บทเรียนฟองสบู่ในอดีตกำลังบอกอะไรตลาด AI วันนี้? ย้อนรอยประวัติศาสตร์ เพื่ออ่านสัญญาณตลาด

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

บทเรียนฟองสบู่ในอดีตกำลังบอกอะไรตลาด AI วันนี้? ย้อนรอยประวัติศาสตร์ เพื่ออ่านสัญญาณตลาด

Date Time: 5 ม.ค. 2569 15:10 น.

Video

เทรนด์รถไทย 2026 ไฮบริด vs EV เลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ? | Money Issue EP.42

Summary

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ อ่านสัญญาณตลาดว่าโลกกำลังเข้าสู่ “ฟองสบู่ AI” หรือไม่? หลังหุ้นเทคโนโลยีกำลังขับเคลื่อนตลาด โดยที่ผ่านมามีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลหลั่งไหลเข้าตลาด AI และคาดว่าจะมีอีกหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐทะลักเข้าในปีนี้

Latest


เมื่อโลกเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ จนกลายเป็นที่ต้องการของตลาด และถ้าอุปสงค์และอุปทานดำเนินไปแบบไม่สอดคล้องกัน ผลที่ตามมาอาจกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจได้ ซึ่งสิ่งที่กำลังเป็นที่น่าจับตามากที่สุดในตลาดตอนนี้ คือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เงินทุนมหาศาลกำลังหลั่งไหลเข้าลงทุนจนผลักดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง

ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นไปแล้ว 16% โดยผู้ชนะในตลาด AI นำโดย Nvidia, Alphabet, Broadcom และ Microsoft ที่กวาดเงินไปได้มากมาย ขณะเดียวกัน ความกังวลก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนเงินกว่าหลายแสนล้านที่ลงไปในตลาด โดยคาดว่าเงินลงทุนด้าน AI ของบิ๊กเทคอย่าง Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta จะเพิ่มขึ้นรวมกันกว่า 34% ไปอยู่ที่ 440,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีหน้า

นอกจากเจ้าใหญ่แล้ว ยังมี OpenAI ที่มีแผนจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI กว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเมื่อบริษัทยังไม่สามารถทำกำไรได้เลย แถมยังมีเรื่องน่ากังวลอีกอย่าง คือ การลงทุนแบบวนลูปกันไปมาระหว่าง OpenAI กับบริษัทเทคโนโลยีมหาชนของสหรัฐฯ ที่ก่อให้เกิดคำถามเรื่องความเสี่ยงเชิงระบบ

ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องปกติที่เงินทุนจำนวนมหาศาลจะไหลเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคม อย่างที่ผ่านมาทั้งตอนที่กำเนิดไฟฟ้า ทางรถไฟ ตลอดจนถึงยุคอินเทอร์เน็ต ด้านผู้เชี่ยวชาญมองว่า ครั้งนี้ก็จะไม่แตกต่างจากในอดีต

“บางครั้ง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เวลา และจะนานเกินกว่าที่เศรษฐกิจจะต้องใช้ในระยะสั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วรางรถไฟก็ถูกสร้างจนเสร็จ และอินเทอร์เน็ตก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอยู่ดี” Brian Levitt หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกของ Invesco กล่าว



แต่แล้วก็มีคำถามออกมาด้วยว่า Upside ของตลาดจะมีไปถึงตอนไหน เพราะทั้งดัชนี S&P 500 ก็เพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ไป มูลค่าหุ้นเริ่มตึงตัว และถ้า AI ไม่เป็นไปตามความคาดหวังมูลค่าจะหายไปเท่าไร? เพราะหุ้น Nvidia, Microsoft, Alphabet, Amazon, Broadcom และ Meta รวมกันคิดเป็นเกือบ 30% ของ S&P 500 นั่นหมายความว่า หากหุ้น AI ถูกเทขายพร้อมกัน ดัชนีตลาดโดยรวมจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

Bloomberg ได้วิเคราะห์และสรุปเปรียบเทียบเหตุการณ์ฟองสบู่ในประวัติศาสตร์และสถานการณ์ AI ในปัจจุบันไว้ดังนี้


รอบ AI เร็วและแรงแค่ไหนเมื่อเทียบกับอดีต?

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการประเมินว่า การปรับขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI นั้นขึ้นมาไกลเกินไปหรือเร็วเกินไปหรือไม่ คือการนำไปเปรียบเทียบกับรอบตลาดกระทิง (Bull Market) ในอดีต

ข้อมูลจากการศึกษาฟองสบู่หุ้น 10 ครั้งทั่วโลกตั้งแต่ปี 1900 โดย Michael Hartnett นักกลยุทธ์จาก Bank of America พบว่า ฟองสบู่ที่ผ่านมาจะมีอายุเฉลี่ยราว 2 ปีครึ่ง และให้ผลตอบแทนจากจุดต่ำสุดถึงจุดสูงสุด (trough-to-peak) เฉลี่ยสูงถึง 244%

เมื่อเทียบกับรอบปัจจุบัน การปรับขึ้นของตลาดที่ขับเคลื่อนโดยกระแส AI กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 79% นับตั้งแต่ปลายปี 2022 ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq 100 พุ่งแรงถึง 130%

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าตลาดกำลังอยู่ในฟองสบู่หรือไม่ แต่ Michael Hartnett เตือนนักลงทุนว่า ไม่ควรรีบเอาเงินออกจากตลาด แม้จะเชื่อว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ก็ตาม เหตุผลสำคัญคือ ช่วงท้ายของตลาดกระทิงมักเป็นช่วงที่ราคาหุ้นปรับขึ้นแรงที่สุด และการพลาดช่วงสุดท้ายนี้ อาจทำให้เสียโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยง Michael Hartnett แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ป้องกัน (Hedge) ด้วยการกระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ราคายังไม่แพง เช่น หุ้นสหราชอาณาจักร (UK stocks) หรือหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งยังถูกมองว่าเป็นหุ้นมูลค่า (Value Plays) ในภาวะตลาดปัจจุบัน


มีหุ้นไม่กี่ตัว แต่แบกทั้งตลาด

ในปัจจุบัน หุ้น 10 อันดับแรกของดัชนี S&P 500 มีสัดส่วนรวมกันสูงถึงประมาณ 40% ของทั้งดัชนี ซึ่งถือเป็นระดับความกระจุกตัวที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ความกระจุกตัวในระดับนี้ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มถอยห่างจากตลาด

ก่อนหน้านี้ Ed Yardeni นักวิเคราะห์อาวุโสระดับตำนานของวอลล์สตรีท ได้ออกมาให้ความเห็นเมื่อเดือนธันวาคมว่า “ไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไปที่จะยังแนะนำให้นักลงทุนถือหุ้นเทคโนโลยีมากกว่าปกติ”

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ตลาดการเงินมองว่า แม้ระดับความกระจุกตัวในวันนี้จะดูรุนแรงเมื่อเทียบกับความทรงจำของนักลงทุนยุคใหม่ แต่ในเชิงประวัติศาสตร์เคยมีกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้ว

Paul Marsh ศาสตราจารย์จาก London Business School ที่ได้ทำการศึกษาผลตอบแทนสินทรัพย์ทั่วโลกย้อนหลังยาวนานถึง 125 ปีระบุว่า สัดส่วนของหุ้นขนาดใหญ่ที่ครองมูลค่าตลาดสหรัฐฯ เคยอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับช่วงทศวรรษ 1930 และ 1960


AI ฟองสบู่ไหม? ปัจจัยพื้นฐานต่างไปจากอดีต

โดยธรรมชาติแล้ว ฟองสบู่มักตรวจจับได้ยากในระหว่างที่กำลังก่อตัว และมักจะมองเห็นชัดเจนก็ต่อเมื่อทุกอย่างจบลงไปแล้ว โดย Dario Perkins นักเศรษฐศาสตร์จาก TS Lombard อธิบายว่า สาเหตุสำคัญคือ การถกเถียงเรื่องฟองสบู่มักวนอยู่กับเรื่อง “ปัจจัยพื้นฐาน” ซึ่งตัวชี้วัดที่นักลงทุนใช้วัดมูลค่าสามารถเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและมุมมอง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เมื่อเปรียบเทียบกับยุคฟองสบู่ดอทคอม บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI ในปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้ต่อกำไร (Debt-to-Earnings Ratio) ต่ำกว่าบริษัทเทคโนโลยีในอดีตอย่าง WorldCom อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ บริษัทอย่าง Nvidia และ Meta ก็ได้มีการรายงานการเติบโตของกำไรที่มาจาก AI อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งแตกต่างจากเมื่อ 25 ปีก่อน ในยุคที่ราคาหุ้นพุ่งแรงจากความคาดหวัง แต่รายได้และกำไรยังไม่สามารถรองรับมูลค่าที่นักลงทุนจ่ายไปได้จริง

แม้ปัจจัยพื้นฐานจะดูแข็งแรงกว่าอดีต แต่ความเสี่ยงด้านสินเชื่อ (Credit Risk) ของตลาด AI ก็เริ่มทำให้นักลงทุนบางส่วนรู้สึกไม่สบายใจ ตัวอย่างล่าสุดคือ Oracle ที่ได้ออกขายหุ้นกู้มูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงทันที 5.6% ในวันถัดมา และหากนับถึงปัจจุบันราคาหุ้น Oracle ลดลงไปแล้วกว่า 37%

ยิ่งไปกว่านั้น การประเมินของ Societe Generale ระบุว่า เฉพาะในปี 2026 เพียงปีเดียว Meta, Alphabet และ Oracle จะต้องระดมทุนรวมกันสูงถึง 86,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อมาลงด้าน AI ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนว่า

แม้บริษัท AI จะมีกำไรและฐานะการเงินที่ดีกว่ายุคดอทคอม แต่ภาระด้านหนี้และต้นทุนทางการเงิน อาจกลายเป็นจุดเปราะบางของกระแส AI ได้ในอนาคต


หุ้นแพงเกินไปหรือยัง?

หากพิจารณาจากระดับมูลค่าของตลาดหุ้นสหรัฐจะพบว่า ดัชนี S&P 500 ตอนนี้มีมูลค่าสูงที่สุดแทบจะทันกับช่วงที่ทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ช่วงต้นทศวรรษ 2000 หรือช่วงยุคฟองสบู่ดอทคอมแล้ว 

โดยการประเมินนี้อ้างอิงจาก ค่า CAPE Ratio (Cyclically Adjusted Price-to-Earnings Ratio) ตัวชี้วัดที่คิดค้นโดย Robert Shiller นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล โดยสูตรนี้คือการนำราคาหุ้นไปหารด้วยค่าเฉลี่ยกำไรย้อนหลัง 10 ปี หลังจากปรับผลกระทบเงินเฟ้อแล้ว เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงในระยะยาว

นักลงทุนสายมองบวกโต้แย้งว่า แม้มูลค่าตลาดจะปรับตัวสูงขึ้นจากแรงหนุนของหุ้นเทคโนโลยีและ AI แต่ความเร็วในการเพิ่มขึ้นของมูลค่ายังช้ากว่ายุคดอทคอมอย่างชัดเจน โดยตัวอย่างที่มักถูกหยิบมาเปรียบเทียบคือ ในปี 2000 หุ้น Cisco Systems เคยซื้อขายที่ระดับมากกว่า 200 เท่าของกำไรย้อนหลัง 12 เดือน ขณะที่ในปัจจุบัน หุ้น Nvidia ซึ่งเป็นหัวใจของกระแส AI ยังมีค่า P/E ต่ำกว่า 50 เท่า

ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า แม้ราคาหุ้น AI จะสูงแต่ยังอยู่ในระดับสมเหตุสมผล ไม่เหมือนช่วงปลายยุคฟองสบู่ดอทคอม

Richard Clode ผู้จัดการกองทุนจาก Janus Henderson อธิบายเพิ่มเติมว่า ฟองสบู่หุ้นมักเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ราคาหุ้นแยกขาดออกจากการเติบโตของกำไรอย่างสิ้นเชิง เขามองว่า การที่นักลงทุนยังพูดถึงความแพง ความเสี่ยง และความสมเหตุสมผลของราคา สะท้อนว่าตลาดยังไม่เข้าสู่ภาวะคลั่งไคล้แบบไร้สติ ซึ่งมักเป็นสัญญาณสุดท้ายก่อนฟองสบู่แตก


ความระแวงที่อาจเป็นเกราะป้องกันตลาด

ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา การถกเถียงว่า ตลาดหุ้นกำลังเผชิญ “ภาวะฟองสบู่” หรือไม่ เป็นประเด็นที่คุกรุ่นอยู่ตลอด แต่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม โดยมีปัจจัยเร่งที่สำคัญมาจากคำเตือนของนักลงทุนชื่อดังอย่าง Michael Burry รวมถึงสัญญาณเตือนจากธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England)

ข้อมูลที่ Bloomberg รวบรวมระบุว่า เฉพาะในเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว มีข่าวมากกว่า 12,000 ชิ้น ที่กล่าวถึงคำว่า “AI bubble” ซึ่งมีจำนวนเกือบเท่ากับข่าวตลอด 10 เดือนก่อนหน้ารวมกัน

ด้านมุมมองของนักลงทุนก็ยิ่งสะท้อนความกังวลที่ชัดเจนขึ้น จากผลสำรวจของ Bank of America ในเดือนธันวาคม พบว่า นักลงทุนมองว่าฟองสบู่ AI เป็นเหตุการณ์เสี่ยงที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นน้อยมาก (Tail Risk) แต่มีโอกาสที่จะสร้างผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนมากที่สุด

ขณะเดียวกัน มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า หุ้นกลุ่ม “Magnificent Seven” คือการลงทุนที่แออัดที่สุดในวอลล์สตรีท ณ เวลานี้ สะท้อนว่ามีเม็ดเงินจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในหุ้นไม่กี่ตัว

ภาพบรรยากาศนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากยุคฟองสบู่ดอทคอม ซึ่งในเวลานั้นตลาดเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแบบไร้ข้อกังขา ไม่เกรงกลัวต่อแนวคิดที่ว่าอินเทอร์เน็ตจะเข้ามาปฏิวัติทุกสิ่ง 

Venu Krishna หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นสหรัฐจาก Barclays อธิบายว่า วันนี้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า การลงทุนด้าน AI จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าจริงหรือไม่ โดยเฉพาะในบริบทที่บริษัทเทคโนโลยีต้องออกหุ้นกู้และก่อหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม Venu Krishna มองด้วยว่า แม้ไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงจากกระแส AI แต่บรรยากาศการตั้งคำถามในปัจจุบัน ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาด

“โดยรวมแล้ว การถูกจับตาอย่างใกล้ชิดถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะความระแวงนี่แหละที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ตลาดเคลื่อนไหวสุดโต่งจนเกิดการพังทลาย” Venu Krishna กล่าว


ที่มา: Bloomberg


ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ