
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา Amazon ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซ ศูนย์กระจายสินค้า บริษัทเทคโนโลยีเจ้าใหญ่ในตลาดคลาวด์และ AI ประกาศเข้าซื้อกิจการ 2 สตาร์ทอัพ คือ Rivr ผู้พัฒนาหุ่นยนต์อัตโนมัติ และ Fauna Robotics ผู้พัฒนาหุ่นยนต์มนุษย์ หรือ Humanoid ดึงเทคโนโลยีมาเสริมบริการทั้งฝั่งอีคอมเมิร์ซและอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน (Home Device)
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (19 มี.ค. 2026) สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Amazon ได้เข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพ Rivr บริษัทหุ่นยนต์จากสวิตเซอร์แลนด์ที่พัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์สำหรับส่งของถึงหน้าบ้าน โดยไม่ได้เปิดเผยถึงมูลค่าของการซื้อกิจการ
Rivr คือ ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ที่ชำนาญในด้านหุ่นยนต์สำหรับส่งของถึงหน้าประตูบ้านโดยเฉพาะ ซึ่งกระบวนการนี้เป็นกระบวนการสุดท้ายที่สินค้าจะไปถึงมือผู้บริโภค โดยความสามารถของหุ่นยนต์ที่ Rivr ออกแบบนั้น จะสามารถเดินทางข้ามสิ่งกีดขวาง พื้นที่ต่างระดับ หรือแม้แต่เดินขึ้นบันไดได้เองโดยใช้ขา 4 ขาที่ติดตั้งล้อมา
ส่วนนี้ Amazon มองว่าจะมาช่วยในบริการขนส่งพัสดุขั้นสุดท้าย ที่ส่วนใหญ่ Amazon จะจ้างผู้ให้บริการภายนอกเข้ามารับของที่คลังสินค้าและนำไปกระจายถึงมือลูกค้า โดย Amazon ระบุว่า “เราเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้ เมื่อทำงานร่วมกับพนักงานจัดส่งของ จะมีศักยภาพในการยกระดับความปลอดภัย และประสบการณ์ของลูกค้าโดยรวม”
และล่าสุดในวันอังคารที่ผ่านมา (24 มี.ค. 2026) Bloomberg รายงานว่า Amazon ได้ออกมาประกาศอีกครั้งว่าบริษัทได้เข้าซื้อกิจการของ Fauna Robotics สตาร์ทอัพผู้พัฒนาหุ่นยนต์มนุษย์ ที่ระบุว่าเป็นหุ่นยนต์ที่ Approachable หรือเข้าถึงง่าย โดยครั้งนี้ได้มุ่งไปที่การยกระดับธุรกิจอีกขา นั่นคือฝั่ง Home Device
เช่นเดียวกัน ดีลนี้ก็ไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขการซื้อกิจการออกมา โดย Fauna นั้นเป็นธุรกิจที่ก่อตั้งขึ้นโดยอดีตวิศวกรจาก Meta และ Google พัฒนาหุ่นยนต์ Humanoid ที่ชื่อว่า Sprout เป็นหุ่นยนต์สองขาที่ดูท่าทางเป็นมิตร และถูกออกแบบมาให้ดูเข้าถึงง่าย
หุ่นยนต์รุ่นนี้มีความสูงประมาณ 1 เมตร น้ำหนักราว 23 กิโลกรัม ถูกพัฒนามาให้เป็นหุ่นยนต์ภายในบ้าน และยังเปิดโอกาสให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเข้ามาสร้างแอปพลิเคชันต่อยอดได้จริง โดยเปิดจำหน่ายแล้วในราคา 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.6 ล้านบาท
โฆษกของ Amazon ระบุว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นกับวิสัยทัศน์ของ Fauna ที่ต้องการสร้างหุ่นยนต์ที่มีความสามารถ ปลอดภัย และสนุกสำหรับทุกคน” พร้อมระบุด้วยว่า “ด้วยความเชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ของ Amazon และประสบการณ์ยาวนานหลายทศวรรษในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานภายในบ้าน ผ่านธุรกิจค้าปลีกและอุปกรณ์ บริษัทคาดหวังว่าจะสามารถคิดค้นวิธีใหม่ ๆ เพื่อทำให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้นและง่ายขึ้นได้”
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา Amazon ได้ลงทุนในเทคโนโลยีหุ่นยนต์อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นไปที่การใช้งานในคลังสินค้าเป็นหลัก หนึ่งในดีลสำคัญคือการเข้าซื้อ Kiva Systems มูลค่ากว่า 775 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2012 จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของ Amazon Robotics ที่ดูแลด้านระบบอัตโนมัติในคลังสินค้าของบริษัท
Amazon เปิดเผยว่า บริษัทได้ติดตั้งหุ่นยนต์มากกว่า 1 ล้านตัวแล้วทั่วทั้งเครือข่ายการดำเนินงานของธุรกิจ โดยการเข้าซื้อกิจการ Rivr นี้ Amazon ย้ำว่า “เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของเส้นทางนี้ และในระหว่างที่เราพัฒนาไปข้างหน้า เราจะทำงานร่วมกัน เพื่อทดสอบเทคโนโลยีนี้ในสถานการณ์จริง เก็บข้อมูลเชิงลึก และนำความคิดเห็นของลูกค้าไปใช้ในการขยายเทคโนโลยีนี้ในอนาคต”
ก่อนหน้านี้ Amazon เคยลงทุนใน Rivr มาแล้วผ่านกองทุน Industrial Innovation Fund มูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหลังจากเปิดตัวในปี 2022 เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์ โดยก่อนหน้านี้ Bezos Expeditions บริษัทลงทุนของ Jeff Bezos ก็ได้เข้าร่วมลงทุนในรอบ Seed ของ Rivr ไปแล้วมูลค่ากว่า 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในเวลานั้น Rivr ยังใช้ชื่อเดิมว่า Swiss-Mile
ด้าน The Wall Street Journal รายงานว่า Jeff Bezos กำลังอยู่ในระหว่างการหารือเบื้องต้นเพื่อระดมทุนสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับกองทุนที่จะเข้าซื้อกิจการบริษัทด้านการผลิตในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ชิป กลาโหม และอากาศยาน และจะนำ AI มาเร่งกระบวนการอัตโนมัติในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมเหล่านั้นต่อ
ในฝั่งของหุ่น Humanoid ก่อนหน้านี้ Amazon เคยทดสอบลงเล่นในตลาดหุ่นยนต์ในบ้านมาแล้ว โดยเปิดตัว “Astro” หุ่นยนต์ส่วนบุคคลที่สามารถเคลื่อนที่ได้ในปี 2021 ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังจำกัดการซื้อเฉพาะผู้ที่ได้รับคำเชิญเท่านั้น
การเข้าซื้อ Fauna ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า Amazon กำลังเข้าสู่สนามแข่งขัน Humanoid ที่กำลังร้อนแรงและมีผู้เล่นเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายเล็กใหญ่อื่น ๆ อยู่ในตลาดมาก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Tesla, 1X, Figure AI, Apptronik, Agility Robotics และ Unitree จากประเทศจีน ซึ่งล้วนกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดแห่งอนาคตนี้
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney