
Meta เปิดตัว Muse Spark โมเดล AI ใหม่ เน้นความเข้าใจผู้ใช้แบบเฉพาะบุคคล
Meta เดินเกมรุก AI อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “Muse Spark” โมเดล AI รุ่นใหม่ล่าสุด ผลงานชิ้นแรกจากทีม Meta Superintelligence Labs (MSL) ภายใต้การนำของ Alexandr Wang อดีตผู้ก่อตั้ง Scale AI ที่เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายคนใหม่ ช่วย Mark Zuckerberg ปรับทิศทาง AI ครั้งใหญ่ให้กับ Meta ทั้งอีโคซิสเต็ม
การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของ Meta จากการแข่งด้านโมเดลไปสู่การสร้าง “Personal Superintelligence” หรือ AI ที่เข้าใจผู้ใช้แบบลึกและเฉพาะบุคคลมากขึ้น ด้วยจุดเด่นที่สามารถ เข้าใจ คิด วิเคราะห์ และลงมือทำแทนผู้ใช้ได้จริงในตัวเดียว
หลังโมเดลตระกูล Llama ไม่สามารถครองใจนักพัฒนาได้ตามเป้า Mark Zuckerberg จึงเลือก “รีเซ็ตเกม” ใหม่ที่หันมาสร้างโมเดล AI เชิงพาณิชย์เพื่อรองรับการใช้งานในระบบนิเวศของ Meta โดยเฉพาะ
หัวใจสำคัญของ Muse Spark คือ ความสามารถแบบ Multimodal ที่ถูกพัฒนาให้ทำงานแบบ end-to-end หรือมีกระบวนการทำงานที่เกิดขึ้นในระบบเดียวแบบต่อเนื่อง ไม่ต้องสลับหลายระบบเหมือนในอดีต
พูดง่ายๆ คือ Muse Spark เห็นและเข้าใจได้ลึกมากขึ้น เช่น วิเคราะห์สิ่งที่เห็นจากภาพหรือข้อความ เชื่อมโยงสิ่งที่เห็นกับความรู้ และวิเคราะห์สถานการณ์แบบ Real-world สามารถตีความสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริง และช่วยตัดสินใจได้แบบทันที
นอกจากนี้ Muse Spark ยังใช้ Multi-Agent Orchestration แทนที่โมเดลเดียวจะทำทุกอย่าง Muse Spark สามารถแยกงานเป็นส่วนย่อย ใช้ AI agent หลายตัวทำงานร่วมกัน พร้อมกับสามารถประมวลผลแบบขนาน (Parallel Reasoning) ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ คือ คำตอบเชิงลึกและการจัดการงานซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น
ทำให้ Muse Spark สามารถจัดการได้ทั้งคำถามทั่วไป งานซับซ้อน เช่น วิเคราะห์ข้อมูล สุขภาพ วิทยาศาสตร์ ด้วยความสามารถด้านการให้เหตุผล (Reasoning) ที่ลึกขึ้น ทั้งในรูปแบบข้อความและภาพ บวกกับความสามารถด้าน Tool-use ทำให้ Muse Spark สามารถเรียกใช้เครื่องมือได้เอง สร้างสิ่งใหม่ หรือทำงานนั้นๆ ได้แทนผู้ใช้ ตั้งแต่การสร้างเว็บไซต์ ทำแดชบอร์ด ไปจนถึงสร้างเกม
Muse Spark อาจไม่ใช่โมเดลที่แรงที่สุดในตลาด แต่สิ่งที่ Meta กำลังทำ คือ การใช้ข้อมูล แพลตฟอร์มและข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ โดย Muse Spark สามารถอ้างอิงข้อมูลจาก Instagram, Facebook และ Threads เพื่อสร้างคำตอบที่ตรงกับความสนใจ สอดคล้องพฤติกรรม และเชื่อมกับคอนเทนต์ที่ผู้ใช้สนใจจริงๆ ทำให้ Muse Spark ถูกมองว่าเป็นโมเดลที่มอบความเฉพาะบุคคล (Personalize) กว่าโมเดลอื่นๆ ที่เปิดตัวออกมา
การเปิดตัว Muse Spark เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่ Meta ต้องเร่งฟื้นความสามารถในการแข่งขัน หลังโมเดลโอเพนซอร์สตระกูล Llama 4 ที่เปิดตัวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไม่สามารถดึงดูดนักพัฒนาได้ตามคาด จน Mark Zuckerberg ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่
Meta ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ทีมได้รื้อระบบ AI ใหม่ทั้งหมด และเร่งรอบการพัฒนาให้เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดย Muse Spark ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กและทำงานรวดเร็ว แต่ยังสามารถตอบโจทย์งานซับซ้อน เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสุขภาพ แม้ว่า Meta จะไม่ได้วางตำแหน่ง Muse Spark เป็นโมเดลระดับท็อป แต่เน้นจุดแข็งด้าน “ประสิทธิภาพและความคุ้มค่า” พร้อมผลลัพธ์ที่แข่งขันได้ในหลายงาน
ปัจจุบัน Meta ยังตามหลังคู่แข่งสำคัญอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google ที่เร่งขยายตลาดทั้งฝั่งผู้บริโภคและองค์กร ซึ่งปีนี้ Meta ได้เพิ่มงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างหนัก โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนสูงถึง 115,000-135,000 ล้านดอลลาร์ เกือบ 2 เท่าของปีก่อน
ทั้งนี้ Muse Spark จะเป็นโมเดลแบบปิด แตกต่างจากแนวทางเดิมที่ Meta ผลักดันโอเพนซอร์สผ่าน Llama โดยมีการเปิดเผยว่า Muse Spark จะเป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่ให้กับ Meta ที่ได้เริ่มทดลองเปิดให้พาร์ตเนอร์บางรายเข้าถึง Muse Spark ผ่าน API แบบ Private Preview และมีแผนเปิดใช้งานแบบเสียเงินในอนาคต ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับ OpenAI และ Google
ปัจจุบัน Muse Spark ถูกนำมาใช้แล้วใน Meta AI ทั้งในแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ รวมถึงจะทยอยเปิดใช้งานในระบบนิเวศของ Meta ทั้งหมด (Facebook, Instagram, WhatsApp และ Messenger รวมถึง Ray-Ban Meta AI) ซึ่งหมายความว่า Muse Spark จะถูกฝังอยู่ในแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้ระดับพันล้านคนทั่วโลก
การเปิดตัวโมเดลในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Meta กำลังเปลี่ยนเกมจากผู้เล่นสายโอเพนซอร์สมาสู่การแข่งขันเต็มรูปแบบในตลาด AI เชิงพาณิชย์ จากเดิมที่ AI แข่งกันว่าโมเดใครจะฉลาดกว่า แต่ Meta เลือกใช้แนวคิดว่า “ใครเข้าใจผู้ใช้ได้มากกว่ากัน” เพื่อสร้าง Muse Spark ซึ่งถือเป็นการเปิดสนาม Personal Intelligence ที่น่าจับตามองหลังจากนี้
ที่มาข้อมูล CNBC
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -