
กระแสคลั่งไคล้ AI นำเงินมหาศาลเข้าสู่ตลาด การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกใน AI ทำเอาอุตสาหกรรมคึกคัก กระแสเงินทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่บริษัทผู้พัฒนานวัตกรรมเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ยังทำให้มหาเศรษฐีที่มั่งคั่งอยู่แล้ว ร่ำรวยขึ้นไปอีก ขณะเดียวกัน AI ก็ยังสร้างเศรษฐีหน้าใหม่ขึ้นมาอีกด้วย
บทความนี้ Thairath Money จะพาไปทำความรู้จัก “7 มหาเศรษฐี AI หน้าใหม่” ผู้ที่รวยขึ้นด้วยอัลกอริทึมในปีที่ผ่านมา
Liang Wenfeng ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง DeepSeek บริษัท AI จากจีน ตามข้อมูลบน Forbes ระบุว่าเขามีทรัพย์สินกว่า 11,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ชื่อของ Liang Wenfeng กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจาก DeepSeek โมเมนต์ ที่ทำให้ทั้งตลาด AI สั่นสะเทือน ด้วยการออกโมเดล AI ที่ใช้ต้นทุนน้อยกว่า ทำเอาตลาดเริ่มสงสัยว่า GenAI ของเจ้าใหญ่ ๆ ในสหรัฐอเมริกา ยังจำเป็นที่จะต้องใช้ต้นทุนสูงอยู่หรือไม่
นอกจาก DeepSeek แล้ว เขายังมีกองทุนส่วนบุคคล High-Flyer Capital Management ที่นอกจากจะเป็นกองทุนใหญ่ของจีนแล้ว ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การจัดการกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว กองทุนนี้ยังได้ลงทุนใน DeepSeek อีกด้วย ซึ่งเมื่อผนวกสองอย่างเข้าด้วยกันแล้ว ทำให้เขาขึ้นเป็นมหาเศรษฐี
Michael Intrator ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง CoreWeave บริษัทผู้ให้บริการคลาวด์และให้เช่าพื้นที่ประมวลผลโดยเฉพาะในงานด้าน AI ปัจจุบันมีทรัพย์สินรวมกว่า 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่มาของความร่ำรวยที่เพิ่มขึ้นของผู้ก่อตั้ง คือการประกาศแผนนำ CoreWeave เข้าตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าบริษัททะลุ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งให้เขาขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีทันทีจากการถือหุ้นบริษัทอยู่ที่ราว 11%
ณ ปัจจุบัน ลูกค้าหลัก ๆ ของ CoreWeave คือ บิ๊กเทคอย่าง Microsoft และ OpenAI ที่เพิ่งเซ็นสัญญาพาร์ทเนอร์ไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยดีลนี้มีมูลค่ามากถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ชื่อของ CoreWeave กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของโลก AI
Dario Amodei ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic บริษัทวิจัยและพัฒนา AI ผู้เป็นเจ้าของแชตบอต GenAI ในชื่อ Claude ปัจจุบัน Forbes ระบุว่าเขามีทรัพย์สินรวมอยู่ที่กว่า 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ก่อนจะมาก่อตั้ง Anthropic ชื่อของ Dario Amodei เป็นที่รู้จักกันดีในวงการจากตำแหน่งประธานฝ่ายวิจัยของ OpenAI ซึ่งหลังลาออกจากตำแหน่งนั้น เขาได้ออกมาสร้างธุรกิจ AI ของตัวเองร่วมกับอดีตพนักงานของ OpenAI อีก 6 คนจนเกิดเป็น Anthropic ขึ้นมา
ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของเขา มาจากมูลค่าของบริษัทที่เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่กว่า 61,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับบิ๊กเทคอย่าง Alphabet บริษัทแม่ของ Google และ Amazon (ปัจจุบัน Anthropic ยังคงเป็นบริษัทที่ไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์)
Alexandr Wang ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอ Scale AI ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้าน AI ของ Meta ชายที่ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีสร้างตัวที่อายุน้อยที่สุดในโลก โดยเขามีทรัพย์สินรวมอยู่ที่กว่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ชื่อเสียงของ Alexandr Wang เริ่มต้นมาจากการเป็นเด็กอัจฉริยะผู้ก่อตั้ง Scale AI บริษัทช่วยจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับ AI ในวัยเพียง 19 ปี และในปี 2025 นี้หลังจากที่ Meta ตัดสินใจเข้าซื้อ Scale AI ทำให้บริษัทมีมูลค่ากว่า 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เขาที่ถือหุ้นอยู่ราว 14% ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีอายุน้อยทันที
นอกจากนี้ Alexandr Wang ยังถูก Mark Zuckerberg ดึงตัวไปทำงานร่วมกับ Meta ในฐานะ Chief AI Officer ดูแลและพัฒนาด้าน AI โดยเฉพาะ ในขาที่เรียกว่า Superintelligence หรือ AI ที่จะมีความสามารถเหนือกว่ามนุษย์
Lucy Guo ผู้ร่วมก่อตั้ง Scale AI และปัจจุบันเป็นซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Passes สตาร์ทอัพผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสร้างคอนเทนต์หาเงินสำหรับครีเอเตอร์ โดยเธอมีทรัพย์สินรวมกว่า 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในปีที่ผ่านมา Lucy Guo ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีหญิงสร้างตัวอายุน้อยคนสำคัญที่ขึ้นแซงหน้า Taylor Swift โดยความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นมาจากการเข้าซื้อกิจการ Scale AI โดย Meta ซึ่งเธอเป็นอดีตผู้ร่วมก่อตั้ง และยังคงถือหุ้นอยู่ที่ไม่ถึง 5%
นอกจากนี้ เธอยังมีภาพจำในเรื่องของความเรียบง่ายไม่หรูหราในการใช้ชีวิต และหลังจากเธอออกจาก Scale AI มาก็ได้มาก่อตั้ง Passes สตาร์ทอัพที่เป็นแพลตฟอร์มสร้างคอนเทนต์สำหรับให้ครีเอเตอร์โลกอินเทอร์เน็ตเข้ามาหาเงิน
Aravind Srinivas ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Perplexity บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI และผู้พัฒนาแชตบอตในชื่อเดียวกับบริษัท Perplexity AI ปัจจุบันแม้เขาจะยังไม่ติดลิสต์มหาเศรษฐีของ Forbes และมีทรัพย์สินไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็เป็นอีกหนึ่งคนสำคัญของวงการ AI
โดยดาวเด่นคือ Perplexity ก็มีบทบาทอย่างมากในโลกเทคโนโลยี ซึ่ง ณ ตอนนี้บริษัทถูกตีมูลค่าอยู่ที่ราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจากจำนวนหุ้นที่ผู้ก่อตั้งรายนี้ถืออยู่ (แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขออกมา) ทำให้ Aravind Srinivas ขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีอายุน้อยที่สุดของอินเดีย
Mira Murati ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Thinking Machines Lab บริษัทผู้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้าน AI โดยเธอเป็นอดีตคนสำคัญจาก OpenAI ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยีให้กับบริษัทเจ้าของ ChatGPT ก่อนที่จะลาออกมาและมาปั้นสตาร์ทอัพด้าน AI เป็นของตัวเอง
ปัจจุบัน Mira Murati ยังไม่ติดลิสต์เศรษฐีของ Forbes เช่นกัน โดยเธอมีทรัพย์สินรวมไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็เป็นอีกคนสำคัญของวงการที่น่าจับตามอง ซึ่งความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของเธอมาจากมูลค่า Thinking Machines Lab ที่เพิ่มขึ้นจากการระดมทุน ทำให้บริษัทมีมูลค่ากว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney