
ก่อนงาน WWDC 2026 ที่จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ Apple ประกาศยกเครื่อง Siri โฉมใหม่ทั้งระบบอีกครั้งให้สามารถรองรับ AI จากภายนอก นับเป็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญของบริษัทที่เคยขึ้นชื่อเรื่องการควบคุมระบบนิเวศ (Ecosystem) อย่างเข้มงวด
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น หลัง Apple ถูกมองว่าเริ่มตามหลังคู่แข่งอย่าง Google และ Samsung ในการแข่งขันด้าน AI ที่กำลังทวีความเข้มข้นทั่วโลก ซึ่งการเปลี่ยนทิศครั้งนี้ไม่ใช่แค่การอัปเกรดฟีเจอร์ แต่สะท้อนถึงการยอมรับความจริงว่า Apple กำลังตามหลังในสนาม AI และจำเป็นต้องเปลี่ยนเกม
การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้สะท้อนความกังวลของ Apple ต่อสถานะของตัวเองในโลก AI ที่นักวิเคราะห์จำนวนมากเตือนว่า หากบริษัทไม่สามารถสร้างความได้เปรียบด้าน AI โดยเฉพาะในส่วนของ Siri ที่อาจเสี่ยงถูกทิ้งห่างมากขึ้น
ที่ผ่านมา Apple เผชิญอุปสรรคหลายด้าน ทั้งการสูญเสียบุคลากร AI ระดับสูง และความล่าช้าในการพัฒนาเทคโนโลยีภายในองค์กร ส่งผลให้บริษัทต้องหาแนวทางเพื่อเร่งนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริงให้ได้
ตลอดหลายทศวรรษ Apple สร้างจุดแข็งจากการควบคุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ในรอบนี้รายงานระบุว่า ภายใต้ระบบใหม่ Apple เตรียมเปิดให้ Siri เชื่อมต่อกับโมเดล AI จากภายนอก ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Google Gemini หรือ Claude จาก Anthropic โดยผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่า AI ตัวใดจะเป็นผู้ตอบคำถาม แม้ก่อนหน้านี้ Apple จะเริ่มทดลองเชื่อมต่อกับ ChatGPT ไปแล้ว
โดยกลยุทธ์ใหม่ในครั้งนี้ คือ การใส่ AI ลงในระบบปฏิบัติการเพื่อรักษาประสบการณ์การใช้งาน และเปิดระบบนิเวศและแพลตฟอร์มของตนเองให้ AI จากภายนอกเข้ามาใช้งานผ่าน Siri โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ ฟีเจอร์ Extensions ใน iOS 27 ที่จะทำให้ Siri กลายเป็น “ศูนย์กลางรวม AI” ที่ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด AI ตัวที่ต้องการได้ มากกว่าจะเป็นแค่ผู้ช่วยอัจฉริยะของ Apple แบบเดิม
ฟีเจอร์นี้จะมีหมวดเฉพาะใน App Store เปรียบเสมือน “AI App Store” ที่รวมบริการ AI จากผู้พัฒนาภายนอก กลายเป็น marketplace ใหม่บน iPhone หรือมีลักษณะคล้าย App Store ที่เปิดให้ผู้พัฒนาเข้ามาสร้างบริการ และ Apple ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่ได้ส่วนแบ่งรายได้ผ่านการหักค่าธรรมเนียม โดยโมเดลนี้จะเปิดทางให้ Apple ทำเงินผ่านค่าคอมมิชชัน 30% จากแอป AI และบริการสมัครสมาชิกบน App Store
ที่ผ่านมาซอฟต์แวร์ของ Apple อย่าง iMessage, Maps หรือ Photos ถูกออกแบบมาเพื่อดันยอดขายสินค้ามากกว่าจะเป็นแหล่งรายได้โดยตรง แตกต่างจากคู่แข่งที่เร่งสร้างรายได้จาก AI ผ่านระบบสมัครสมาชิกและแอปฯ พรีเมียม ซึ่ง Apple มองว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่น่าจะยอมจ่ายเงินเพื่อใช้ Siri หรือ AI ของบริษัทโดยตรง ทำให้โอกาสในการสร้างรายได้จาก “Apple Intelligence” ในรูปแบบเดิมเสี่ยงที่จะไปไม่รอด
ด้านนักวิเคราะห์มองว่า การเปลี่ยนทิศทางของ Apple ในครั้งนี้สะท้อนว่าอนาคตของ Apple อาจโฟกัสไปที่ฮาร์ดแวร์และชิปมากกว่าโมเดล AI หรือซอฟต์แวร์ที่ไม่สามารถพัฒนาได้โดดเด่นเท่ากับคู่แข่ง ทำให้ Apple แทบไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากใช้โมเดล “App Store + Search” เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร
ทั้งหมดนี้จะถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนในงาน WWDC 2026 ที่จะจัดขึ้นวันที่ 8 มิถุนายนนี้ ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งใน Worldwide Developers Conference ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท ซึ่งได้มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดเล็กน้อยของ Siri โฉมใหม่ที่จะเปิดตัวใน iOS 27 เช่น การผสาน Siri เข้ากับ Spotlight Search ลึกยิ่งขึ้นและฟีเจอร์ใหม่อย่าง “Ask Siri” และ “Write with Siri”
อย่างไรก็ตามแม้ว่าโมเดล “AI App Store” จะดูสอดคล้องกับความสำเร็จในอดีต แต่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การเปิดให้ AI ภายนอกเข้ามาอยู่ใน Siri อาจไม่ต่างจากการปล่อยให้ระบบอื่นเข้ามาอยู่บน iPhone นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า Apple จะยังควบคุมประสบการณ์ผู้ใช้ได้มากแค่ไหนในระยะยาว การยกเครื่อง Siri ครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Apple ที่ทำให้ทั้งโลกจับตาอีกครั้งว่าบริษัทจะไล่ตามคู่แข่งแถวหน้าในยุค AI ได้หรือไม่
อ่านเพิ่มเติม
ที่มาข้อมูล Bloomberg
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -