ศึก AI ใครชนะกินรวบ แต่ถ้าแพ้แบกหนี้ท่วม UBS ชี้ “ตลาดเครดิต” 3.5 ล้านล้านเหรียญ โดมิโนตัวถัดไป

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ศึก AI ใครชนะกินรวบ แต่ถ้าแพ้แบกหนี้ท่วม UBS ชี้ “ตลาดเครดิต” 3.5 ล้านล้านเหรียญ โดมิโนตัวถัดไป

Date Time: 17 ก.พ. 2569 09:33 น.

Video

สอนมือใหม่หาเงินล้าน! จับของเก่า VS ล่า Art Toy เริ่มยังไง? | Money Issue EP.44

Summary

UBS เตือนว่าตลาดเครดิตมูลค่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เสี่ยงได้รับผลกระทบจาก AI

  • Matthew Mish จาก UBS ชี้ว่าสินเชื่อเลเวอเรจและไพรเวทเครดิตอาจเผชิญแรงกดดัน
  • บริษัทซอฟต์แวร์และบริการข้อมูลที่ถือโดยไพรเวทอิควิตี้เสี่ยงที่สุดหาก AI แย่งรายได้
  • UBS คาดการณ์หนี้เสียใหม่รวม 75,000-120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2026
  • ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงสู่ยุค AI เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลกระทบต่อตลาด

Latest


UBS ธนาคารใหญ่อันดับหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ ออกโรงเตือนว่า “ตลาดเครดิต” โดยเฉพาะสินเชื่อเลเวอเรจและไพรเวตเครดิต มูลค่ารวมกว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจเป็นจุดต่อไปที่ได้รับแรงกระแทกจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ที่เร็วเกินคาดการณ์

จากเดิม AI ถูกมองเป็นคลื่นลูกใหม่แห่งการเติบโต แต่ต้นปีมานี้ตลาดหุ้นทั่วโลกแสดงความกังวลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นถึงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี AI ถูกตั้งคำถามในมิติของผู้แพ้และผู้ชนะ โดยช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นได้เริ่มลงโทษบริษัทซอฟต์แวร์และธุรกิจที่เสี่ยงถูก AI แทนที่ ราคาหุ้นหลายตัวถูกเทขายอย่างหนัก ก่อนจะลุกลามไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ตั้งแต่การเงิน อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงธุรกิจขนส่ง สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อการแข่งขันที่มีผู้ชนะกินรวบ (Winner-take-all) ที่บริษัท AI รายใหญ่มีแนวโน้มได้เปรียบ

แมทธิว มิช (Matthew Mish) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์เครดิตของ UBS ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ตลาดสินเชื่อเลเวอเรจและไพรเวตเครดิต ซึ่งมีมูลค่ารวมกันราว 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จากการเร่งตัวของ AI โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์และบริการข้อมูลที่ถือครองโดยกองทุนไพรเวตอิควิตี้ซึ่งมีภาระหนี้สูง หากรายได้ถูกบีบจากการแข่งขันด้าน AI อย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้เป็นวงกว้าง

มิช ระบุว่า การพัฒนาโมเดลล่าสุดจากบริษัทอย่าง Anthropic และ OpenAI ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI เกิดขึ้นเร็วกว่าที่เขาและทีมเคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม ตลาดตอบสนองช้ากว่าการเปลี่ยนแปลง เขาชี้ว่าความเสี่ยงจาก AI ไม่ใช่ประเด็นปี 2027 หรือ 2028 อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ต้องประเมินใหม่ทันทีในปัจจุบัน

มิชวางสมมติฐานพื้นฐาน (Baseline Scenario) ไว้ว่า อัตราหนี้เสียในตลาดสินเชื่อเลเวอเรจ มูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจเพิ่มขึ้นสูงสุด 2.5% ขณะที่ตลาดไพรเวตเครดิต มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจเพิ่มขึ้นสูงสุด 4% ภายในปลายปี 2026 โดยเขาประเมินว่าภายในสิ้นปีนี้เราอาจเห็น “หนี้เสียใหม่” (Fresh Defaults) เพิ่มขึ้นรวมกันราว 75,000-120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐมากไปกว่านั้น 

นอกจากนี้มิชยังเตือนถึงความเสี่ยงระยะยาวหรือสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายกว่าสมมติฐานว่า หากการเปลี่ยนผ่านสู่ AI เกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงกว่าคาดจนทำให้อัตราผิดนัดชำระหนี้พุ่งเป็นสองเท่าของประมาณการพื้นฐาน ผลกระทบต่อเนื่องดังกล่าวจะนำไปสู่ “ภาวะสินเชื่อตึงตัว” (Credit Crunch) ในตลาดเงินกู้ จะเกิดการประเมินราคาใหม่ของสินเชื่อเลเวอเรจในวงกว้าง และอาจเป็นแรงกระแทกระบบที่มาจากฝั่งเครดิต

ใครได้ ใครเสีย ในยุค AI

มิชแบ่งบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • ผู้พัฒนาโมเดลพื้นฐาน (Foundational LLMs) เช่น Anthropic และ OpenAI ซึ่งแม้ยังเป็นสตาร์ทอัพ แต่มีศักยภาพก้าวสู่บริษัทมหาชนขนาดใหญ่
  • บริษัทซอฟต์แวร์เกรดลงทุน (Investment-grade) เช่น Salesforce และ Adobe ที่มีงบดุลแข็งแกร่งและสามารถนำ AI มาปรับใช้เพื่อรับมือการแข่งขัน
  • บริษัทซอฟต์แวร์และบริการข้อมูลที่ถือโดยไพรเวตอิควิตี้ ซึ่งมักมีหนี้สูงและเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

มิชกล่าวว่า หากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้รวดเร็วและรุนแรงจริง ผู้ชนะที่มีโอกาสจะแพ้ คือ กลุ่มที่สาม อย่างไรก็ตาม จังหวะเวลา คือ ตัวแปรสำคัญ แม้ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น แต่ทิศทางสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับปัจจัยไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งความเร็วในการนำ AI ไปใช้ขององค์กรขนาดใหญ่ และอัตราการพัฒนาโมเดล AI รุ่นใหม่ ๆ

“เรายังไม่ได้ประกาศว่าภาวะเลวร้ายสุดจะเกิดขึ้น แต่แนวโน้มกำลังเคลื่อนไปในทิศทางนั้น” มิชสรุป คำเตือนจาก UBS ครั้งนี้สะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า AI อาจสร้างแรงกระแทกต่อระบบการเงินกว้างกว่าที่หลายคนคิด จากภาพ AI ที่เคยถูกมองเป็นแรงหนุนตลาด และการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ธุรกิจจำนวนมากจะปรับตัวทัน ระบบเครดิตพร้อมรับมือกับแรงเปลี่ยนผ่านที่เร็วและรุนแรงกว่าที่คาดไว้หรือไม่หลังจากนี้



 

ที่มาข้อมูล CNBC

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ