
ชีวิตประจำวันของคนไทยวันนี้ โทรศัพท์มือถือกลายเป็นศูนย์กลางของแทบทุกอย่าง โอนเงิน จ่ายบิล ซื้อของ ลงทุน ไปจนถึงการติดต่อบริการต่างๆ ที่เคยต้องเสียเวลาทั้งวันให้เสร็จภายในไม่กี่นาที ทุกอย่างลื่นไหล รวดเร็ว และเชื่อมถึงกันอย่างแทบไร้รอยต่อ แต่ภาพนั้นกลับเปลี่ยนไปทันที เมื่อเรื่องเดียวกันต้องไปจบที่ “ภาครัฐ”
การกรอกข้อมูลซ้ำๆ หรือถ่ายเอกสารชุดเดิม การเดินเรื่องข้ามหน่วยงานที่ไม่เชื่อมถึงกัน และกระบวนการที่บังคับให้ประชาชนต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งทั้งหมดล้วนเป็นประสบการณ์ร่วมที่คนไทยคุ้นชินดี ทั้งที่โลกดิจิทัลภายนอกได้ก้าวไปไกลกว่านั้นมากแล้ว ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่คำถามง่ายๆ ว่า “รัฐบาลดิจิทัลดีพอหรือไม่” แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่า ว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่ฉุดรั้งการเปลี่ยนผ่านของภาครัฐอยู่ที่เทคโนโลยีหรือวิธีคิดของคน
ในรายการ Digital Frontier : Special Talk เลือกอีกสักตั้ง โดย Thairath Money ตอนนี้ ชวนสำรวจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “รัฐบาลดิจิทัล” ผ่านมุมมองของ แจ๊ค-ฉัตริน จันทร์หอม ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อจากเพื่อไทย พาทำความเข้าใจปัญหาในปัจจุบันว่าการปฏิรูปภาครัฐจะไปไกลกว่าแค่การนำระบบเดิมขึ้นออนไลน์ได้อย่างไร และเหตุใดการเปลี่ยนรัฐจากการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มกลาง” จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกปัญหาคอร์รัปชัน ประสิทธิภาพ และความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว
“ปัญหาหนึ่งที่สะท้อนความล้มเหลวของรัฐดิจิทัลไทยในปัจจุบัน คือ แต่ละกระทรวง แต่ละกรม ต่างพัฒนาแอปของตัวเอง ผลลัพธ์คือ 1 กระทรวง มี 100 แอป รวมทั้งประเทศ กลายเป็นรัฐ 1,000 แอป”
ฉัตริน จันทร์หอม ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อจากเพื่อไทย ฉายภาพปัญหาจากประสบการณ์จริงที่ได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนภาพระบบเดิมของภาครัฐสู่โอกาสใหม่ที่หลายคนคาดหวัง
ความพยายามในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศดิจิทัล ไม่ได้เกิดจากการขาดเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่มีรากเหง้ามาจาก “การทำงานที่แยกส่วน” และ “โครงสร้างที่ถูกออกแบบมาอย่างไม่เป็นระบบตั้งแต่ต้น”
เมื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล การดำเนินงานกลับเกิดขึ้นในลักษณะต่างคนต่างทำ หน่วยงานและกระทรวงต่างๆ รวมถึงหน่วยงานส่วนกลางพัฒนาระบบของตนเองโดยไม่เชื่อมโยงหรือประสานงานกัน ส่งผลให้การพัฒนาเทคโนโลยีของรัฐเกิดเป็นไซโล (Siloed Operations) แยกส่วน ขาดภาพรวม และไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง
โครงสร้างที่ไม่ได้ถูกวางมาตั้งแต่ต้นเติบโตอย่างไร้ทิศทางจนยากต่อการจัดระเบียบ หรือยกระดับในภายหลัง ส่งผลให้ข้อมูลของประชาชนและภาครัฐกระจายอยู่ตามระบบต่าง ๆ ทั่วประเทศ แทนที่จะถูกรวบรวมและจัดการอย่างเป็นศูนย์กลางเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ฉัตริน สรุปหลักการเบื้องต้นของการทำ Digital Transformation สำหรับภาครัฐที่ผ่าน 4 เลเยอร์สำคัญ ได้แก่
ฉัตริน ชี้ให้เห็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลดิจิทัลไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เชื่อมตรงกับปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ คือ การลงทุนที่มากแต่กลับได้ประสิทธิผลที่ต่ำ (Low Productivity) คนไทยทำงานหนัก แต่สร้างมูลค่าได้น้อยกว่าเพื่อนบ้าน ธุรกิจเสียเวลามหาศาลไปกับขั้นตอนราชการ การเปิดร้าน เปิดโรงเรียน เปิดกิจการ ใช้เวลานับเดือน นับปี ในบางกรณีการขอใบอนุญาต 1 ใบ ต้องรอคิวอีกหลายสิบโครงการ
“ลองนึกภาพว่าถ้าการเปิดร้านอาหาร โรงแรม หรือบริษัทใหม่ไม่ต้องวิ่งหลายกระทรวง แต่ทำผ่านแพลตฟอร์มเดียว ระบบจะบอกทันทีว่าต้องใช้ใบอนุญาตอะไรบ้าง ขาดเอกสารตรงไหน ผ่านเกณฑ์หรือไม่ผ่าน เพราะอะไร หากข้อมูลครบ ระบบอนุมัติได้ทันที ไม่ต้องรอใครสักคนเซ็น หรืออีกตัวอย่างในเรื่องการรักษาพยาบาล ข้อมูลสุขภาพจะลิงก์กันทั้งประเทศ คุณหมอที่ไหนก็เข้าถึงประวัติการรักษาได้ทันทีผ่าน Digital ID ของเรา ลดความเสี่ยงจากการให้ยาผิดและเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตในกรณีฉุกเฉิน”
ดังนั้นการพูดถึง “รัฐบาลดิจิทัล” จึงต้องเข้าใจว่ามันคือการออกแบบระบบใหม่ทั้งชุด ตั้งแต่โครงสร้าง วิธีทำงาน โดยเฉพาะบทบาทของรัฐที่จะต้องเปลี่ยนจาก “ควบคุม” สู่ “การสนับสนุน” และให้บริการภาคประชาชน โดยมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุนนำไปสู่โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโอกาส คือการวางรากฐานชีวิตใหม่ให้กับคนไทยทุกคนมีชีวิตที่สะดวกสบาย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉัตริน กล่าว
เมื่อถามว่าประชาชนจะมีความหวังได้แค่ไหนที่จะมี “แอปฯ เดียวแล้วจบ” ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ทุกรอบ หรือต้องโหลดแอปใหม่ทุกครั้งที่มีโครงการใหม่ รัฐบาลใหม่ ฉัตริน ตอบว่า ภายใน 1 ปีเราจะเห็น Super App ที่รวมบริการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดมาไว้ที่เดียว เพราะความคืบหน้าล่าสุดงบประมาณและหลักการในการพัฒนาโครงการนี้ได้รับการอนุมัติไปแล้ว และที่สำคัญยังได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ที่สร้างพื้นฐานเรื่องแอปฯ ภาครัฐไว้ก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ ฉัตริน เสนอแนวคิดสำคัญที่จะเป็นแก่นสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล คือ การลดบทบาทการตัดสินใจแบบมนุษย์เพื่อสร้าง “Trustless System” หรือระบบที่เราไม่ต้องเชื่อใจนักการเมืองหรือข้าราชการรายบุคคลแต่สามารถเชื่อมั่นในระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ “เพราะ ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจคน แต่เพราะทุกจุดที่ใช้ผ่านการตัดสินโดยคนกลายเป็นช่องทางของความล่าช้า และเป็นช่องทางของการคอร์รัปชัน”
โดยมีกลไกสำคัญ คือ ระบบออนไลน์และเทคโนโลยี หากการอนุมัติทุกอย่างทำผ่านระบบออนไลน์ รัฐจะตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ 100% ลดปัญหาเงินรั่วไหล รวมถึง AI ที่สามารถนำมาใช้ในการอนุมัติใบอนุญาตตามเกณฑ์ที่กำหนด ลดการเรียกรับเงินใต้โต๊ะเพื่อแลกกับความเร็ว และที่สำคัญที่สุด คือ การสร้าง Open Government เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนร่วมตรวจสอบว่าหน่วยงานไหนซื้ออะไร ราคาเท่าไหร่ และใครเป็นคู่สัญญา
“ดังนั้นรัฐบาลดิจิทัลจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำให้เร็วขึ้น แต่จะกลายเป็นโครงสร้างของระบบที่จำกัดและปราบปรามคอร์รัปชันโดยธรรมชาติ เมื่อข้อมูลเปิดประชาชนกลายเป็นผู้ตรวจสอบร่วมกับรัฐ และเทคโนโลยี AI สามารถจับพฤติกรรมผิดปกติได้อัตโนมัติ” ฉัตริน กล่าวอย่างมั่นใจ
ท้ายที่สุดแล้วคำถามเรื่องรัฐบาลดิจิทัลที่ควรจะร่วมกันหาคำตอบ คือ โครงสร้างของรัฐจะถูกออกแบบมาเพื่อรับใช้ชีวิตของประชาชนจริงหรือไม่
หากรัฐบาลดิจิทัลถูกสร้างขึ้นในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานของชีวิต” ตั้งแต่การเกิด การเรียน การทำงาน การรักษาพยาบาล ไปจนถึงสวัสดิการยามชรา ในเชิงนโยบายรัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้บริการรายหน่วย ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มกลางของประเทศ” ที่เชื่อมข้อมูลครั้งเดียว ใช้ได้ตลอดชีวิต ลดขั้นตอน ลดดุลพินิจ และลดพื้นที่สีเทาที่เคยเปิดช่องให้คอร์รัปชันฝังตัวอยู่ในระบบราชการมายาวนาน
รัฐบาลดิจิทัลที่แท้จริงจึงไม่ใช่โครงการระยะสั้นของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่ต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ต่อเนื่อง วัดผลได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากรัฐกล้ารื้อโครงสร้างเดิมและสร้างระบบใหม่ที่ทำงานเพื่อชีวิตคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย รัฐบาลดิจิทัลจะไม่ใช่แค่คำสวยหรูในเอกสารนโยบาย แต่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มประสิทธิผล และฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐในระยะยาว
โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน แต่ระบบที่เราใช้… เดินทันไหม?📌 การศึกษาในยุค AI📌 แรงงานโลกใหม่📌 รัฐบาลดิจิทัล
Digital Frontiers : Special Talks #เลือกอีกสักตั้ง ชวนคุยกับนักการเมืองสายเทคจาก 3 พรรค
ดร.อ้อ การดี เลียวไพโรจน์ พรรคประชาธิปัตย์
คุณป้อม ภาวุธ พงษ์วิทยภานุช พรรคประชาชน
คุณแจ๊ค ฉัตรริน จันทร์หอม พรรคเพื่อไทย
เพื่อทำความเข้าใจโจทย์เดียวกันของประเทศ ปัญหาอยู่ตรงไหน ทางออกมีจริงแค่ไหน และสุดท้าย… เราทุกคนต้องปรับตัวยังไง 🎥 ติดตามทั้ง 3 ตอน ได้ที่ YouTube : Thairath Money🗓
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -