2026 ปลดคนกลายเป็น New Normal แม้บริษัทเทคโนโลยีจะกำไร ทุ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จ้างงาน AI

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

2026 ปลดคนกลายเป็น New Normal แม้บริษัทเทคโนโลยีจะกำไร ทุ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จ้างงาน AI

Date Time: 13 ก.ค. 2569 14:14 น.

Video

อวสานค่านิยมเก่า? "ซื้อบ้าน vs เช่าบ้าน" ทางเลือกไหนตอบโจทย์คนรุ่นใหม่! | Money Issue EP.62

Summary

จำนวนตัวเลขพนักงานที่ถูกเลย์ออฟดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกปี เช่นเดียวกันกับ 2026 ที่คาดว่าปีนี้จะทะลุ 3 แสนตำแหน่ง นำโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ที่แม้จะยังทำกำไรและทุ่มลงทุนใน AI จำนวนมหาศาล แต่กลับทยอยปลดพนักงานต่อเนื่อง

Latest


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดความเคลื่อนไหวในวงการเทคโนโลยี เมื่อ Microsoft ประกาศปลดพนักงานอีกครั้ง กลายเป็นบิ๊กเทคเจ้าล่าสุดของปีนี้ที่เลย์ออฟครั้งใหญ่ หลังจากที่ Oracle เคยทำสถิติสูงสุดไว้ เลย์ออฟพนักงานไปกว่า 30,000 ตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

แทบจะทุกเดือนนับตั้งแต่ต้นปี 2026 บริษัทเทคโนโลยีเล็กใหญ่ทยอยปลดคนจำนวนมาก ซึ่งหากรวมตัวเลขของปีนี้พบว่าทะลุ 166,000 รายไปแล้ว โดยมีคาดการณ์อีกด้วยว่า ทั้งปีนี้ยอดจะทะยานไปถึง 312,000 ตำแหน่ง และจะเป็นตัวเลขที่สูงกว่าปี 2025 ที่อยู่ที่ 246,000 ตำแหน่ง

สำหรับ Microsoft ประกาศเลย์ออฟพนักงานไปกว่า 4,800 ตำแหน่ง แม้ว่าผลประกอบการของบริษัทจะออกมาว่าทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง และยังเดินหน้าทุ่มเงินลงทุนใน AI ต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับ Amazon, Meta, Salesforce, Cisco ที่ปลดคนออกมาเป็นระลอก แต่งบลงทุนกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแบบไม่มีท่าทีจะหยุด


ต้องปรับตัวตลอดเวลา

Matthew Prince ซีอีโอของ Cloudflare บริษัทด้านความปลอดภัยบนโลกอินเทอร์เน็ตที่ปลดพนักงานไปแล้ว 20% ของทั้งบริษัท ระบุว่า “สิ่งที่เราทำในวันนี้ มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นเรื่องปกติของบริษัทต่าง ๆ ภายในปีหน้า”

ด้าน Chuck Robbins ซีอีโอของ Cisco ที่ประกาศลดจำนวนพนักงานไป 5% ระบุว่า บริษัทที่จะเป็นผู้ชนะในยุค AI คือบริษัทที่มีวินัยในการโยกย้ายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไปยังธุรกิจหรือโครงการที่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนระยะยาวมากที่สุด

ปัจจุบันบริษัทต่าง ๆ พูดถึงการปลดพนักงานบ่อยขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องการลงทุนด้าน AI มาเกี่ยวข้องในสมการ 

ข้อมูลจาก AlphaSense วิเคราะห์การประชุมผลประกอบการของบริษัทในหลายอุตสาหกรรม พบว่า ในปี 2022 ปีที่ ChatGPT เปิดตัว มีการกล่าวถึงคำว่า “Layoffs” ควบคู่กับ “AI” ในการประชุมผู้ถือหุ้นและนักลงทุนไม่ถึง 5 ครั้งต่อไตรมาส แต่ในปีนี้ ตัวเลขที่กล่าวถึงสองคำนี้เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 100 ครั้งต่อไตรมาส

อย่างไรก็ตาม บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ต่างออกมาให้เหตุผลที่เป็นไปในทางเดียวกันว่า “AI ไม่ใช่เหตุผลหลักของการเลย์ออฟ” ส่วนใหญ่ระบุว่าเป็น “การปรับโครงสร้างองค์กร” ในบางกรณีบริษัทได้ “โยกย้ายพนักงานไปทำงานในโครงการที่มีความสำคัญมากกว่า”

เหตุผลที่เกิดการเลย์ออฟต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เพราะตั้งแต่ช่วงโควิด-19 บริษัทต่างเร่งจ้างงานเพื่อมารองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น แต่หลังจากนั้นเมื่อทุกอย่างลงตัว จำนวนพนักงานที่ล้นจากตอนนั้น จึงต้องถูกทยอยเลย์ออฟออก

ขณะเดียวกัน AI ก็ช่วยให้งานบางส่วนสามารถทำได้แบบอัตโนมัติ ทำให้การปรับโครงสร้างองค์กรช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเงินที่ประหยัดได้ก็สามารถนำไปลงทุนใน AI ซึ่งมีต้นทุนสูงได้

แม้ว่าบางบริษัทจะลดพนักงานจำนวนมากเพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุค AI แต่ Joseph Fuller ศาสตราจารย์จาก Harvard Business School มองว่า บริษัทส่วนใหญ่ไม่น่าจะประกาศปลดพนักงานครั้งใหญ่ หากไม่ได้เผชิญปัญหาสำคัญ อย่างเช่น ภาวะการเงินย่ำแย่

โดยรวมแล้ว Joseph Fuller เชื่อว่า หลายองค์กรจะเลือกใช้วิธีปรับลดพนักงานทีละเล็กทีละน้อย และทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขาเรียกแนวทางนี้ว่า “Continuous Tuning” และเชื่อว่า ตลอดกว่า 25 ปีที่ผ่านมา บริษัทต่าง ๆ พยายามลดต้นทุนมาอย่างต่อเนื่อง จนแทบไม่เหลือส่วนเกินให้ตัดออกมากนัก ขณะเดียวกัน ความกังวลของเหล่าซีอีโอที่มีต่อคู่แข่ง ก็ยิ่งทำให้บริษัทต้องกลับมาประเมินกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา

อีกเหตุผลหนึ่งคือ “ความไม่แน่นอน” ที่ปัจจุบันยังไม่รู้แน่ชัดว่า AI จะเปลี่ยนโลกการทำงานไปในทิศทางใด แม้จะมีการพูดถึง AI Agent ที่สามารถเข้ามาทำงานแทนพนักงานจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริง เครื่องมือจำนวนมากยังอยู่ระหว่างการพัฒนา และยังไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่


ต้องหาทาเลนต์ AI ให้เจอ

Carrol Chang ซีอีโอของ Andela เจ้าของแพลตฟอร์มรวมทาเลนต์สายเทคโนโลยีมาแมทช์กับองค์กรชั้นนำ กล่าวว่า “ในหลายกรณีการปลดพนักงานไม่ได้เกิดจากการที่ AI เข้ามาแทนที่คนทั้งหมด แต่เป็นเพราะคณะกรรมการบริษัท กำลังกดดันฝ่ายบริหารให้แสดงให้เห็นว่า AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ โดยไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายมากเกินไป เช่น ต้นทุนการใช้โมเดล AI หรือค่า Token”

อย่างไรก็ตาม บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ยังไปไม่ถึงจุดที่ AI จะช่วยให้สามารถลดจำนวนพนักงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้บริษัทมองว่า แทนที่จะรีบคิดว่า AI จะเข้ามาแทนที่พนักงาน บริษัทควรลงทุนพัฒนาทักษะของพนักงานเดิมให้สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการหาคนที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI นั้นยากมาก เธอกล่าวว่า “คนที่เป็น AI Native และมีความเข้าใจ AI อย่างลึกซึ้ง มีอยู่จำนวนน้อยมาก และเมื่อหาเจอ ค่าตัวก็แพงมากเช่นกัน”

ไม่ว่าต้นเหตุจะมาจากอะไร แต่พนักงานจำนวนมากกำลังเผชิญแรงกดดันจากการถูกปลดอย่างต่อเนื่อง และได้กลายเป็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในการปลดพนักงานซ้ำแล้วซ้ำอีก

แม้ทีมงานที่เล็กลงจะช่วยลดความซ้ำซ้อน ลดขั้นตอนการทำงาน และลดจำนวนผู้จัดการระดับกลางได้ แต่หลายบริษัทก็เริ่มพบว่า พวกเขาลดคนมากเกินไป จนสุดท้ายต้องกลับมารับพนักงานในตำแหน่งเดิมอีกครั้ง หลังจากหวังว่า AI จะสามารถทำงานแทนได้

Jeffrey Pfeffer ศาสตราจารย์จาก Stanford Graduate School of Business กล่าวว่า การปลดคนแล้วกลับมารับใหม่ เป็นวงจรที่มีต้นทุนสูง ทั้งค่าชดเชย การสรรหาพนักงาน การฝึกอบรม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจ้างงานจากภายนอก

หากการปลดพนักงานกลายเป็นกลยุทธ์การบริหารองค์กร มากกว่าจะเป็นมาตรการรับมือภาวะเศรษฐกิจ บริษัทอาจกำลังประเมินต่ำเกินไปว่า สิ่งที่สูญเสียไปมีมูลค่ามากเพียงใด

Jeffrey Pfeffer ระบุว่า “การปลดพนักงานซ้ำหลายรอบสร้างความไม่แน่นอนให้กับองค์กรในระยะยาว ทำให้พนักงานฝีมือดีเลือกลาออกเอง ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างทีมงานและองค์ความรู้ที่สั่งสมในองค์กรก็ค่อย ๆ หายไป”

เขาอธิบายว่า แม้บริษัทจะรับคนใหม่กลับเข้ามา แต่การประสานงานและการสื่อสาร จะไม่มีวันเหมือนตอนที่ทุกคนเคยทำงานร่วมกันมาเป็นเวลานาน

ขณะเดียวกัน เมื่อ AI เข้ามารับผิดชอบงานมากขึ้น บริษัทกลับจะยิ่งต้องการบุคลากรที่เข้าใจบริบทขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำงาน ตลาด คู่แข่ง ลูกค้า ซัพพลายเออร์ หรือกฎระเบียบในอุตสาหกรรม มากกว่าที่เคย ส่งผลให้สุดท้ายแล้ว “บริษัทจำเป็นต้องรักษาคนที่รู้จริงเอาไว้”

อย่างไรก็ตาม ตามตัวเลขสถิติบน Trueup ระบุว่า แม้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จะมีการเลย์ออฟออกมาต่อเนื่อง แต่ก็เพิ่มจำนวนรับสมัครพนักงานใหม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Amazon ที่ปัจจุบันเปิดรับกว่า 20,000 ตำแหน่ง ขณะที่ปลดไปแล้วรวมกว่า 34,300 ตำแหน่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา


ที่มา: Business Insider, CNBC, Trueup

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney 



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ