AI จะกลืน SaaS จริงหรือ? โลกกำลังตื่นตูมอะไรกับ Claude Cowork- Anthropic และ SaaSpocalypse

Tech & Innovation

Tech Companies

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล

Tag

AI จะกลืน SaaS จริงหรือ? โลกกำลังตื่นตูมอะไรกับ Claude Cowork- Anthropic และ SaaSpocalypse

Date Time: 26 ก.พ. 2569 09:31 น.

Video

เปย์ตัวเองมาทั้งชีวิต วันนี้ขอทำเพื่อ 'ลูก' ให้ดีที่สุด กับ แอริน ยุกตะทัต l Money Secret EP.17

Summary

Anthropic โดย Dario Amodei สร้าง Claude Cowork ที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันต่างๆ และทำงานอัตโนมัติ

  • Claude Cowork ช่วยให้ AI ทำงานข้ามแอปพลิเคชันได้ และปรับแต่งให้เข้ากับองค์กรได้
  • Claude Cowork สามารถวิเคราะห์ข้อมูล, เขียนรายงาน, และแนะนำกลยุทธ์ต่างๆ ได้
  • ตลาดหุ้นซอฟต์แวร์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เกิดปรากฏการณ์ “SaaSpocalypse”
  • อนาคต AI จะเป็นส่วนเสริมของซอฟต์แวร์ และองค์กรต้องปรับตัวให้ทัน

Latest


ช่วงนี้ชื่อของแอนโทรพิก “Anthropic” และ Dario Amodei ซีอีโอผู้ก่อตั้ง กำลังถูกพูดถึงแทบทุกเวทีเทคโนโลยีระดับโลก จากบริษัทที่ก่อตั้งโดยอดีตนักวิจัยของ OpenAI วันนี้ Anthropic กลายเป็นผู้เล่นหลักในสนาม AI ที่กำลังสร้างความหวาดกลัวไปทั่วโลก หลังปล่อย “Claude Cowork” แพลตฟอร์มรุ่นใหม่ที่สามารถปลั๊กอินกับบรรดาโปรแกรมและแอปพลิเคชันสายออฟฟิศที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน แถมยังสั่งให้ทำงานหลายๆ อย่างแบบอัตโนมัติได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

กระแสตื่นตูมนี้ทำให้หลายคนกังวลยกใหญ่ว่าคราวนี้ AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้จริงหรือไม่ไปจนถึงอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่จะถูกดิสรับต์และถูกมองว่าไม่จำเป็นแล้วหลังจากนี้ ทำเอาหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์หลายตัวพากันร่วง สูญเสียมูลค่าไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 30 ล้านบาท ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

สรุป ปรากฏการณ์ Anthropic และ Claude Cowork โลกตื่นตูมอะไร?

Anthropic บริษัท AI ที่หลายคนเห็นชื่อในตอนนี้ ก่อตั้งขึ้นโดยอดีตนักวิจัยระดับแกนหลักจาก OpenAI ที่ลาออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง นำโดย Dario Amodei และ Daniela Amodei โดยมีจุดยืนที่ต้องการสร้าง AI ที่ไม่ใช่แค่ต้องเก่งล้ำเลิศ แต่ต้องปลอดภัย หลักการที่ยึดมั่นถึงขั้นที่บริษัทเลือกเผชิญหน้ากับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อขู่ว่าจะไม่ให้กองทัพใช้ AI ต่อหลังล้ำเส้นใช้งาน AI ของตนในด้านการทหาร

แนวคิดหลักที่ Anthropic ผลักดัน คือ AI ต้องตีความเจตนาของมนุษย์ได้ดี โมเดลต้องมีกรอบจริยธรรมฝังในสถาปัตยกรรม และการปรับแต่งควรทำผ่านหลักการ (principle-based alignment) แนวทางนี้นำไปสู่สิ่งที่บริษัทเรียกว่า “Constitutional AI” หรือการฝึกโมเดลให้ยึดหลักชุดหนึ่งเป็นเสมือนรัฐธรรมนูญภายใน

โดยหลังจากที่เปิดตัวโมเดลประมวลภาษาของตนเองที่ชื่อว่า Claude ในปี 2023 วางจุดขายด้าน “ความปลอดภัย” และ “ความแม่นยำในการให้เหตุผล” ที่แตกต่างจากแชตบอตทั่วไปก็ทำให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นคู่แข่งโดยตรงของ ChatGPT ทันที

Claude รุ่นแรก ๆ ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งโมเดลตระกูล LLM ทั่วไปแต่ทีม Anthropic มองไกลกว่านั้น โจทย์ของพวกเขาไม่ใช่จะตอบคำถามให้ดีขึ้นได้อย่างไร แต่คือ ถ้า AI เข้าใจบริบทองค์กรจริง ๆ มันควรทำงานแทนมนุษย์ได้ระดับไหน กองทัพ AI Agent ระบบปฏิบัติการอย่าง Claude Cowork จึงถือกำเนิดขึ้น

เข้าใจการทำงานของ Claude Cowork ที่มาเพื่อช่วยงานเรา ไม่ใช่แทนที่เรา

Claude Cowork คือ ฟีเจอร์และพื้นที่การทำงานสำหรับระดับองค์กรที่ช่วยปรับแต่งให้ Claude เข้ากับรูปแบบการทำงานของแต่ละบริษัท โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การใช้เครื่องมือ “Plugins” และ “Connectors” เพื่อเปลี่ยน Claude ให้กลายเป็น "เอเจนต์เฉพาะทาง (Specialized agents)" สำหรับแต่ละบทบาทและแต่ละแผนก ตั้งแต่ HR, Design, Engineering, Operation, Marketing, Finance, Wealth Management นอกจากนี้ยังสามารถสร้างปลั๊กอินแบบส่วนตัว (Private marketplaces) เพื่อแจกจ่ายให้คนในองค์กรใช้งานได้อีกด้วย

พูดง่ายๆ คือ Claude Cowork คือ การนำ AI เข้าไปใกล้ชิดกับพื้นที่และเครื่องมือที่คนทำงานใช้งานอยู่แล้วจริงๆ ปลดล็อกข้อจำกัดในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง

• ช่วยให้ทำงานข้ามแอปฯ ข้ามโปรแกรมได้เร็วขึ้น Connector จะเชื่อมต่อ Claude เข้ากับซอฟต์แวร์องค์กรยอดนิยม (เช่น Google Workspace, Docusign, Excel, PowerPoint หรือ Slack) เพื่อให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น โดยไม่ได้มีแนวคิดที่จะเข้ามาแทนที่ความเชี่ยวชาญหรือซอฟต์แวร์ที่ผู้คนต้องพึ่งพา
• ยกระดับศักยภาพของทีม ไม่ใช่เพื่อแทนที่มนุษย์ แนวคิด คือ การนำเอเจนต์ AI ระดับองค์กร (Enterprise-grade agents) เข้ามาช่วยให้พนักงานสามารถทำงานที่ท้าทายขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น และทำงานในเชิงกลยุทธ์ได้อย่างที่ไม่ได้เคยทำได้มาก่อน
ปรับแต่งให้เข้ากับองค์กรอย่างแท้จริง เปิดโอกาสให้สามารถสร้าง Plugins หรือ Template ขึ้นมาใหม่ โดยอิงจากกระบวนการทำงาน คำศัพท์เฉพาะทาง และผลลัพธ์ในรูปแบบที่แต่ละสายอาชีพใช้งานจริง โดยเราสามารถใช้ภาษาง่ายๆ ในการสั่งงานได้แบบไม่ต้องคิดมาก

แล้วล้ำกว่า AI ตัวอื่นอย่างไรกันแน่ ? ต้องบอกว่า Claude Cowork แก้ไขข้อจำกัดการทำงานข้ามระบบนิเวศของ AI จากค่ายใหญ่ก่อนหน้านี้ ทั้ง Gemini ของ Google และ Copilot ของ Microsoft

 ทำงานข้ามแอปพลิเคชัน (Working across apps) ความแตกต่างที่สำคัญมาก คือ Claude สามารถจัดการงานที่ซับซ้อนและมีหลายขั้นตอนได้ตั้งแต่ต้นจนจบ (End-to-end) ข้ามแอปพลิเคชัน ตัวอย่างเช่น มันสามารถใช้ข้อมูลและส่งผ่านบริบท (Context) จากการวิเคราะห์ใน Excel ไปสร้างเป็นสไลด์นำเสนอใน PowerPoint ได้โดยตรง ซึ่งเป็นการทำงานข้ามแอปฯ สลับไปมาในลักษณะเดียวกับที่มนุษย์ทำ 
 ก้าวข้ามขีดจำกัดของ AI Agents แบบเดิมๆ Mark Hines (COO ของบริษัท Blank Metal) ได้ให้ความเห็นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาตลาดมักโฆษณาเรื่อง AI agents ว่าเป็นเหมือน "พนักงานดิจิทัล" ที่ทำงานเฉพาะเจาะจงบางอย่างแบบแยกส่วน แต่สิ่งที่ Anthropic สร้างใน Cowork คือ การออกแบบระบบที่ให้ AI เข้าถึงฐานข้อมูลส่วนตัวขององค์กร เชื่อมต่อกับเครื่องมือภายนอก และยังมีโครงสร้างการสั่งงาน (เช่น Slash commands) ที่ให้ความรู้สึกไหลลื่นเหมือนการกรอกบรีฟงานจริงๆ


ยกตัวอย่างโฟลว์การทำงานที่จะเปลี่ยนไป

ฝ่าย HR และ Talent Acquisition เมื่อก่อนคัด Resume ทีละร้อยฉบับ วิเคราะห์ Skill Gap ทำ Workforce Planning ปีต่อปี เมื่อมี Claude Cowork จะสามารถวิเคราะห์ CV หลายพันฉบับ เทียบ Skill กับ Roadmap ธุรกิจคาดการณ์ตำแหน่งที่จะขาดในอีก 18 เดือน เสนอ Hiring Strategy พร้อม Upskill Plan ผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือ Recruiter ที่ทำหน้าที่กรองเอกสารจะลดความสำคัญ แต่ HR ที่เข้าใจ Strategy องค์กรจะมีค่ามากขึ้น

ฝ่ายขาย เมื่อก่อนอาจใช้การวิเคราะห์ Pipeline ด้วย CRM ทำ Forecast เขียน Proposal เอง Claude Cowork จะเข้ามาช่วยดึงข้อมูลจาก CRM วิเคราะห์ลูกค้าที่มีแนวโน้มปิดดีลสูง แนะนำ Pricing Strategy เขียน Proposal แบบ Custom ตามธุรกิจให้ด้วย แน่นอนว่า Sales ลดเวลาทำเอกสาร กรอกข้อมูลลงระบบ แต่ยังต้องเก่งเจรจา ปิดดีล หาอินไซด์ สานสัมพันธ์เหมือนเดิม

จากตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ คือองค์กรจะ Lean ลงจริง โครงสร้างจะบางลง โดยเฉพาะงานที่เน้นเพียงแค่รวบรวมข้อมูล จัดรูปแบบ ทำรายงานตาม Template และต่อเนื่อง คือ ตำแหน่งงาน Middle Layer อาจถูกบีบ ตำแหน่งที่ทำหน้าที่ประสานข้อมูลระหว่างฝ่ายต่าง ๆ อาจถูกแทนที่บางส่วนด้วย AI Layer

ลองจินตนาการบริษัทขนาด 500 คน เดิมมี Analyst 40 คน อีก 2 ปีอาจเหลือ 20 คน แต่รายได้เท่าเดิมหรือสูงกว่า เพราะ AI ทำ Data Work แทบทั้งหมด ทีมที่เหลือคือคนที่สามารถตีความอินไซด์ วางกลยุทธ์ บริหาร Stakeholder ได้ องค์กรจะเล็กลง แต่ระดับความเชี่ยวชาญหรือการใช้ทักษะขั้นสูงจะสูงขึ้น

ทำซอฟต์แวร์ดั้งเดิมกลัว จุดเริ่มต้น “SaaSpocalypse”

กระแสของ Anthropic ครั้งนี้ สร้างความตื่นตระหนกของตลาดหุ้นและนักลงทุน ตามผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัว นับตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคมที่ทยอยปล่อยแพลตฟอร์ม Claude Cowork ตามด้วย Claude Code Security โมดูลขั้นสูงเฉพาะทางสำหรับสแกนและแก้ไขโค้ด และล่าสุดที่อัปเดตฟีเจอร์ของ Cowork และ Plugins สำหรับลูกค้าองค์กร สร้างปรากฏการณ์ช็อกหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ที่เกิดการเทขายหุ้นกลุ่มนี้อย่างหนักหน่วงจนนักวิเคราะห์พากันเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “SaaSpocalypse” หรือ วันสิ้นโลกของ SaaS

“SaaS” หรือ Software as a service รูปแบบการให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบคลาวด์แบบสมัครสมาชิก ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจหลักของซอฟต์แวร์องค์กรในปัจจุบัน ผสมกับคำว่า “Apocalypse” ที่แปลว่า ความหายนะ หรือจุดจบของโลก เพื่อบอกว่า AI กำลังจะเข้ามาทำลายล้างหรือนำมาซึ่งจุดจบของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม

เดิมทีโมเดลธุรกิจ SaaS จะตั้งอยู่บนแนวคิดว่า องค์กรต้องซื้อซอฟต์แวร์เฉพาะทางหลายตัวเพื่อทำงานแต่ละอย่าง แต่เมื่อ AI Agent สามารถเข้าไปทำหน้าที่เชื่อมและประมวลผลข้ามระบบได้เอง ความจำเป็นของซอฟต์แวร์บางประเภทอาจลดลง พวกเขากังวลว่า AI จะเข้าไปลดทอนความสามารถในการทำกำไรและอำนาจการตั้งราคาของบริษัทซอฟต์แวร์เดิม และกลืนกินส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจ SaaS อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากแนวคิด Agentic AI ทำให้ภาพของ AI กลายเป็นผู้ควบคุมที่เหนือกว่าโปรแกรมซอฟต์แวร์ ยกตัวอย่างง่ายๆ แทนที่เราจะ เปิด CRM → Export ข้อมูล → ไปเปิด Docs → เขียนรายงาน → ส่งอีเมล ซึ่ง Claude Cowork จะทำแทนทั้งหมดผ่านฟีเจอร์ Connector ซอฟต์แวร์เดิมยังอยู่ แต่บทบาทถูกลดลงเป็น Backend

เกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์อย่างหนัก ดัชนี S&P 500 Software & Services Index ร่วงลงกว่า 4% ต่อเนื่อง 8 วัน (และร่วงลงราว 20% ตั้งแต่ต้นปี) หุ้นอย่าง Thomson Reuters, Salesforce และ LegalZoom ได้รับผลกระทบอย่างหนัก รวมถึงกองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้ทำการชอร์ตเซลหุ้นกลุ่มนี้สูงถึง 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์

มากไปกว่านั้นในระลอกต่อมา Claude Code Security ที่สามารถใช้เหตุผลเหมือนมนุษย์ในการค้นหาช่องโหว่ทางตรรกะธุรกิจที่ซับซ้อน และที่สำคัญ คือ สามารถเขียนโค้ดและเสนอแพตช์อุดช่องโหว่ได้เองโดยอัตโนมัติ ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกและมองว่าเครื่องมือ AI ตัวนี้กำลังทำลายป้อมปราการ (Moat) ของบริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบดั้งเดิม ที่เคยกินกำไรจากการพึ่งพานักวิจัยที่เป็นมนุษย์และแพลตฟอร์มราคาแพง

เกิด Flash Crash ในกลุ่มหุ้นไซเบอร์ซีเคียวริตี้ กองทุน ETF (BUG) ร่วงลงเกือบ 7% ภายในวันเดียว บริษัทที่เน้นเรื่องการสแกนโค้ดอย่าง JFrog หุ้นร่วงหนักถึง 25% แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง CrowdStrike ก็หุ้นร่วงลง 9.9% และ Microsoft ร่วงลง 3.2%

นี่อาจเป็นยุคเริ่มต้นของ Agentic AI ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามนอกจากกระแสตื่นกลัว มุมมองจากนักวิเคราะห์บางส่วนพยายามเบรกความกังวลของตลาดและชี้ว่า ความตื่นตระหนกนี้อาจเป็นความเข้าใจผิด (The SaaSpocalypse Myth) เพราะซอฟต์แวร์ระดับองค์กร คือ การวางระบบสถาปัตยกรรมที่เข้ารหัสกระบวนการทำงาน กฎระเบียบ และความทรงจำระดับองค์กร (Institutional memory) เอาไว้ การเปลี่ยนระบบซอฟต์แวร์องค์กรทั้งหมดไปใช้ AI Agent มีความเสี่ยงและต้นทุนการจัดการความเปลี่ยนแปลง (Change management) ที่สูงมาก

ดังนั้นทิศทางที่แท้จริง คือ AI จะไม่มาแทนที่ซอฟต์แวร์ทั้งหมด แต่จะเข้ามาเป็นส่วนเสริม โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับวิกฤต (Mission-critical) และมีฐานข้อมูลที

ดังนั้นทิศทางที่แท้จริง คือ AI จะไม่มาแทนที่ซอฟต์แวร์ทั้งหมด แต่จะเข้ามาเป็นส่วนเสริม โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับวิกฤต (Mission-critical) และมีฐานข้อมูลที่ฝังลึกในองค์กรจะสามารถอยู่รอดและทำงานร่วมกับ AI ได้ ส่วนบริษัทซอฟต์แวร์ที่ปรับตัวไม่ได้อาจเผชิญกับแรงกดดันด้านการตั้งราคา

ส่วนการเปลี่ยนแปลงโฟลว์การทำงานของพนักงานออฟฟิศ โฟลว์การทำงานของพนักงานจะถูกพลิกโฉมให้มีความเป็นอัตโนมัติและไร้รอยต่อมากขึ้น โดยเปลี่ยนจากการที่พนักงานต้องทำงานซ้ำซ้อนมาเป็นการสั่งให้ AI ทำงานแทนแบบครบวงจร โดยมีมนุษย์ยังคงต้องเป็นผู้ควบคุม (Human-in-the-loop)

แม้แต่ในงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ AI อย่าง Claude Code Security สามารถค้นหาและเขียนโค้ดอุดช่องโหว่ได้เอง ระบบยังคงถูกออกแบบมาให้มนุษย์เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยทุกๆ แพตช์ที่ AI เสนอ จะต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากทีมงานที่เป็นมนุษย์เสมอเพื่อป้องกันความผิดพลาด

ทั้งนี้ความผันผวนชั่วคราวของหุ้นซอฟต์แวร์อาจเป็นการตั้งคำถามใหม่กับโครงสร้างองค์กรทั้งระบบ ถ้า AI Agent กลายเป็นตัวกลางที่เชื่อมทุกระบบ คนที่ครอง AI Layer อาจมีอำนาจมากกว่าผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายใดรายหนึ่ง

ในระยะสั้น ตลาดอาจแกว่งจากความกลัว ระยะกลาง บริษัทซอฟต์แวร์จะเร่งปรับตัว และในระยะยาว องค์กรที่ออกแบบ Human-AI Workflow ได้ดีกว่าจะได้เปรียบเชิงโครงสร้าง สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้มีอย่างน้อย 4 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ 

  • การตอบโต้ของบิ๊กเทค ผู้เล่นอย่าง Microsoft และ Google จะเร่งพัฒนา Agent ที่ทำงานข้ามระบบได้ลึกเทียบเท่าหรือเหนือกว่า
  • โมเดลธุรกิจใหม่ของ SaaS ซอฟต์แวร์จะเปลี่ยนจากการขายฟีเจอร์ มาเป็นการขาย Data + AI Integration หรือไม่
  • กฎระเบียบและความมั่นคง เมื่อ AI เข้าไปแตะข้อมูลระดับองค์กรและระดับชาติ คำถามเรื่อง Governance จะเข้มข้นขึ้น
  • แรงสั่นสะเทือนต่อตลาดแรงงาน โครงสร้างองค์กรอาจ Lean ลง แต่ความต้องการทักษะเชิงกลยุทธ์จะพุ่งสูง

สุดท้ายแล้วปรากฏการณ์นี้อาจไม่ใช่ “วันสิ้นโลกของ SaaS” แต่อาจเป็น “วันเริ่มต้นของยุค Agentic AI ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น” เพราะทุกครั้งที่มีเลเยอร์ใหม่เกิดขึ้นอำนาจทางเศรษฐกิจจะเคลื่อนตามมันเสมอ คำถามจึงไม่ใช่แค่ Anthropic จะไปได้ไกลแค่ไหน แต่คือองค์กรทั่วโลกจะปรับตัวทันความเร็วของมันหรือไม่ เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ แต่คือวิธีที่มนุษย์ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีในระดับโครงสร้างหลังจากนี้


ที่มาข้อมูล CNBC [1] [2] Fast Company , Reuters , Anthropic

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   


Author

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล
from digital economies to the art of brand identity