รองเท้า Allbirds รีแบรนด์สู่ NewBird ทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ดันหุ้นพุ่ง 582% ในวันเดียว

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

รองเท้า Allbirds รีแบรนด์สู่ NewBird ทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ดันหุ้นพุ่ง 582% ในวันเดียว

Date Time: 16 เม.ย. 2569 10:48 น.

Video

วิธีคิดแบบ Dyson ทำยังไง ให้บริษัทไปได้ไกลกว่าขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ? | Digital Frontiers EP.57

Summary

หุ้น BIRD ของบริษัท Allbirds รองเท้าผ้าใบยอดฮิตในซิลิคอนวัลเลย์ที่กำลังจะล้มละลาย พุ่งทะยานขึ้นกว่า 582% ในวันเดียว หลังประกาศรีแบรนด์ มีแผนเปลี่ยนชื่อเป็น NewBird AI รุกทำโครงสร้างพื้นฐาน AI

Allbirds บริษัทเจ้าของแบรนด์รองเท้าผ้าใบที่อดีตเคยชื่อดังจนทำให้บริษัทมูลค่าทะลุ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงพีคของกิจการ ล่าสุดประกาศรีแบรนด์ใหม่เป็น NewBird AI ผันตัวสู่บริษัทโครงสร้างพื้นฐานพลังประมวลผล AI

การรีแบรนด์นี้เป็นการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้น 1 วันก่อนที่บริษัท Allbirds จะต้องปิดตัวลง ซึ่งหลังจากการประกาศเป็นกิจการด้าน AI นี้ ก็ทำเอาหุ้นของบริษัทพุ่งทะยานขึ้นมากถึง 582% และตามข้อมูลของ Bloomberg ระบุว่า ช่วงพีคที่ขึ้นไปสูงสุดในวันที่ 15 เมษายน คือ 876% ก่อนที่จะปรับตัวลงมา


Allbirds (เคย) ทำอะไร?

Allbirds คือแบรนด์รองเท้าผ้าใบและเสื้อผ้าแนวรักษ์โลกสัญชาติอเมริกัน-นิวซีแลนด์ และยังเป็นหนึ่งในแบรนด์ยอดนิยมของชาวเทคในซิลิคอนวัลเลย์ เนื่องจากใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ โดยกิจการของ Allbirds ประสบความสำเร็จอย่างมาก จากสตาร์ทอัพในนิวซีแลนด์ ได้จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้น Nasdaq ในสหรัฐฯ เมื่อปี 2021 จนทำให้มูลค่ากิจการทะยานไปสู่ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงที่ IPO นั้นเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์หนุนให้หุ้นสายเก็งกำไรพุ่งขึ้น แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ปรับตัวลงต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้ก่อนหน้านี้ Allbirds ต้องตกลงขายสินทรัพย์ทั้งหมดรวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาให้กับ American Exchange Group ไปแล้วในมูลค่าประมาณ 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนกระทั่งวันอังคารที่ผ่านมา บริษัทมีมูลค่าตลาดเหลือเพียงประมาณ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

การปรับตัวของ Allbirds จึงมุ่งไปที่การเกาะกระแส AI แม้จะไม่มีความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างธุรกิจรองเท้ากับวิทยาการคอมพิวเตอร์ขั้นสูง แต่ราคาหุ้นของ Allbirds ก็พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง จากบริษัทเคยโดดเด่นในฐานะแบรนด์รองเท้ารักษ์โลกที่ได้รับความนิยมในซิลิคอนวัลเลย์ เลยเตรียมที่จะผันตัวมาเป็นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แทน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความร้อนแรงของตลาดที่ผลักดันให้เหล่านักลงทุนทุ่มเงินมหาศาลให้ผู้ที่คาดว่าจะชนะในสนาม AI และเทขายหุ้นที่ดูเหมือนจะถูกดิสรัปต์ในตลาดนี้เช่นกัน

ซึ่งการพุ่งขึ้นของราคาหุ้นล่าสุดช่วยกู้มูลค่าบางส่วนกลับมา โดยหลังปิดตลาดในวันพุธที่ผ่านมา มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


เป็นเรื่องเล่าที่ขายได้

“บริษัทรองเท้าที่รีแบรนด์ตัวเองเป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นเรื่องเล่าที่สามารถจุดกระแสความสนใจของนักลงทุนรายย่อยได้อย่างดี” Dave Mazza ซีอีโอของบริษัท Roundhill Investments ที่เน้นลงทุนหุ้น มีม และก็เป็นหนึ่งในผู้ซื้อหุ้น Allbirds ในช่วงเปิดตลาด กล่าว

“การพุ่งขึ้นของอารมณ์ในตลาด ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น และความผันผวนที่สูงขึ้นของหุ้น BIRD หลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ AI คือสัญญาณที่ ETF ของเราถูกออกแบบมาเพื่อจับโอกาสแบบนี้แบบเรียลไทม์” Dave Mazza กล่าวต่อ

Allbirds เปิดเผยว่ากำลังวางแผนระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้แปลงสภาพเป็นหุ้น มูลค่าสูงสุด 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปใช้ลงทุนในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พร้อมกับมีแผนเปลี่ยนชื่อเป็น “NewBird AI” ด้วยการผลักดันวิสัยทัศน์ระยะยาวในการเป็นผู้ให้บริการ GPU-as-a-Service (GPUaaS) และโซลูชันคลาวด์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ

เนื่องจากกระบวนการ IPO เป็นเรื่องยาก บริษัทที่ล้มเหลวในตลาดหุ้นบางแห่งจึงเลือกใช้สถานะบริษัทจดทะเบียนเดิมเป็นทางลัดเพื่อนำแนวคิดหรือธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาด

ด้าน Jay Ritter ศาสตราจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา กล่าวว่า “สถานะบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ถือเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่ง ในอดีตเราเห็นการทำ Reverse Merger หรือกลยุทธ์ที่บริษัทเอกชนเข้ารวมกิจการกับบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว สิ่งนี้มักมีภาพลักษณ์เชิงลบ เพราะบริษัทที่เข้าตลาดด้วยวิธีนี้ส่วนใหญ่มีคุณภาพต่ำ และนักลงทุนก็มักไม่ได้ผลตอบแทนที่ดีนัก”

อย่างไรก็ตาม Allbirds ไม่ใช่บริษัทแรกที่พยายามพลิกชีวิตด้วยการเกาะกระแสเทคโนโลยีร้อนแรง ปรากฏการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคฟองสบู่ดอทคอม ตัวอย่างเช่น Long Island Iced Tea Corp. ที่เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น Long Blockchain Corp. ในช่วงเริ่มต้นของกระแสคริปโตฯ

Matt Maley หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของ Miller Tabak + Co. กล่าวว่า “พัฒนาการแบบนี้เป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มมีฟองแล้ว แม้จะไม่น่าแปลกใจเพราะตลาดหุ้นกำลังปรับขึ้น แต่ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนควรระมัดระวัง”

ทั้งนี้ นักลงทุนจำนวนมากกลับเลือกมองข้ามความเสี่ยง และพยายามเกาะกระแสการพุ่งขึ้นของหุ้น แม้จะไม่มีเหตุผลพื้นฐานรองรับ โดยหวังว่าจะมีคนอื่นเข้ามาซื้อต่อ นี่คือแรงขับเคลื่อนสำคัญของกระแส Meme Stock หรือหุ้นมีมที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ นับตั้งแต่ช่วงโควิด


ที่มา: Bloomberg


ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ