
นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาด้านการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร กล่าวว่า ปี 2569 ยังคงเป็นปีแห่ง AI (ปัญญาประดิษฐ์) แต่เทคโนโลยีจะเปลี่ยนบทบาทจากปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ไปเป็นโครงสร้างหลัก (Core Infrastructure) ของการดำเนินธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม โดยมีความตื่นตัวด้าน AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
“การทรานส์ฟอร์มทางเทคโนโลยีก้าวผ่านยุครากฐาน อย่างการสร้างแอปพลิเคชันบนมือถือ ตลอดจนโมบายแบงกิ้ง ซึ่งขณะนี้มีคนไทยใช้งานมากกว่า 90% สู่ยุค 2-3 ปีก่อนหน้านี้ เริ่มเป็นปีของ AI ซึ่งยังอยู่ในช่วงทดสอบว่าสามารถใช้งานได้จริง (POC – Proof of Concept) อย่างไรก็ตาม นับจากปีนี้ เชื่อว่าจะเริ่มมีการลงทุนด้านดิจิทัลเชิงโครงสร้างและมองระยะยาวมากขึ้น โดยขณะนี้องค์กรขนาดใหญ่ในไทยกว่า 97% มีการนำ AI เข้ามาใช้แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการใช้เพื่อลดต้นทุน ซึ่งวัดผลทางธุรกิจได้ง่ายและชัดเจน มองเห็นความคุ้มค่าในการลงทุน ส่วนองค์กรรัฐ ได้รับการขับเคลื่อนจากนโยบายคลาวด์ภาครัฐ (Cloud First) ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มลูกค้าภาครัฐขยับจาก 15% เป็น 20% ของฐานลูกค้าทั้งหมดได้”
นายพชร กล่าวอีกว่า บลูบิคตั้งเป้าผลประกอบการปี 2569 เติบโต 20% ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและสวนทางกับเศรษฐกิจชะลอตัว โดยบลูบิคสามารถทำรายได้สูงสร้างสถิติใหม่ตลอด 13 ปีที่ดำเนินธุรกิจ จากความต้องการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กรที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง และสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำมากกว่า 80% โดยดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่โดดเด่นในปีนี้คือ โครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI, ธนาคารไร้สาขา หรือ Virtual Bank ซึ่งเป็นการให้ใบอนุญาตธนาคารใหม่ในรอบกว่า 40 ปี และนโยบายคลาวด์ภาครัฐ ขณะที่การบ้านที่จะฝากถึงรัฐบาลใหม่ คืออยากให้นโยบายสนับสนุน AI มีความแตกฉาน ไม่ฉาบฉวย และมั่นคงในทุกมิติ
“เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นโครงสร้างหลักของการดำเนินธุรกิจแล้ว การยกระดับองค์กรในระยะถัดไป จะเข้าสู่กระบวนการสร้างและเชื่อมต่อระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่ผสานข้อมูล เทคโนโลยี บุคลากร และการทำงานข้ามภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ความซับซ้อนของเทคโนโลยีและขอบเขตของเครือข่ายดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาด้านดิจิทัล ยังคงเป็นกระแสหลักที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจการเงิน ประกันภัย ค้าปลีก การสื่อสาร สุขภาพ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ”
โดยแผนธุรกิจปี 2569 ของบลูบิค แบ่งออกเป็น 3 แกนกลยุทธ์หลัก ขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับทิศทางตลาด รองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวและตอกย้ำความเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ได้แก่
1.Client Value & Marketing Innovation ขยายการให้บริการกับลูกค้ารายเดิม พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ เช่น ภาครัฐ ธุรกิจการศึกษา สุขภาพ และพลังงาน รวมถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ การพัฒนาบริการและโซลูชันที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ AI, คลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) และความยั่งยืน (Sustainability)
2.Operational Excellence & Scalable Growth ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานให้มีมาตรฐานและคล่องตัวมากขึ้น ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพนักงาน 10% ในปีนี้ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำ AI มาใช้ทั้งในกระบวนการทำงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน
3.Strategic Expansion & Long-Term Growth วางรากฐานการเติบโตในระยะยาวร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ กลยุทธ์ขยายตัวผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) และการเตรียมความพร้อมโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) รองรับการลงทุนและโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางธุรกิจที่ทวีความรุนแรง ประกอบกับความคาดหวังของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังกดดันให้องค์กรต้องเร่งยกระดับโครงสร้างการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนและประสานการทำงานระหว่างคน กระบวนการ ข้อมูล และเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI อย่างเต็มรูปแบบ หรือที่เรียกว่า “Intelligent Enterprise” โดยการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ ทำให้องค์กรไทยต้องมองให้ชัดว่าเทคโนโลยีและ AI จะส่งผลต่อธุรกิจในจุดใดก่อน และควรลงทุนในส่วนใด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด