
Anthropic ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งระงับการให้บริการโมเดล Fable 5 และ Mythos 5 ทันทีทั่วโลก เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา
สัปดาห์ที่ผ่านมา วงการ AI ทั่วโลกเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลัง Anthropic บริษัทผู้พัฒนายอดนิยม Claude ประกาศปิดการเข้าถึงโมเดลรุ่นล่าสุดอย่าง Fable 5 และ Mythos 5 ทั่วโลก เพียงไม่กี่วันหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
สาเหตุไม่ได้มาจากปัญหาทางเทคนิคหรือระบบล่ม แต่เป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ใช้อำนาจด้านความมั่นคงแห่งชาติ สั่งให้บริษัทระงับการเข้าถึงโมเดลดังกล่าวสำหรับชาวต่างชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกสหรัฐอเมริกา
เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการควบคุมการเข้าถึง Frontier AI Model หรือโมเดล AI ระดับแนวหน้าของบริษัทอเมริกันในลักษณะนี้ และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม AI โลก
Anthropic เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 17.21 น. ของวันศุกร์ (12 มิ.ย.) ที่ผ่านมา บริษัทได้รับคำสั่งจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ระงับการเข้าถึง Fable 5 และ Mythos 5 สำหรับ “บุคคลสัญชาติอื่นทั้งหมด” รวมถึงพนักงานของบริษัทที่ถือสัญชาติอื่น
เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวมีขอบเขตกว้างและต้องมีผลทันที Anthropic จึงเลือกปิดการเข้าถึงโมเดลทั้งสองสำหรับผู้ใช้งานทั้งหมดทั่วโลกเพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับข้อกำหนดของรัฐบาล
โดยหลังจากนั้นผู้ใช้งานที่กำลังใช้งาน Fable 5 หรือ Mythos 5 ถูกตัดการเชื่อมต่อทันที ขณะที่คำสั่งใหม่ทั้งหมดถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังโมเดลรุ่นเก่าอย่าง Opus 4.8 และโมเดลอื่นของ Anthropic ที่ยังได้รับอนุญาตให้ใช้งานต่อได้ โดยบริษัทระบุว่า โมเดลอื่น ๆ ของ Anthropic ไม่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าว
จนถึงขณะนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติที่นำไปสู่คำสั่งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายเชื่อว่าคำสั่งนี้มีความเชื่อมโยงกับ กรณี “Jailbreak” ของโมเดล Fable 5 ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. นักวิจัยและนักเจาะระบบ AI ที่ใช้ชื่อว่า “Pliny the Liberator” ได้เผยแพร่ผลการทดสอบบนแพลตฟอร์ม X โดยอ้างว่าสามารถหลบเลี่ยงระบบป้องกันของ Fable 5 ได้สำเร็จ โดยเขาระบุว่า สามารถทำให้โมเดลสร้างข้อมูลที่ปกติถูกจำกัดได้ เช่น วิธีการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์, ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุระเบิด, กระบวนการสังเคราะห์สารเคมีอันตราย, แนวทางการผลิตยาเสพติด รวมถึงเทคนิคด้าน Cyber Exploit หรือวิธีการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่งที่ซ่อนอยู่ในซอฟต์แวร์หรือเครือข่าย
ด้านของ Anthropic ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษลูกค้าทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากการปิดให้บริการ Fable 5 และ Mythos 5 อย่างกะทันหัน พร้อมยืนยันว่าบริษัทไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปฏิบัติตามคำสั่งทางกฎหมายของรัฐบาลสหรัฐฯ
โดยยอมรับว่า รัฐบาลได้แจ้งถึงความเป็นไปได้ของ Jailbreak บางรูปแบบ พร้อมแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่นำไปสู่คำสั่งดังกล่าว โดยเชื่อว่ารัฐบาลอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับความเสี่ยงของโมเดล
บริษัทระบุว่า หลักฐานที่ได้รับยังมีจำกัดและเป็นเพียงช่องโหว่เฉพาะกรณี ไม่ใช่ช่องโหว่ที่สามารถใช้งานได้ทั่วไป บริษัทจึงไม่เห็นด้วยกับการเรียกคืนโมเดลในระดับนี้
ที่ผ่านมาบริษัทลงทุนอย่างมากในการพัฒนาระบบป้องกันการใช้งานที่เป็นอันตราย โดยก่อนเปิดตัว Fable 5 ได้ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ หน่วยงานด้านความปลอดภัย AI ของสหราชอาณาจักร องค์กรอิสระภายนอก และทีมทดสอบภายใน ทำการตรวจสอบและทดสอบช่องโหว่เป็นเวลาหลายพันชั่วโมง
Fable 5 มีระบบป้องกันที่แข็งแกร่งกว่าโมเดลใด ๆ ที่เคยเปิดให้ใช้งานมาก่อน และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ทดสอบรายใดค้นพบ “Universal Jailbreak” หรือวิธีหลบเลี่ยงระบบป้องกันที่สามารถใช้งานได้อย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้ Anthropic ยังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งหลักฐานทางเทคนิคอย่างเป็นทางการให้บริษัท แต่ให้ข้อมูลเพียงด้วยวาจาเกี่ยวกับ Jailbreak ในวงจำกัดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งโดยหลักแล้วเกี่ยวข้องกับการให้โมเดลตรวจสอบโค้ดและค้นหาช่องโหว่ของซอฟต์แวร์
โดยบริษัทได้ตรวจสอบรายงานที่เชื่อว่าเป็นต้นตอของคำสั่งดังกล่าวแล้ว และพบว่าความสามารถที่ปรากฏในรายงานนั้นสามารถพบได้ทั่วไปในโมเดล AI สาธารณะรุ่นอื่น ๆ รวมถึง GPT-5.5 ของ OpenAI และถูกใช้งานเป็นประจำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในการป้องกันระบบ
พร้อมเตือนอีกว่า หากการค้นพบ Jailbreak เฉพาะกรณีเพียงหนึ่งกรณีเพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลสั่งเรียกคืนโมเดล AI เชิงพาณิชย์ได้ ก็อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทำให้การเปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ของบริษัทชั้นนำทั่วทั้งอุตสาหกรรมแทบเป็นไปไม่ได้
ทั้งนี้ คำสั่งล่าสุดไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ โดยตลอดปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่าง Anthropic กับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง เริ่มมีความตึงเครียดมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ Anthropic เคยจำกัดการใช้งาน Claude สำหรับภารกิจบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังประชาชนจำนวนมากและระบบอาวุธอัตโนมัติ ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวลุกลามจนกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศให้ Anthropic เป็น “ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Risk) สถานะที่ในอดีตมักใช้กับองค์กรจากประเทศคู่แข่งของสหรัฐฯ มากกว่าบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกัน โดยต่อมา Anthropic ยื่นฟ้องรัฐบาลเพื่อขอเพิกถอนสถานะดังกล่าว และคดียังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา
สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การสูญเสียการเข้าถึงโมเดลที่ทันสมัยที่สุดของ Anthropic แต่สำหรับลูกค้าองค์กร ผลกระทบอาจลึกซึ้งกว่านั้นมาก
องค์กรจำนวนมากเริ่มนำ AI ไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานหลัก ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาซอฟต์แวร์ การบริการลูกค้า ไปจนถึงการสร้างระบบ AI Agent อัตโนมัติ เมื่อโมเดลหลักถูกปิดใช้งานอย่างกะทันหัน ระบบเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบทันที
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายมุมมองจากคนในวงการเทคโนโลยี หนึ่งในนั้น คือ มุมมองที่ว่า AI กำลังถูกมองในระดับเดียวกับเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์อื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีนิวเคลียร์หรือระบบสื่อสารทางทหาร รวมถึงชิปประมวลผลขั้นสูง
โดยที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้มาตรการจำกัดการส่งออกชิป AI ไปยังจีน รวมถึงจำกัดการเข้าถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประมวลผลขั้นสูง แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ข้อจำกัดขยายมาถึงตัวโมเดล AI โดยตรง ทำให้เกิดข้อกังวลที่ว่า มาตรการดังกล่าวอาจกลายเป็นต้นแบบของมาตรการในอนาคตที่ส่งผลต่อผู้พัฒนา AI รายอื่น ไม่ว่าจะเป็น OpenAI, Google, Meta หรือบริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ รายอื่น
นอกจากนี้เหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า การพึ่งพาผู้ให้บริการ AI เพียงรายเดียว อาจสร้างความเสี่ยงเชิงธุรกิจที่องค์กรจำนวนมากมองข้าม โดยหลังจากที่คำสั่งดังกล่าวมีผล กระแสในวงการ AI เริ่มหันกลับมาพูดถึงแนวคิด “AI Sovereignty” หรือการที่องค์กรสามารถควบคุม AI ได้ด้วยตนเอง
ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้มองว่า การใช้โมเดล Open Source หรือ Open Weights ที่สามารถติดตั้งบนโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรเอง จะช่วยลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงของรัฐบาล การเปลี่ยนนโยบายของผู้ให้บริการ ปัญหาทางกฎหมาย หรือการหยุดให้บริการแบบฉับพลัน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Anthropic ครั้งนี้ จึงเป็นคำเตือนครั้งสำคัญสำหรับทั้งผู้ใช้ นักลงทุน และองค์กรทั่วโลกว่า แม้ AI จะอยู่บนคลาวด์และเข้าถึงได้จากทุกมุมโลก แต่สุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งในที่นี้ คือ รัฐบาลสหรัฐฯ และอาจถูกจำกัดหรือปิดการเข้าถึงได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากรัฐบาลเห็นว่ามีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ
อ่านเพิ่มเติม
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -