และสามารถทำงานในอวกาศได้อย่างต่อเนื่อง

Travis Beals Senior Director ของ Project Suncatcher ระบุหลังการปล่อยว่า ทีมงานสามารถติดต่อกับดาวเทียมได้แล้ว และระบบกำลังทำงานตามที่คาดไว้ โดยมองว่าภารกิจครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรกของการวิจัยว่าอวกาศจะสามารถรองรับโครงสร้างพื้นฐาน Machine Learning ที่ขยายขนาดได้ในอนาคตหรือไม่

Google ไม่ใช่รายแรกในสนามนี้

ทั้งนี้แม้ Google จะเพิ่งนำ TPU ขึ้นสู่วงโคจร แต่การแข่งขันด้าน Space Computing เริ่มเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้

หนึ่งในบริษัทที่ถูกจับตามอง คือ Starcloud สตาร์ตอัปด้าน Space Computing ซึ่งนำ NVIDIA H100 GPU ซึ่งเป็นชิปประมวลผลระดับ Data Center ขึ้นสู่วงโคจรตั้งแต่ปลายปี 2025 เพื่อทดสอบการประมวลผล AI ในอวกาศ

Starcloud มองว่าในอนาคตดาวเทียมสามารถทำหน้าที่เสมือน Data Center ที่อยู่บนวงโคจร โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์และเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายสำหรับรองรับ AI Workloads

ขณะที่ Axiom Space ก็พัฒนาแนวคิด Orbital Data Center ของตัวเอง โดยมุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลในอวกาศ และก่อนหน้านี้ได้ทดสอบระบบ Data Center บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) มาแล้ว

ส่วนยักษ์ใหญ่ด้านอวกาศอย่าง SpaceX ก็กำลังเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน โดย Elon Musk เคยประกาศแผนสร้าง Data Center ในอวกาศผ่านเครือข่ายดาวเทียมจำนวนมาก ซึ่งจะติดตั้ง GPU และระบบพลังงานแสงอาทิตย์ 

โดยเคยประเมินไว้ด้วยว่า Data Center ในอวกาศอาจกลายเป็นวิธีที่มีต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับการฝึก AI ภายในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ขณะที่ Gwynne Shotwell ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ SpaceX ระบุว่า บริษัทมีแผนจะนำระบบ “Supercompute in Space” ขึ้นใช้งานในปี 2027 

นอกจากนี้ยังมี Blue Origin บริษัทเทคโนโลยีอวกาศและบริการการท่องเที่ยวอวกาศเชิงพาณิชย์เอกชนสัญชาติอเมริกัน ของ Jeff Bezos ที่กำลังพัฒนาแนวคิด Data Center ในอวกาศ โดยมี TeraWave เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่จะรองรับระบบดังกล่าวด้วยเช่นกัน 

เงินลงทุนเริ่มไหลเข้า Space Data Center โครงสร้างพื้นฐานแห่งใหม่

เหตุผลสำคัญที่ต้องเอา Data Center ขึ้นอวกาศ คือ ปัจจัยด้านพลังงาน โดย Alphabet ระบุว่า ดาวเทียมในวงโคจรระดับ Low Earth Orbit (LEO) สามารถเข้าถึงแสงอาทิตย์ได้เกือบต่อเนื่อง และอาจผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้มากกว่าบนโลกสูงสุดถึง 8 เท่า

หากเทคโนโลยีสามารถพัฒนาไปถึงระดับที่ดาวเทียมหลายดวงเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ได้ ก็อาจทำให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับ AI Workloads ขนาดใหญ่โดยไม่ต้องพึ่งพา Data Center ขนาดมหึมาบนพื้นโลก

แนวคิดนี้จึงกำลังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับรับมือกับความต้องการ Compute ที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของ AI เพราะในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังเร่งสร้าง AI Models ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น สิ่งที่เพิ่มขึ้นตามมาคือความต้องการ GPU, TPU, Data Center และพลังงานในระดับมหาศาล

ขณะที่นักลงทุนเริ่มนำเงินจริงเข้ามาเดิมพันกับตลาด ซึ่งทำให้แนวคิดนี้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง กรณีของ Starcloud ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญ หลังบริษัทสามารถระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งนักลงทุนด้านเทคโนโลยีและผู้เล่นในอุตสาหกรรมชิปเข้ามาร่วมลงทุน

หนึ่งในชื่อที่น่าสนใจที่สุด คือ NVIDIA ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิต GPU ที่จะถูกนำขึ้นไปประมวลผลในอวกาศ แต่ยังเข้ามาลงทุนใน Starcloud ด้วย ซึ่งการเข้ามาของ NVIDIA สะท้อนให้เห็นว่า Space Computing กำลังถูกมองว่าเป็น “ตลาด Compute ใหม่” ที่อาจมีบทบาทต่ออุตสาหกรรม AI ในระยะยาว

สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะสามารถเอาชิปขึ้นอวกาศได้หรือไม่ แต่จะกลายเป็นเรื่องของ “ต้นทุนต่อหน่วยของการประมวลผล” ว่าจะสามารถแข่งขันกับ Data Center บนโลกได้หรือไม่

หากเทคโนโลยีสามารถทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานและการประมวลผลในอวกาศต่ำลงได้จริง ตลาด Space Data Center อาจกลายเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยุค AI แต่หากต้นทุนการส่งดาวเทียม การบำรุงรักษา และการสร้างระบบระบายความร้อนยังสูงเกินไป แนวคิดดังกล่าวก็อาจยังเป็นเพียงการลงทุนเพื่ออนาคตที่ต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการพิสูจน์

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของ Space Data Center ยังมีอีกมาก หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญ คือ ต้นทุนและจำนวนเที่ยวบินของจรวด เนื่องจากการนำอุปกรณ์จำนวนมากขึ้นสู่วงโคจรยังมีค่าใช้จ่ายสูง และจำนวนเที่ยวบินที่สามารถรองรับภารกิจเชิงพาณิชย์ก็ยังมีข้อจำกัด

ขณะเดียวกัน ชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องสามารถทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่รุนแรง ทั้งอุณหภูมิสุดขั้ว รังสีในอวกาศ และข้อจำกัดด้านการระบายความร้อน นอกจากนี้อีกหนึ่งความเสี่ยง คือเรื่องนี้ Orbital Debris หรือเศษซากอวกาศ ซึ่งอาจเพิ่มความซับซ้อนและต้นทุนในการดูแลเครือข่ายดาวเทียมขนาดใหญ่ในอนาคต

ดังนั้น การส่ง Google TPU ขึ้นสู่อวกาศในครั้งนี้จึงยังไม่ใช่การเปิด Data Center แห่งใหม่ แต่เป็นการทดลองว่าการส่ง Compute ในอวกาศจะสามารถทำงานจริงได้หรือไม่ และหากการทดลองของ Google รวมถึงคู่แข่งอย่าง Starcloud และ SpaceX ประสบความสำเร็จ สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปอาจไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีดาวเทียม แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ AI ทั้งระบบ

อ่านเพิ่มเติม  ทำไมบิ๊กเทคจริงจังกับ Data Center บนอวกาศ? โลกเริ่มไม่ไหว ไฟฟ้า-ที่ดิน-สิ่งแวดล้อมกลายเป็นข้อจำกัด


ที่มาข้อมูล CNBC , Fast Company

อ่านข่าวเทคโนโลยี โลกนวัตกรรม digital transformation กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation 

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney   



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ