
Semiconductor Manufacturing International หรือ SMIC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของจีน ออกโรงเตือน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเข้าสู่ “โหมดวิกฤติ” หลังผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เร่งแย่งชิงชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) อย่างหนัก ท่ามกลางภาวะขาดแคลนอุปทานทั่วโลกที่ไม่เคยรุนแรงเท่านี้มาก่อน โดยความต้องการที่พุ่งสูงอาจนำไปสู่การจองเกินจริง (Overbooking) จนทำให้ตัวเลขคำสั่งซื้อดูสูงเกินกว่าความต้องการที่แท้จริง
Zhao Haijun ซีอีโอร่วมของ SMIC เปิดเผยว่า ตัวเขาเองได้ผ่านวัฏจักรขาขึ้นของชิปหน่วยความจำมาแล้วถึง 5 ครั้ง และทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ชิปขาดแคลนอย่างหนักเช่นนี้ มักจะเห็นว่าเกิด “การสั่งจองซ้ำซ้อน” มากขึ้นและชัดเจนขึ้น
เขาเปรียบสถานการณ์นี้ว่าเป็นแบบเดียวกับการจองตั๋วเครื่องบิน เขาระบุว่า หากสายการบินหนึ่งไม่มีที่นั่ง ผู้โดยสารก็จะหันไปจองกับสายการบินอื่นทันที ทำให้ยอดจองรวมดูสูงมากขึ้น ทั้งที่ความต้องการเดินทางจริงอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน
“ตอนนี้ชิปที่เกี่ยวข้องกับหน่วยความจำและชิปด้านพลังงานกำลังขาดแคลนอย่างหนัก แต่ในอุตสาหกรรมกลับมีการแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งของชิปกลุ่มนี้” Zhao Haijun กล่าว
ซีอีโอของ SMIC ระบุว่า บริษัทยังมีแนวโน้มการเติบโตอยู่ โดยเชื่อว่าออเดอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ชิปหน่วยความจำจะช่วยหนุนการเติบโตต่อเนื่อง
เขายังชี้ว่า ช่องทางจำหน่ายและตัวกลางในซัพพลายเชนบางส่วนได้กักตุนชิปความจำจำนวนมาก ด้วยความหวังว่าจะนำไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้นช่วงที่ตลาดขาดแคลน อย่างไรก็ตาม คาดว่า สต๊อกเหล่านี้อาจถูกระบายออกมาในช่วงปลายปี เมื่อกำลังการผลิตใหม่เริ่มเดินเครื่อง
นอกจากนี้ SMIC ยังส่งสัญญาณถึงผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ว่า ไม่ควรมองสถานการณ์ขาดแคลนชิปความจำในแง่ลบจนเกินไป และไม่ควรรีบลดคำสั่งซื้อชิปประเภทอื่นที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้า เพราะหากดีมานด์ฟื้นตัวพร้อมกับกำลังการผลิตชิปความจำใหม่เริ่มเดินเครื่องในไตรมาส 3 ผู้ผลิตอาจเผชิญปัญหาชิปประเภทอื่นไม่เพียงพอสำหรับประกอบสินค้า
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่าง Data Center เพิ่มขึ้นและขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการชิปความจำมีมากขึ้น จนทำให้ผลิตชิปไม่ทัน โดยผู้ที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในช่วงวิกฤติขาดแคลนชิปนี้คือ ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือระดับกลางและล่าง คาดว่าจะส่งผลให้ราคาโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ยอดการจัดส่งสินค้าจะลดลงในปี 2026 นี้ และยังมีคาดการณ์ด้วยว่า ราคาชิปที่จะพุ่งสูงขึ้น และสถานการณ์ตลาดที่จะขาดแคลนนั้นจะอยู่ยาวไปถึงปี 2027 เลยทีเดียว
ตามข้อมูลของ Counterpoint ที่ระบุบน CNBC ชี้ว่า ยอดส่งสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนจะลดลงราว 2.1% ในปีนี้ ขณะที่ราคาอาจจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 6.9% จากเดิมที่มีคาดการณ์ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นเพียง 3.6%
ชิปที่เรียกว่า Dynamic Random-Access Memory หรือ DRAM ที่ถูกใช้ใน Data Center สำหรับ AI ก็เป็นชิ้นส่วนสำคัญของสมาร์ทโฟนเช่นกัน โดยในปีนี้ราคา DRAM พุ่งขึ้นแรง หลังมีอุปสงค์สูงกว่าอุปทานอย่างชัดเจน
ข้อมูลจาก Counterpoint ระบุว่า สำหรับสมาร์ทโฟนระดับล่างที่มีราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือที่ต่ำกว่า 6,300 บาท) ต้นทุนการผลิตต่อเครื่องจะเพิ่มขึ้นแล้วราว 20% ถึง 30% นับตั้งแต่ต้นปี โดยจะเป็นต้นทุนรวมของชิ้นส่วนทั้งหมดที่ใช้ผลิตสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง ขณะที่สมาร์ทโฟนระดับกลางและระดับบน ต้นทุนวัสดุปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ถึง 15%
และการปรับขึ้นของราคาชิ้นส่วนมีแนวโน้มถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ซึ่งจะผลักดันให้ราคาเฉลี่ยขาย (Average Selling Price) ของสมาร์ทโฟนปรับสูงขึ้นตามไปด้วย
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney