BBIK มอง AI เป็นแรงหนุนหลัก ดันการลงทุนดิจิทัลปี 69 แม้เศรษฐกิจชะลอ

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

BBIK มอง AI เป็นแรงหนุนหลัก ดันการลงทุนดิจิทัลปี 69 แม้เศรษฐกิจชะลอ

Date Time: 29 ม.ค. 2569 09:20 น.

Summary

  • BBIK ชี้ปี 2569 ยังเป็นปีของ AI 
  • บทบาทเปลี่ยนจากตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงเป็น Core Infrastructure ของธุรกิจและเศรษฐกิจ
  • องค์กรเริ่มลงทุนดิจิทัลเชิงโครงสร้างมากขึ้นมองผลระยะยาว
  • องค์กรไทยใช้ AI แล้ว 97% ส่วนใหญ่ใช้เพื่อลดต้นทุนและวัดผลได้ชัดเจน.
  • ขณะที่ภาครัฐได้แรงหนุนจากนโยบาย Cloud First คาดเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารัฐจาก 15% เป็น 20%
  • 3 ดาวเด่นดิจิทัลปี 69: AI, Virtual Bank (ใบอนุญาตใหม่ในรอบกว่า 40 ปี) และคลาวด์ภาครัฐ
  • ฝากการบ้านถึงรัฐบาลใหม่ขอให้นโยบาย AI มีความแตกฉานไม่ฉาบฉวยและมั่นคงรอบด้าน


Latest

DeepSeek เขย่าโลก ซุ่มทำชิป AI เองอีกราย นักลงทุนจับตา AI Hardware จีนเป็นธีมใหม่

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาด้านการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร กล่าวว่า ปี 2569 ยังคงเป็นปีแห่ง AI (ปัญญาประดิษฐ์) แต่เทคโนโลยีจะเปลี่ยนบทบาทจากปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ไปเป็นโครงสร้างหลัก (Core Infrastructure) ของการดำเนินธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม โดยมีความตื่นตัวด้าน AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ

             


“การทรานส์ฟอร์มทางเทคโนโลยีก้าวผ่านยุครากฐาน อย่างการสร้างแอปพลิเคชันบนมือถือ ตลอดจนโมบายแบงกิ้ง ซึ่งขณะนี้มีคนไทยใช้งานมากกว่า 90% สู่ยุค 2-3 ปีก่อนหน้านี้ เริ่มเป็นปีของ AI ซึ่งยังอยู่ในช่วงทดสอบว่าสามารถใช้งานได้จริง (POC – Proof of Concept) อย่างไรก็ตาม นับจากปีนี้ เชื่อว่าจะเริ่มมีการลงทุนด้านดิจิทัลเชิงโครงสร้างและมองระยะยาวมากขึ้น โดยขณะนี้องค์กรขนาดใหญ่ในไทยกว่า 97% มีการนำ AI เข้ามาใช้แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการใช้เพื่อลดต้นทุน ซึ่งวัดผลทางธุรกิจได้ง่ายและชัดเจน มองเห็นความคุ้มค่าในการลงทุน ส่วนองค์กรรัฐ ได้รับการขับเคลื่อนจากนโยบายคลาวด์ภาครัฐ (Cloud First) ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มลูกค้าภาครัฐขยับจาก 15% เป็น 20% ของฐานลูกค้าทั้งหมดได้”

             

นายพชร กล่าวอีกว่า บลูบิคตั้งเป้าผลประกอบการปี 2569 เติบโต 20% ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและสวนทางกับเศรษฐกิจชะลอตัว โดยบลูบิคสามารถทำรายได้สูงสร้างสถิติใหม่ตลอด 13 ปีที่ดำเนินธุรกิจ จากความต้องการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กรที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง และสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำมากกว่า 80% โดยดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่โดดเด่นในปีนี้คือ โครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI, ธนาคารไร้สาขา หรือ Virtual Bank ซึ่งเป็นการให้ใบอนุญาตธนาคารใหม่ในรอบกว่า 40 ปี และนโยบายคลาวด์ภาครัฐ ขณะที่การบ้านที่จะฝากถึงรัฐบาลใหม่ คืออยากให้นโยบายสนับสนุน AI มีความแตกฉาน ไม่ฉาบฉวย และมั่นคงในทุกมิติ


“เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นโครงสร้างหลักของการดำเนินธุรกิจแล้ว การยกระดับองค์กรในระยะถัดไป จะเข้าสู่กระบวนการสร้างและเชื่อมต่อระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่ผสานข้อมูล เทคโนโลยี บุคลากร และการทำงานข้ามภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ความซับซ้อนของเทคโนโลยีและขอบเขตของเครือข่ายดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาด้านดิจิทัล ยังคงเป็นกระแสหลักที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจการเงิน ประกันภัย ค้าปลีก การสื่อสาร สุขภาพ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ”

             

โดยแผนธุรกิจปี 2569 ของบลูบิค แบ่งออกเป็น 3 แกนกลยุทธ์หลัก ขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับทิศทางตลาด รองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวและตอกย้ำความเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ได้แก่

             

1.Client Value & Marketing Innovation ขยายการให้บริการกับลูกค้ารายเดิม พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ เช่น ภาครัฐ ธุรกิจการศึกษา สุขภาพ และพลังงาน รวมถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ การพัฒนาบริการและโซลูชันที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ AI, คลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) และความยั่งยืน (Sustainability)

             

2.Operational Excellence & Scalable Growth ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานให้มีมาตรฐานและคล่องตัวมากขึ้น ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพนักงาน 10% ในปีนี้ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำ AI มาใช้ทั้งในกระบวนการทำงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน

   


         

3.Strategic Expansion & Long-Term Growth วางรากฐานการเติบโตในระยะยาวร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ กลยุทธ์ขยายตัวผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) และการเตรียมความพร้อมโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) รองรับการลงทุนและโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต

             

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางธุรกิจที่ทวีความรุนแรง ประกอบกับความคาดหวังของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังกดดันให้องค์กรต้องเร่งยกระดับโครงสร้างการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนและประสานการทำงานระหว่างคน กระบวนการ ข้อมูล และเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI อย่างเต็มรูปแบบ หรือที่เรียกว่า “Intelligent Enterprise” โดยการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ ทำให้องค์กรไทยต้องมองให้ชัดว่าเทคโนโลยีและ AI จะส่งผลต่อธุรกิจในจุดใดก่อน และควรลงทุนในส่วนใด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ