เจาะดีลปั้น Amaze "เครื่องจักรข้อมูล" ของเครือซีพี ดึงญี่ปุ่นถือหุ้น 20% ใน Ascend Commerce

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เจาะดีลปั้น Amaze "เครื่องจักรข้อมูล" ของเครือซีพี ดึงญี่ปุ่นถือหุ้น 20% ใน Ascend Commerce

Date Time: 24 เม.ย. 2569 17:51 น.

Video

ปลุก “ต่อมเอ๊ะ” ยังไง ไม่ให้เป็นเหยื่อมิจฉาชีพหลอกลงทุน? กับ ดร.เอ็ม - ดร.กร | Money Issue EP.51

Summary

NTT DOCOMO GLOBAL และ Ascend Commerce ในเครือซีพี ผนึกกำลังเปิดตัวความร่วมมือด้านโซลูชันการตลาดในประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนการตลาดยุคใหม่ มุ่งเน้นอีคอมเมิร์ซและโปรแกรมสะสมคะแนน “Amaze”

Latest


ทำไมความร่วมมือระหว่างเครือ CP และ NTT DOCOMO GLOBAL ที่เข้ามาถือหุ้นสัดส่วน 20% ใน Ascend Commerce หรือบริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด ถึงเป็นดีลที่วงการการตลาดไทย โดยเฉพาะสาย CRM (Customer Relationship Management) ที่ควรจับตามองอย่างใกล้ชิด

แม้ว่าการทำ Loyalty Program จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่นี่คือการต่อยอดมูลค่าของ "ข้อมูลมหาศาล" ของผู้ใช้ โดยยักษ์ใหญ่อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่กำลังลงมาทำโซลูชันการตลาดหลังบ้านให้เครือร้านค้าพันธมิตรและร้านอาหาร รวมแล้วกว่า 3,500 แห่งหลังจากนี้



CP x DOCOMO เครื่องจักรการตลาดขนาดยักษ์

ภายใต้กรอบความร่วมมือในครั้งนี้ NTT DOCOMO GLOBAL และ Ascend Commerce จะร่วมกันเปิดตัวธุรกิจโซลูชันการตลาดในประเทศไทย โดยใช้ประโยชน์จากโซลูชันการตลาดของ DOCOMO Group และแพลตฟอร์ม "Amaze" เพื่อส่งมอบประสบการณ์การซื้อที่สะดวกสบายและมีคุณค่ายิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า

NTT DOCOMO GLOBAL คือ หนึ่งในผู้ให้บริการเครือข่ายการสื่อสารรายใหญ่ของญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันการตลาดและการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับภูมิภาค โดยนอกจากการพัฒนาระบบฐานสมาชิก "d POINT CLUB" ที่มีสมาชิกมากกว่า 100 ล้านรายในญี่ปุ่นแล้ว ยังทำงานร่วมกับพันธมิตรในแต่ละภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

ดีลนี้เกิดขึ้นหลังการร่วมลงทุนและลงนามในสัญญาผู้ถือหุ้นอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2569 โดย NTT DOCOMO GLOBAL เข้าถือหุ้นราว 20% ใน Ascend Commerce ซึ่งถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายเดียวในโครงสร้างนี้ ขณะที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นส่วนที่เหลือยังคงเป็นของผู้ถือหุ้นเดิม

การร่วมทุนในครั้งนี้ไม่ได้มีการจัดตั้งบริษัทใหม่ แต่เป็นการฝังตัวเข้าสู่ระบบนิเวศเดิมของเครือซีพี เพื่อเร่งพัฒนาแพลตฟอร์ม "Amaze" แอปพลิเคชันรวมพอยท์จากทุกบริษัทในเครือที่สามารถโอน แลกเปลี่ยน และใช้จ่ายแทนเงินสดได้จริง ให้กลายเป็น Loyalty Commerce Platform ที่ใหญ่ที่สุดในไทย โดยสามารถแบ่งความร่วมมือออกเป็น 2 ด้านหลัก ได้แก่

  1. โซลูชันการตลาดสำหรับธุรกิจ ทั้งสองบริษัทจะนำความเชี่ยวชาญด้านการตลาดของ DOCOMO Group จากญี่ปุ่น ผสานกับฐานลูกค้าและระบบนิเวศของเครือซีพีในไทย เพื่อพัฒนา "Marketing Solutions" ให้กับองค์กรในประเทศไทย ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแม่นยำ และทำการตลาดได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  2. การยกระดับการใช้ข้อมูล (Data Utilization) DOCOMO Group จะนำความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์และการบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่งเข้ามาช่วยพัฒนาแพลตฟอร์ม "Amaze" ทำให้สามารถนำข้อมูล เช่น โปรไฟล์สมาชิกและพฤติกรรมการซื้อ มาออกแบบแคมเปญการตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำยิ่งขึ้น

จาก "พอยท์" สู่ "ข้อมูลพฤติกรรมมหาศาล"

เมื่อพิจารณาภาพรวม สิ่งที่ทำให้ดีลนี้น่าจับตา คือ การที่ผู้เล่นรายใหญ่ซึ่งมีฐานผู้ใช้มหาศาลทั่วประเทศกำลังวางโครงสร้างพื้นฐานของการตลาดยุคดิจิทัลที่มี "ข้อมูล" เป็นแกนกลาง โดยใช้ "โปรแกรมสะสมแต้ม" เป็นตัวเชื่อมระบบนิเวศ และด้วยความเชี่ยวชาญของ DOCOMO Group ผลลัพธ์ที่ได้อาจนำไปสู่การสร้าง "Customer Intelligence" ที่ลึกและแม่นยำกว่าที่เคยมีในไทย

หัวใจของเกมนี้จึงไม่ใช่แค่การแจกแต้มเพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ใช้ แต่แท้จริงแล้ว คือ การสร้างวงจรการไหลเวียนของข้อมูลที่หมุนอย่างต่อเนื่อง ทุกกิจกรรมบนแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย การสะสมและแลกพอยท์ หรือแม้กระทั่งการตอบแบบสำรวจ ล้วนถูกแปลงเป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีมูลค่าทางธุรกิจทั้งสิ้น

ธรินทร์ ธนียวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด และผู้อำนวยการบริหารกลุ่มด้านอีคอมเมิร์ซ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า หลังจากเปิดให้บริการมาเป็นเวลา 1 ปี แพลตฟอร์มดังกล่าวเติบโตจนมีสมาชิกประมาณ 4 ล้านราย ณ เดือนเมษายน 2569 ปัจจุบันแพลตฟอร์ม Amaze มียอดดาวน์โหลดราว 9.6 ล้านครั้ง และเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ใช้งานแลกแต้มประมาณ 1 ล้านคน และมีการใช้งานรวมแล้วประมาณ 3 ล้านครั้ง

ในช่วงแรก Amaze มุ่งพัฒนาระบบการเชื่อมต่อและแลกพอยท์ในหลากหลายบริการ เพื่อแก้ปัญหาการสะสมพอยท์แบบเดิมที่กระจัดกระจายอยู่ตามแอปพลิเคชันต่าง ๆ Amaze จึงถูกออกแบบมาเป็นศูนย์รวมแต้มและตัวกลางในการเชื่อมการใช้จ่ายข้ามแพลตฟอร์ม

ทั้งนี้รายได้หลักของ Amaze ในปัจจุบันมาจากค่าคอมมิชชันจากการใช้พอยท์และการทำธุรกรรม ค่าบริการด้านข้อมูลและโซลูชันทางการตลาด รวมถึงรายได้จากระบบนิเวศการแลกพอยท์ โดยสัดส่วนรายได้ในปัจจุบันยังใกล้เคียงกัน และอยู่ในช่วงลงทุนเพื่อขยายตลาด

แนวคิดที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานหลังจากนี้ คือ การเชื่อมระบบสะสมพอยท์เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยการเปิดให้ใช้พอยท์ชำระค่าสินค้าและบริการได้จริงแทนเงินสด แผนดำเนินการต่อไปจึงมุ่งเร่งเชื่อมต่อแต้มกับเชนร้านค้าขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ทั้งร้านอาหารและแพลตฟอร์ม E-Commerce แบบเต็มรูปแบบ เพื่อให้พอยท์สามารถใช้ได้ทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าเพิ่มยอดดาวน์โหลดให้แตะ 15 ล้านในระยะถัดไป

นอกจากนี้ ธรินทร์ กล่าวเสริมว่า หากเทียบกับญี่ปุ่น ตลาด Loyalty ของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีจุดแข็ง คือ ฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ ระบบค้าปลีกที่เข้มแข็ง และการยอมรับดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมกับการลงทุนและการรับ know-how จากต่างประเทศ จะมีโอกาสสร้าง "Loyalty Economy" ขนาดใหญ่ได้ในเวลาไม่นาน

"การผนึกกำลังกับ DOCOMO Group เราจะร่วมกันพัฒนา Amaze ให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้บริโภคที่เชื่อมต่อถึงกันได้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน CRM และ Loyalty ที่แข็งแกร่ง ช่วยปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือระหว่างแบรนด์ต่าง ๆ บนแพลตฟอร์มได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้พาร์ทเนอร์สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกันกว่า 40 ล้านรายทั่วทั้งระบบนิเวศบริการต่าง ๆ ในเครือซีพี พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัลที่ปรับแต่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก"

ด้าน ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า การทำ Loyalty e-Commerce ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมาเราอาจคุ้นเคยกับการสะสมแต้ม แต่ในอนาคต สิ่งนี้จะพัฒนาไปได้ไกลกว่านั้นมาก แต้มจะไม่ใช่แค่คะแนนอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น "โทเคน" ที่อยู่บนระบบดิจิทัลและเชื่อมต่ออยู่ในแอปพลิเคชันได้อย่างเต็มรูปแบบ

“ความร่วมมือในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุน แต่คือการผสานเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภคของประเทศไทยทั้งระบบ ในระยะแรกเราจะได้เห็นสินค้าและบริการจากญี่ปุ่นเข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยมากขึ้น และในขั้นต่อไป สินค้าและบริการของไทยก็จะถูกนำไปเปิดตลาดในญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน”

เมื่อเครือข่ายของ NTT ซึ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เชื่อมต่อกับ True Corporation ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำด้านดิจิทัลของไทย สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ การไหลเวียนของข้อมูลขนาดมหาศาลระหว่างสองประเทศ ที่สามารถสร้างคุณค่าใหม่ทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล และในอนาคต โทเคนหรือแต้มเหล่านี้อาจพัฒนาไปสู่การเป็น "หนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่สำคัญ" ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ในระดับภูมิภาคเลยทีเดียว ศุภชัย กล่าว 

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ได้มีการเปิดตัวบริการแรก คือ ฟีเจอร์แบบสำรวจ "Amaze Survey" ซึ่งผู้ใช้งานที่ตอบแบบสำรวจจะได้รับ "Amaze Points" เป็นรางวัล โดยจุดเด่นของฟีเจอร์นี้ คือ การไม่สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเดิม แต่เลือกสำรวจผู้ใช้จริงบนแพลตฟอร์ม Amaze ทำให้ธุรกิจได้ข้อมูลที่แม่นยำและสะท้อนพฤติกรรมจริงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมนำ Insight ไปต่อยอดเป็นแผนการตลาดและกลยุทธ์การเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ ในระยะต่อไป ทั้งสองบริษัทยังมีแผนส่งมอบคูปองและสิทธิประโยชน์แบบเฉพาะบุคคล (Personalized) โดยใช้ฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงร่วมกัน พร้อมทั้งเปิดโซน "Amazing Japan" บน Amaze Mall นำสินค้าและแบรนด์ชั้นนำจากญี่ปุ่นมาให้ผู้บริโภคไทยได้เลือกซื้อ เพื่อเชื่อมพื้นที่ทางการตลาดระหว่างไทยและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน ซึ่งขณะนี้มีหลายแบรนด์ที่กำลังพิจารณาเข้าร่วม อาทิ MITSUKOSHI DEPACHIKA, aiwa, Bigen, IRIS OHYAMA, LION และ SHARP เป็นต้น




ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ