
True Corporation กำลังเปลี่ยนสู่ Telco-Tech Company โดยมี Sigve Brekke เป็นผู้นำ
สามปีหลังการควบรวมระหว่าง True Corporation และ Dtac ภายใต้โครงสร้างใหม่ที่เคยมี Telenor ร่วมถือหุ้น วันนี้ภูมิทัศน์ของบริษัทกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนอีกครั้ง การปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นล่าสุด ซึ่งทำให้ Telenor ลดบทบาทการลงทุนลงหลังดีลควบรวมสำเร็จ ทำให้สายตาของตลาดหันมาจับจ้องว่า “True ยุคต่อไป” จะเป็นอย่างไร
ทิศทางทั้งหมดเริ่มชัดเจนขึ้นตามเป้าหมายของ “ซิกเว่ เบรกเก้” (Sigve Brekke) ที่ได้เข้าเป็นหนึ่งในกรุ๊ปซีอีโอทรู คอร์ปอเรชั่นในปี 2025 รับตำแหน่งประธานคณะผู้บริหารของกลุ่มเพื่อกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์หลังการควบรวม ล้างไพ่เดิมของธุรกิจโทรคมนาคมเพื่อเปลี่ยนจาก Telco แบบดั้งเดิมไปสู่ “Telco-Tech Company”
ซิกเว่ อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า ธุรกิจมือถือแบบเดิมกำลังถึงจุดอิ่มตัว ในอดีตโมเดลธุรกิจของผู้ให้บริการโทรคมนาคมมีสูตรสำเร็จไม่กี่อย่าง สร้างเครือข่ายให้ดีที่สุด ขายแพ็กเกจให้ถูกที่สุด หรือเพิ่มจำนวนซิมให้มากที่สุด แต่ในวันนี้สูตรนั้นเริ่มใช้ไม่ได้อีกต่อไป
ในอดีตการเติบโตมาจากจำนวนผู้ใช้ใหม่ แต่วันนี้ตลาดมือถือค่อนข้างอิ่มตัว ขณะที่ผู้บริโภคใช้บริการดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มระดับโลกมากขึ้น คู่แข่งของโอเปอเรเตอร์จึงไม่ใช่แค่ค่ายมือถือด้วยกันอีกแล้ว แต่คือบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Netflix, Google และ Apple ซึ่งเป็นผู้กำหนด “ประสบการณ์ดิจิทัล” ของผู้ใช้
ธุรกิจโทรคมนาคมจึงเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่ผู้ให้บริการทำหน้าที่เพียงเชื่อมต่อผู้คนกับอินเทอร์เน็ตไปสู่บทบาทที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือ การเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ โดยการเติบโตหลังจากนี้จึงจะมาจาก 3 ส่วนหลัก คือ
“ที่ผ่านมาเราแค่ให้บริการการเชื่อมต่อ แต่วันนี้เราต้องเข้าไปมีบทบาทในบ้านของลูกค้า ช่วยธุรกิจเติบโต และช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการหรือโปรโมชั่นที่เหมาะกับแต่ละคนมากที่สุด เทคโนโลยี AI และ Data กลายเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่ เพราะช่วยให้บริษัทเข้าใจลูกค้าแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง และสามารถนำเสนอบริการที่ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล”
ซิกเว่ อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า เดิมทีอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมักวัดผลจาก “Average Revenue per User หรือ ARPU รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ต่อซิมการ์ด แต่ต่อจากนี้เราจะเปลี่ยนมุมมองไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Average Revenue per Account” หรือ ARPA รายได้ต่อบัญชีลูกค้า
เพราะในความเป็นจริง ลูกค้าหนึ่งคนอาจใช้บริการหลายอย่างกับทรู เช่น มือถือ อินเทอร์เน็ตบ้าน คอนเทนต์ และบริการดิจิทัลอื่น ๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ การมองลูกค้าเป็น “บัญชีลูกค้าเดียว” และดูว่าลูกค้าคนนั้นใช้บริการกับเรามากแค่ไหน ยิ่งลูกค้าใช้บริการหลายอย่างกับเรา ก็ยิ่งมีแนวโน้มจะอยู่กับเรานานขึ้น และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
สำหรับ ทรู คอร์ปอเรชั่น การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่า บริษัทไม่สามารถปรับเพียงบริการหรือแพ็กเกจได้อีกต่อไป แต่ต้องปรับโครงสร้างองค์กรและโมเดลธุรกิจทั้งหมดให้ทำงานเร็วขึ้น ใช้ข้อมูลมากขึ้น ลดความซับซ้อนขององค์กรขนาดใหญ่ แนวคิดนี้นำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้ชื่อ “4 Big Moves” ซึ่งจะเป็นแกนกลางของการเปลี่ยนองค์กรในช่วง 3-4 ปีหลังจากนี้
1) Big Move 1 "Customer Experience"
เสาหลักแรก คือ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ผ่านบริการที่ถูกออกแบบเฉพาะบุคคลด้วย AI ทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจและอยู่กับบริษัทนานขึ้น โดยทรูต้องการเปลี่ยนการบริหารเครือข่ายแบบเดิมที่รอให้ปัญหาเกิดก่อน (Reactive) ไปสู่การจัดการแบบคาดการณ์ล่วงหน้า (Predictive Management) โดยใช้ AI วิเคราะห์เครือข่ายล่วงหน้า เพื่อตรวจจับปัญหาก่อนเกิด ซ่อมแซมก่อนลูกค้าจะรู้สึกถึงปัญหา
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End ตลอดวงจรการใช้บริการ โดยเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายทรู 5G บนคลื่นความถี่ 2300 MHz, 2600 MHz และ 1500 MHz เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านความเร็ว ความจุ และการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ
พร้อมทั้งปรับโครงสร้างการบริหารพื้นที่ โดยแบ่งประเทศออกเป็นกว่า 6,000 พื้นที่ย่อย แต่ละพื้นที่จะมีผู้ดูแลในรูปแบบ Mini CEO ที่มีหน้าที่ใช้ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าในพื้นที่ เช่น ระดับรายได้ รูปแบบการใช้อินเทอร์เน็ต ไลฟ์สไตล์ของชุมชน เพื่อออกแบบการตลาดและบริการให้ตรงกับลูกค้าในพื้นที่นั้นมากที่สุด
2) Big Move 2 "Growth"
เสาหลักที่สอง คือ การสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ โดยเน้นสองตลาดหลัก ได้แก่
3) Big Move 3 "AI-First Organization"
เสาหลักที่สาม คือ การเปลี่ยนองค์กรให้เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ใช้ข้อมูลและ AI เป็นแกนกลางหรือ AI-First นำ AI มาใช้ในทุกกระบวนการทำงาน ตัวอย่างเช่น พนักงานหน้าร้านใช้ AR แสดงข้อมูลสินค้าและประวัติลูกค้า คอลเซ็นเตอร์ใช้ AI วิเคราะห์ปัญหาและช่วยลดข้อร้องเรียนของลูกค้า วิศวกรใช้ AI วิเคราะห์เครือข่ายล่วงหน้าเพื่อลดเวลาการแก้ปัญหาในด้านการตลาด โดยเฉพาะการใช้ AI ทำ Hyper-Personalization เช่น ลูกค้าที่เป็นคุณแม่ทำงาน เกมเมอร์มืออาชีพ จะได้รับแพ็กเกจและข้อเสนอที่แตกต่างกันโดยอัตโนมัติ
4) Big Move 4 "People & Culture"
เสาหลักสุดท้าย คือ การเปลี่ยนคนและวัฒนธรรมองค์กร ผ่านวัฒนธรรมใหม่และรูปแบบการทำงานที่คล่องตัว โดยมีเป้าหมายระยะยาว คือ การสร้างองค์กรที่มีวัฒนธรรมแบบCustomer-Obsessed Startup ที่พนักงานสามารถทดลองไอเดียใหม่ ๆ และสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง มีการตั้งเป้าหมายอัปสกิล AI ให้พนักงาน 100% ภายในปีนี้
ยุทธศาสตร์ 4 Big Moves คือ แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการที่เปลี่ยนกลยุทธ์ให้เป็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งด้านผลประกอบการและความเป็นเลิศในการดำเนินงาน โดย ซิกเว่ สรุปภาพรวมว่า ภาพของการเป็น Telco-Tech Company จากนี้ คือการนำเทคโนโลยีมาใช้จัดการข้อมูลลูกค้าเพื่อแบ่งกลุ่มและนำเสนอแพ็กเกจที่ดีที่สุด
รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อข้ามบริการต่างๆ ของทรู เพราะท้ายที่สุด การแข่งขันกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจากนี้ไม่ได้ตัดสินกันด้วยสัญญาณเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากใครสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีกว่า มีช่องทางจำหน่ายที่แข็งแรงกว่า และที่สำคัญที่สุด คือ ใครสามารถลงมือทำได้เร็วกว่า
สำหรับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ หลัง Telenor ประกาศถอนการลงทุน ขายหุ้นของบริษัทในสัดส่วน 24.95% ให้ บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดย ศุภชัย เจียรวนนท์ และขณะเดียวกันที่ CP Group ก็ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นจาก 30% เหลือ 20% เพื่อนำเงินไปลงทุนในส่วนอื่นจะทำให้ตลาดจับตาผลกระทบอย่างใกล้ชิด
โดยการขายหุ้นของ Telenor ครั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขตามกรอบเวลาที่กำหนดให้กลุ่ม Telenor ต้องถือหุ้นในบริษัทใหม่ (TRUE) เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี หลังจากควบรวมและนับเป็นการโบกมือลาการลงทุนในไทยอย่างเป็นทางการหลังดำเนินธุรกิจและมีบทบาทในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อสื่อสารในไทยมาตลอดระยะเวลา 26 ปี
ทั้งนี้ Telenor และ อไรซ์ ได้ตกลงทำเงื่อนไขสิทธิการซื้อขายหุ้น (Put/Call Option) สำหรับหุ้น TRUE ส่วนที่เหลือ อีก 5.35% ภายในระยะเวลา 2 ปีนับจากวันปิดการขายหุ้นล็อตแรกเสร็จสิ้น ขณะที่ ศุภชัย เจียรวนนท์ ได้ประกาศลงจากตำแหน่งซีอีโอ CP Group เพื่อมาเป็นประธานและซีอีโอของกลุ่มบริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป (Arise Ventures Group) ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนส่วนตัวที่เน้นด้านเทคโนโลยีขั้นสูง
ซิกเว่ ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นนี้จะไม่ส่งผลต่อทิศทางของบริษัทแต่อย่างใด ทั้ง Telenor และ CP Group จะยังคงให้การสนับสนุนและส่งผลดีต่อบริษัทต่อไป โดย CP Group ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักและยังมีความร่วมมือเชิงธุรกิจในหลายด้าน และการทำงานร่วมกัน (Synergy) จะยังคงเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญของบริษัท
โดย ทรู คอร์ปอเรชัน จะทำงานร่วมกับธุรกิจในเครือ CP อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับ 7-Eleven, TrueMoney รวมถึง Makro และ Lotus's และ Virtual Bank แห่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจสร้างระบบนิเวศใหม่ระหว่างเครือข่ายโทรคมนาคม บริการการเงิน และธุรกิจค้าปลีก
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ต่างจากแนวโน้มทั่วโลก โอเปอเรเตอร์หลายแห่งกำลังพยายามเปลี่ยนตัวเองจากบริษัทโครงสร้างพื้นฐานไปสู่บริษัทเทคโนโลยี โดยใช้ AI, Data, Content และ แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโต
จาก TelecomAsia สู่ True Corporation วันนี้บริษัทกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุด หลังการควบรวมที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย การล้างไพ่เดิมครั้งนี้ของ ซิกเว่ เบรกเก้ ผ่าน 4 Big Moves จึงอาจเป็นเดิมพันครั้งสำคัญที่สุดของทรูตลอด 36 ปีที่ผ่านมา
อ่านเพิ่มเติม
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -