เบื้องหลังบิ๊กเทครุกตลาด Healthcare แข่งสร้าง “ศูนย์กลางข้อมูลชีวิตมนุษย์” แหล่งทำเงินถัดไปของ AI?

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เบื้องหลังบิ๊กเทครุกตลาด Healthcare แข่งสร้าง “ศูนย์กลางข้อมูลชีวิตมนุษย์” แหล่งทำเงินถัดไปของ AI?

Date Time: 8 ก.พ. 2569 07:43 น.

Video

อยากรวย อย่าพูดคำว่า ไม่มี! กับ ป้าตือ สมบัษร l Money Secret EP.18

Summary

  • OpenAI และ Anthropic เปิดตัว AI Health เครื่องมือเสริม AI ที่จะตอบคำถามและช่วยจัดการด้านสุขภาพของผู้ใช้โดยเฉพาะ หลังมีข้อมูล คนใช้ GenAI ถามเรื่องสุขภาพมากขึ้น
  • ทั้งสองออกแบบ AI Health มาเพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพ ให้ผู้ใช้อัปโหลดข้อมูลเวชระเบียนสุขภาพของตัวเองลงไป หรือเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ส่วนตัว เพื่อที่จะได้รับรู้และวิเคราะห์ข้อมูลและตอบคำถามได้อย่างแม่นยำ
  • ท่ามกลางความตื่นเต้น และถูกมองว่าเป็นเรื่องก้าวหน้า แต่นวัตกรรมนี้กลับนำมาซึ่งความกังวลใจ ในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว และความแม่นยำของ AI ในเรื่องสุขภาพ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องเปราะบางสำหรับใครหลายคน

Latest


บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กำลังหันมาลงทุนใน Healthcare มากขึ้น แต่ไม่ใช่เพื่อที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำงานแทนหมอ แต่กำลังสร้างนวัตกรรมที่จะทำให้มนุษย์เรามีสุขภาพ (Health) และสุขภาวะ (Wellness) ที่ดียิ่งขึ้น ตามเทรนด์โลกที่กำลังเปลี่ยนไป เมื่อคนหันมาใส่ใจตัวเอง และมองว่ามนุษย์เราจะมีอายุที่ยืนยาวขึ้น โดยมีนวัตกรรมนี่แหละเข้ามาเสริมให้เรื่องนี้เป็นจริงได้

เมื่อไม่นานมานี้ OpenAI ได้เปิดตัว ChatGPT Health เป็นอีกแท็บใหม่แยกมาบน ChatGPT ที่จะเปิดให้ผู้ใช้งานด้านสุขภาพโดยเฉพาะ สามารถเข้าไปอัปโหลดข้อมูลเวชระเบียนสุขภาพของตัวเองได้ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์และแอปพลิเคชันสุขภาพต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็น Apple Health แพลตฟอร์มตรวจสุขภาพเชิงลึกอย่าง Function รวมถึง MyFitnessPal เพื่อให้ ChatGPT รับรู้ข้อมูลและสามารถวิเคราะห์หรือตอบคำถามได้อย่างแม่นยำกับแต่ละบุคคลมากขึ้น

นอกจาก ChatGPT แล้ว ยังมีอีกหนึ่งเจ้าของแชตบอต นั่นคือ Anthropic ที่ได้เปิดตัว Claude four Healthcare ลงสนามสุขภาพมาแข่งด้วยเช่นกัน โดยชุดเครื่องมือ AI ด้านสุขภาพนี้ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับผู้ให้บริการทางการแพทย์ บริษัทประกัน และผู้ป่วย โดยจะเปิดให้ผู้ใช้ซิงก์ข้อมูลสุขภาพจากโทรศัพท์ สมาร์ตวอตช์ และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้เช่นกัน แต่ Anthropic ยืนยันว่า Claude จะมีศักยภาพในเชิงลึกมากกว่า 


ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่บิ๊กเทคจะมาลงสนาม Healthcare

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแพลตฟอร์มย้ำชัดเจนว่า ChatGPT Health และ Claude for Healthcare นั้นออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือตัวช่วยเสริมทางการแพทย์ ไม่ได้เข้ามาเพื่อทำงานแทนแพทย์ เพราะยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อใจจะให้ AI ตัดสินใจวินิจฉัยแทนแพทย์ที่เป็นมนุษย์ได้ แต่อีกมุม ในโลกความเป็นจริง หากแพทย์ไม่พร้อม ไม่ว่าง หรือไม่สามารถให้คำตอบได้ทันที ผู้คนก็จะหันไปพึ่ง “ทางเลือกอื่น” อยู่ดี

ตามข้อมูลของ OpenAI ระบุว่า ในแต่ละสัปดาห์มีผู้ใช้งานมากถึง 230 ล้านคน ที่ถามคำถามด้านสุขภาพผ่าน ChatGPT และก่อนหน้านี้ ในยุคที่ GenAI ยังไม่เป็นที่นิยมขนาดนี้ เราก็มักจะได้ยินคำเรียกที่ว่า หมอ Google ที่ผู้คนมักจะค้นหาอาการ เพื่อวินิจฉัยอาการตัวเองเบื้องต้นกันอยู่แล้วผ่านเครื่องมือเสิร์ช

จากรายงานของ Time ที่ได้สัมภาษณ์ Dr. Danielle Bitterman แพทย์รังสีรักษา และผู้นำด้าน Data Science และ AI แห่ง Mass General Brigham Digital กล่าวว่า “ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยกับข่าวนี้ มันสะท้อนให้เห็นถึง ‘ช่องว่าง’ ในระบบสาธารณสุขที่ผู้คนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแพทย์ที่ยากขึ้น การค้นหาข้อมูลทางการแพทย์ที่ซับซ้อน และที่น่าเศร้าคือ ความไม่ไว้วางใจในระบบการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น”

ทั้ง ChatGPT และ Claude ที่ออกแบบมาเพื่อด้านสุขภาพนี้ ถูกออกแบบให้เป็น “ศูนย์กลางข้อมูลสุขภาพ” ที่ผู้ใช้สามารถอัปโหลดเวชระเบียนข้อมูลสุขภาพได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นผลตรวจเลือด บันทึกการพบแพทย์ หรือประวัติการรักษาในอดีต เมื่อผู้ใช้ตั้งคำถาม AI จะตอบโดยอิงจากข้อมูลสุขภาพที่เชื่อมต่อไว้ ทำให้คำตอบมีบริบทเฉพาะบุคคลมากขึ้น 

ก่อนหน้านี้ นอกจากผู้เล่นฝั่ง AI แล้ว ยังมีบิ๊กเทคอย่าง Apple ก็ได้ทุ่มงบลงทุนก้อนใหญ่นำงบไปวิจัยและพัฒนาข้อมูลด้านสุขภาพที่ Apple มีของผู้ใช้ ไปศึกษาความเชื่อมโยงด้านสุขภาพแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เพื่อทำเป็นการวิจัยด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และคาดว่าผลการศึกษาจะเริ่มทยอยเผยแพร่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า และจะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพที่จะช่วยให้ผู้คนทั่วโลกมีสุขภาพที่ดีขึ้นในอนาคต

ขณะที่ฝั่ง Amazon ที่เดิมมีบริการ One Medical บริการทางการแพทย์และสุขภาพแบบดิจิทัลและแบบออนไลน์ ก็ได้เพิ่ม AI ลงไปในบริการ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถถาม-ตอบได้กับ AI พร้อมกับจะมีข้อแนะนำด้านสุขภาพตามที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลออกมาให้ และยังสามารถให้ AI นัดพบแพทย์และจัดตารางการดูแลได้อีกด้วย

ส่วนฝั่งจีนเอง ก็ก้าวหน้าไม่แพ้กัน ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มากกว่าหมอ ทำให้บริการอย่าง Telemedicine หรือการรักษาระยะไกลเป็นที่นิยมมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ทำให้บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ อย่างเช่น Ping An และ Alibaba รุกหน้าด้านนี้อย่างหนัก เพื่อยกระดับการแพทย์และเพิ่มการเข้าถึง โดยล่าสุดได้มีการสร้างนวัตกรรมอย่าง ตู้ตรวจสุขภาพ AI ที่เข้าถึงได้ง่าย ตรวจอาการได้เบื้องต้น และรับยาเองได้เลยทันที


ข้อมูลสุขภาพ… จะปลอดภัยจริงไหม?

เชื่อว่าเรื่องข้อมูล คือความกังวลหลัก ๆ ที่ผู้ใช้ยังไม่มั่นใจที่จะส่งต่อให้ AI และปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลที่จะเข้ามาดูแลเรื่องข้อมูลสุขภาพบนแชตบอต AI โดยทาง OpenAI ยืนยันชัดว่า บริษัทได้จับมือกับ b.well บริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้ผู้ใช้เชื่อมเวชระเบียนเข้าสู่ระบบได้อย่างปลอดภัย ในแท็บ Health จะมีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเพิ่มเติม เช่น แยกประวัติการสนทนาและระบบจดจำข้อมูลออกจากแชตทั่วไป โดยบทสนทนาใน Health จะไม่ถูกนำไปใช้ฝึกโมเดล AI หลัก ข้อมูลสุขภาพจะไม่ไหลไปยังแชตอื่น และผู้ใช้ยังสามารถดู แก้ไข หรือลบ Health Memory ได้ตลอดเวลา

ส่วน Anthropic ก็มีการยืนยันว่า ข้อมูลสุขภาพเหล่านี้จะไม่ถูกนำไปใช้ฝึกโมเดล AI ซึ่ง Claude สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญ ๆ อย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาจะเป็นฐานข้อมูลความคุ้มครองของ Centers for Medicare and Medicaid Services (CMS) ระบบรหัสโรค ICD-10 ฐานข้อมูล National Provider Identifier (NPI) และฐานงานวิจัยทางการแพทย์ระดับโลกอย่าง PubMed ซึ่งข้อมูลนี้จะนำไปใช้เพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์ในการทำงานเอกสารและจัดการข้อมูลให้เข้าถึงง่ายขึ้น

Bradley Malin ศาสตราจารย์ด้านชีวสารสนเทศจาก Vanderbilt University Medical Center อธิบายกับ Time ว่า “มันคือข้อตกลงทางสัญญาระหว่างผู้ใช้กับ OpenAI โดยตรง หากคุณให้ข้อมูลกับบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่ได้ให้บริการด้านการแพทย์ ก็ต้องถือหลัก ‘ผู้ซื้อรับความเสี่ยงเอง’”

“เวลาคุณพบแพทย์ มีข้อตกลงทางวิชาชีพว่าข้อมูลจะถูกเก็บเป็นความลับ แต่กรณีนี้ไม่ใช่แบบนั้น คุณไม่รู้จริง ๆ ว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้อย่างไร แม้บริษัทจะบอกว่าปกป้องข้อมูลก็ตาม” Bradley Malin กล่าวต่อ

นอกจากเรื่องความเป็นส่วนตัวแล้ว ความเสี่ยงสำคัญอีกด้านคือ ความแม่นยำของข้อมูลทางการแพทย์ ที่โมเดลภาษาอย่าง ChatGPT ถูกออกแบบมาให้ช่วยเหลือผู้ใช้ (aka. เอาใจ) มากกว่าจะยึดความถูกต้องทางการแพทย์เป็นอันดับแรก และมักจะพยายามให้คำตอบเสมอ แม้ในกรณีที่ข้อมูลไม่ครบก็ตาม 

งานวิจัยหลายชิ้นยังพบว่า หากเวชระเบียนมีข้อมูลไม่ครบ ระบบมีแนวโน้มจะ “เดา” หรือสร้างข้อมูลขึ้นมาเอง (Hallucination) ซึ่งรายงานจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ (NIST) ระบุว่า คุณภาพข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป มีผลโดยตรงต่อคุณภาพคำตอบของ AI โดยข้อมูลที่ดีต้องถูกต้อง ครบถ้วน สอดคล้องกัน และไม่ล้าสมัย แต่ปัญหาคือ ในระบบสาธารณสุขของหลายประเทศ เวชระเบียนมักกระจัดกระจายจากหลายสถานพยาบาล ทำให้ข้อมูลไม่สมบูรณ์ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการตอบผิดพลาด


แต่ก็ไม่ได้มีแค่ข้อเสีย

อยากให้เราลองจินตนาการดูว่า หากวันหนึ่งเราสามารถรู้ได้ว่าร่างกายของเราแข็งแรงระดับไหน บอกข้อมูลออกมาได้เป็นตัวเลข เราต้องรับประทานอะไรถึงจะเหมาะสมกับสุขภาพตอนนี้ หรือต้องออกกำลังกายแบบไหนเพื่อให้ตอบโจทย์ หรือแม้แต่คำนวณเบื้องต้นได้ว่าชีวิตเราจะยืนยาวแค่ไหน…

สิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้จริงในระยะเวลาอันใกล้นี้ ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้แหละ ปัจจุบันเราจะเห็นอุปกรณ์อย่างเช่น WHOOP สายรัดข้อมือสุขภาพ หรือแม้แต่ Smartwatch ที่หลายคนสวมใส่อยู่ทุกวัน อุปกรณ์เหล่านี้กำลังเก็บรวบรวมสุขภาพของเรา เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์ต่อ และแน่นอนว่า ในอนาคตเมื่อมันมีข้อมูลมากพอ สิ่งที่ตามมาคือบริการทางสุขภาพที่จะตอบโจทย์ตัวเราเองแบบที่ตรงจุดมากขึ้น

ข้อมูลด้านสุขภาพของพวกเราทุกคนจึงกลายเป็นอีกหนึ่งขุมทรัพย์ล้ำค่า ที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังให้ความสนใจและอยากนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งแพทย์บางคนมองว่า การที่ AI เข้ามาจับเรื่อง Healthcare นี้จะช่วยยกระดับความรู้ด้านสุขภาพให้กับตัวผู้ป่วยเองด้วย

แพทย์บางส่วนมองว่า LLMs อาจเป็นประโยชน์อย่างมากในเรื่อง Medical Literacy หรือความเข้าใจด้านสุขภาพของประชาชน ซึ่งผู้ป่วยทั่วไปมักหลงทางในมหาสมุทรข้อมูลการแพทย์บนอินเทอร์เน็ต และแยกแยะได้ยากว่าแหล่งไหนเชื่อถือได้จริง หรือเป็นเพียงเว็บที่ดูดีแต่ข้อมูลคลาดเคลื่อน

Dr. Adam Rodman อาจารย์จาก Harvard Medical School เล่ากับ Time ว่า ในอดีต การรักษาคนไข้ที่ไปค้นอาการจาก Google มาก่อน มักต้องใช้เวลาเพื่อลดความกังวลและแก้ข่าวผิดเป็นหลัก แต่วันนี้ เขาเริ่มเห็นผู้ป่วย ไม่ว่าจะจบมัธยมหรือมหาวิทยาลัย มักจะตั้งคำถามในระดับเดียวกับนักศึกษาแพทย์ปีต้น ๆ

การเปิดตัว ChatGPT Health รวมถึงการที่ Anthropic ประกาศฟีเจอร์สุขภาพใหม่ให้กับ Claude สะท้อนว่า บริษัท AI รายใหญ่เริ่ม ยอมรับและสนับสนุนการใช้งานด้านสุขภาพอย่างเป็นทางการมากขึ้น ซึ่งทั้งสองบริษัทต่างออกมาให้คำเตือนเหมือนกันว่า AI ไม่ควรถูกใช้แทนบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ใช้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อรับคำแนะนำที่แม่นยำและเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

แน่นอนว่าความเสี่ยงยังมีอยู่ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เป็นที่รู้กันดีของ LLMs อย่างการ เห็นด้วยกับผู้ใช้มากเกินไป และการสร้างข้อมูลขึ้นมาเอง แต่ความเสี่ยงเหล่านี้ก็ต้องถูกชั่งน้ำหนักกับประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น

ในวันนี้เราใช้ AI หลายตัวได้ฟรี เข้าถึงคำปรึกษาด้านสุขภาพง่าย ๆ แต่ในอนาคตเมื่อทุกอย่างพัฒนา ข้อมูลบนข้อมือของเราจะกลายเป็นของสำคัญที่จะทำให้เราแข็งแรงขึ้น อายุยืนยาวขึ้น และตอนนั้นหากมีบริการที่มันแม่นยำมากพอ สุดท้ายเราอาจจะยอมจ่ายเพิ่มขึ้นไปอีกเพื่อให้เรามีสุขภาพดีที่สุดก็เป็นไปได้



ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney 



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ