
“ผมไม่ได้มีฝันใหญ่โตเป็นอินฟลูฯสายกรีนต้องไม่หิวหรือทำให้บริษัทหิวมันจะตาลาย คิดน้อยเลือกงานไม่ได้ สำหรับอินฟลูฯสายสิ่งแวดล้อม ความน่าเชื่อถือมีค่าที่สุด ผมต้องทำให้ตัวเองอิ่ม ไม่กระหายหาเงิน ทำบริษัทให้เล็กพนักงานไม่กี่คนรับผิดชอบปากท้องคนจำนวนจำกัด เราจึงจะมีอิสระในการเลือกรับงานที่คู่ควร”
ก่อนที่ ชณัฐ วุฒิวิกัยการ กรรมการผู้จัดการบริษัท A Yellow Train Studio และผู้ก่อตั้งเพจ KongGreenGreen (ก้องกรีนกรีน) จะเริ่มต้นบทบาทในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ตัวท็อปในสายสิ่งแวดล้อม เขาผ่านประสบการณ์ด้านคอนเทนต์มามากมาย เริ่มจากเป็นคอลัมนิสต์ให้นิตยสาร a day ในช่วงสั้นๆ, นักออกแบบผลิตภัณฑ์, ครีเอทีฟช่องเวิร์คพอยท์และ Exact, โปรดิวเซอร์และพิธีกรภาคสนามแห่งรายการกบนอกกะลา จนพลิกชีวิตสู่การเป็นเจ้านายตัวเอง เปิดบริษัทโปรดักชันเฮาส์ Yellow Train ในปี 2559 แล้วขยับควบจ๊อบที่ 2 ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ราว 5 ปีก่อน
“แรงบันดาลใจของผมมาจากการทำซีรีส์ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมื่อหลายปีก่อน ชื่อรายการ The Green Diary เป็นรายการออนไลน์มี 2 ซีซัน ซีซันละ 10 ตอน บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคนรักษ์โลก ความยากลำบากที่ต้องปรับการใช้ชีวิตเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของร้านขายวัสดุก่อสร้างที่ตัดแกนทิชชูเป็นแว่นๆ เอามาเป็นภาชนะใส่ของให้ลูกค้า เรื่องราวแบบนี้สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างง่ายดาย”
ย้อนวัยเด็ก คุณก้อง-ชณัฐ เกิดในครอบครัวคนชั้นกลาง คุณพ่อเป็นพนักงานบริษัท SCG เรียนมัธยมที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย จบปริญญาตรีสถาปัตย์ ลาดกระบัง เพราะชื่นชอบนักแสดงกลุ่มซูโม่สำอางค์แห่งคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ
เส้นทางในอาชีพ “ผลิตสื่อ” ของคุณก้อง ชัดเจนตั้งแต่เลือกฝึกงานที่นิตยสาร a day ในยุคของ บ.ก.ทรงกลด บางยี่ขันถูกเชิญให้เปิดคอลัมน์ของตัวเองชื่อ “อะไร อะไรก็กู” ในช่วงสั้นๆ “ตอนนั้นเป็นยุคโซเชียลมีเดีย My Space ผมฝึกงานจบแล้ว แต่พี่ๆเห็นชอบเขียนโน่นนี่บน My Space เลยชวนไปเขียนคอลัมน์ เห็นอะไรสนุกๆก็เอามาเขียนเล่า เหมือนเขียนบันทึก”
คอลัมน์อยู่ได้ไม่นาน คุณก้องมีภารกิจต่อหลังเรียนจบสมัครเข้าทำงานกับบริษัทออกแบบ ตรงกับที่เล่าเรียนมาในตำแหน่งนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำได้แค่ 2 เดือน ได้รับโอกาสใหม่บริษัทเวิร์คพอยท์เรียกให้ไปลองเป็นครีเอทีฟในแผนกประชาสัมพันธ์ ตัดคลิป ทำทีเซอร์เปิดตัวรายการใหม่ ตอนนั้นเป็นยุคของรายการตลก 6 ฉาก, ตู้ซ่อนเงิน เรียนรู้จากการสังเกต ใช้วิธีครูพักลักจำ เพราะไม่เคยเรียนด้านโทรทัศน์มาก่อน
ทำอยู่ 4 เดือน ทาง Exact เสนองานให้เป็นครีเอทีฟรายการซึ่งเป็นงานที่คุณก้องใฝ่ฝัน ได้ทำรายการ 3 หนุ่ม 3 มุมทูไนท์อยู่ 1 ปี รายการกบนอกกะลาแห่งทีวีบูรพาชวนไปเป็นทีมงาน คุณก้องเล่าว่า กบนอกกะลาเป็นงานเปลี่ยนโลก นอกจากได้เดินทางแล้ว คุณก้องต้องหาข้อมูล ตัดต่อ คุมตัดต่อ รวมทั้งเป็นพิธีกรด้วย ทำให้มีรายได้ 2 ทาง “ผมอยู่ทีวีบูรพา ตั้งแต่มีสตาฟฟ์ 10 คน ไต่เต้าจนได้เป็นโปรดิวเซอร์ร่วม พนักงานขยับสู่หลัก 100 ตัดสินใจลาออกหลังทำได้ 4 ปี ตอนนั้นอายุใกล้จะ 30 แล้ว กลัวไม่มีอะไรเปลี่ยน กลัวอยู่ยาว ผมอยากไปเห็นโลกกว้าง”
มีเงินเก็บอยู่พอสมควร คุณก้องตัดสินใจไปสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2556 เรียนภาษาและคอร์สสั้นๆด้านโฆษณา สารคดี รวมทั้งคอร์ส DigitalFilm Making ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ได้เจอเพื่อนทั่วโลก แชร์ประสบการณ์มากมาย “ตอนนั้นผมทำสารคดีชื่อ YAKCUTE in NEW YORK(ยักคิ้ว อิน นิวยอร์ก) ดูเมืองยักษ์แล้วย้อนดูเมืองเรา ทำเรื่องหมาจรจัด รถไฟฟ้าในนิวยอร์ก ตั้งใจถ่ายฟุตเทจเก็บไว้จะขายให้ช่องทีวีดิจิทัลในเมืองไทย หลังมีการประมูลความถี่เกิดช่องใหม่ขึ้นมากมาย”
ที่ไหนได้ทีวีดิจิทัลไม่เฟื่องฟูอย่างที่คิดไว้ ไม่มีใครเก็ต ไม่มีใครซื้อ ต้องรอเวลาจนถึงยุคยูทูบเฟื่องฟู คุณก้องสบโอกาสเปิดช่อง YAKCUTE Thailand เอาคลิปที่ถ่ายไว้มาลง มีคนเข้าชมหลักแสน
“กลับมาจากนิวยอร์กเป็นช่วงทีวีซบเซามาก พี่เช็ค (เจ้าของรายการกบนอกกะลา) ชวนกลับไปทำสารคดี ได้เป็นโปรดิวเซอร์รายการ “หลงเทศกาลโลก” เดินทางไปถ่ายทอดเทศกาลแปลกๆในต่างประเทศ ระหว่างนั้นมีคนป้อนงานโฆษณาให้ทำอยู่บ้าง จนตัดสินใจเปิดโปรดักชันเฮาส์รับทำหนังโฆษณาของตัวเอง ใช้ชื่อว่า Yellow Train เมื่อปี 2559”
Yellow Train เริ่มต้นจาก 3 คน คุณก้อง ภรรยา และครีเอทีฟ ผลงานชิ้นแรกๆ เป็นโฆษณาเสื่อแต่งบ้านยี่ห้อ PDM ทำยอด 1 ล้านวิวภายใน 1 คืน พอขึ้นปีที่ 2 Yellow Train ก็ทำบิลลิ่งแตะ 20ล้านบาทได้สำเร็จ
“ช่วงพีกเรามีพนักงานเพิ่มเป็น 5-6 คน พยายามรักษาความเล็กเอาไว้ พอเจอโควิดเราจึงพอรับความเสียหายได้ ก่อนหน้านั้นไม่นานได้ทำซีรีส์ The Green Diary ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดไอเดียอยากต่อยอด ผมชอบทำงานมากกว่า 1 อย่าง ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด พอโควิดระบาดขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นมาก เลยเปิดเพจก้องกรีนกรีน ทำคอนเทนต์กระตุ้นให้คนตระหนักถึงปัญหานี้ ประกอบกับเพจแนวนี้ยังมีไม่มากแถมเป็นเทรนด์โลกโดยเริ่มจากออฟฟิศของเราเอง ทีมต้องปรับพฤติกรรมใหม่หมด ใช้ถุงผ้า ใช้กล่องใส่อาหาร แยกขยะจริงจัง”
คุณก้องเล่าว่า ทำคอนเทนต์สิ่งแวดล้อมต้องมีข้อมูล ศึกษาหาความรู้รอบด้านและต่อเนื่อง ทำความเข้าใจภาคธุรกิจด้วยว่า ติดขัดปัญหาหรือข้อจำกัดใด ไม่ใช่ไปด่าเขาอย่างเดียว ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในมุมของเขาด้วย
เป็นนักเล่าเรื่องด้วยภาพ ประสบการณ์สูง เพจก้องกรีนกรีนจึงไต่อันดับอย่างรวดเร็ว มีรายได้จากสปอนเซอร์ ด้วยจำนวนผู้ติดตาม 400,000 คน คุณก้องเล่าว่า “ต้องเลือกลูกค้า” เพราะความน่าเชื่อถือคือสิ่งที่สำคัญที่สุด “ผมทำเรื่องสิ่งแวดล้อมมา 5 ปีแล้ว พอจะมองออกว่าใครเป็นอย่างไร เจอเยอะพวกทำเล็กพูดใหญ่หรือแก้ปัญหาไม่จริง บางทีเราไม่สามารถร่วมงานด้วยได้”
แม้ไม่มีทายาท แต่คุณก้องห่วงโลกใบนี้ อยากให้อยู่ไปนานๆอย่างผาสุก นอกจากเป็นกำลังสำคัญในการผลักดัน พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว เขายังตั้งใจจะใช้ทักษะด้านการสื่อสารที่มี เป็นเครื่องมือให้เกิดพลังบวกต่อสังคม “สำหรับตัวผมอยากเป็นนักสร้างสรรค์ที่ไม่มีพิษภัย อยากใช้อาวุธของเราทำให้สังคมดีขึ้น”.
มาดามเจด้า
คลิกอ่านคอลัมน์ “Business on my way” เพิ่มเติม